วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554

ระบบรับจำนำข้าว

โครงการรับจำนำข้าวเปลือกเริ่มวันที่ 7 ตุลาคม 2554 ถึงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ใช้งบประมาณไม่น้อยกว่า 4 แสนล้านบาท รับจำนำผลผลิตเกษตรกรประมาณ 25 ล้านตัน

ระบบรับจำนำข้าว เป็นการรับข้าวของเกษตรกรมาแล้วนำเงินมอบให้เกษตรกร รับข้าวมาเพือนำเข้าสู่ระบบ ถึงเวลาจำหน่ายข้าวขาย ได้เงินกลับคืนมาเงินจึงหมุนอยู่ในระบบตลอดเวลา

งบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการระบบจำนำข้าว เช่น ค่าดำเนินการ ค่าบริหาร ค่าจัดเก็บ ค่าแปร ค่าดอกเบื้ย บวกกับความสามารถในการจัดเก็บเพื่อให้ใช้งบประมาณน้อยที่สุด และการจำหน่าย

วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554

นรม. มอบนโยบายคกก.ข้าวแห่งชาติ ย้ำเริ่มรับจำนำข้าว ๗ ตค นี้



นรม. มอบแนวทางการทำงานในที่ประชุมร่วมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติว่า การนำเอาระบบจำนำข้าวกลับมาใช้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ชาวนาขายข้าวได้ในราคาที่เป็นธรรม พร้อมกันนี้นรม. ยังได้ฝากให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ดูแล กำกับ ติดตามให้กระบวนการทำงานเป็นไปอย่างเคร่งครัด และ โปร่งใส มีการตรวจสอบที่ชัดเจน นำเอาประสบการณ์ ข้อดี และ ข้อเสีย ของโครงการรับจำนำเดิมมาปรับใช้ให้ดีขึ้น 

นรม. ยังได้มอบนโยบายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแล และ บริหารจัดการให้เกษตรกรมีความรู้ความสามารถในการผลิตข้าวให้ได้ผลิตภาพและคุณภาพที่เพิ่มขึ้น ให้ระยะการเพาะปลูกข้าวสอดคล้องกับความต้องการของตลาดและปริมาณน้ำในการเพาะปลูก เน้นการส่งเสริมมูลค่าเพิ่มให้ข้าวไทย ทำการตลาดและประชาสัมพันธ์ให้ข้าวไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก 

สำหรับงานที่สำคัญและเร่งรัดที่สุดของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติในขณะนี้ก็คือ การผลักดันให้เริ่มรับจำนำข้าวในวันที่ ๗ ต.ค. นี้

http://www.facebook.com/Y.Shinawatra?sk=wall

วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554

ประโยชน์ของการทานข้าว

ครึ่่งหนึงของประชากรโลกรับประทานข้าว  5,000 ปีมาแล้วที่มนุษย์รู้จักวิธีการปลูกข้าวในการดำรงชีวิต ไม่ว่าในยุคสมัยใดข้าวยังคงเป็นอาหารหลักของโลกเสมอ ในปัจจุบันกำลังการผลิตข้าวของโลกอยู่ในประเทศอินเดีย จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศแทบลาตินอเมริกา จึงเป็นข้อที่มาว่าข้าวถูกปลูกมากที่สุดในประเทศกำลังพัฒนา

ข้าวอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน อันเป็นแหล่งจัดเก็บพลังงานภายในร่างกายของมนุษย์สำหรับการเจริญเติบโต  หากข้าวไม่ผ่านกระบวนการขัดสี หรือเรียกว่า การเอารำข้าวออกจากเมล็ดข้าว หรือเรียกชื่อในทางการค้าว่าข้าวกล้อง ข้างกล้องมีประโยชน์มากกว่าข้าวขาว อาทิเช่น ใยอาหารมากกว่าข้าวขาวถึง 6 เท่า, B3, B1, B6, แคลเซียมและโพแทสเซียมมากกว่าข้าวขาว 2 เท่า

ข้าวกล้องมีปริมาณใยอาหารส่ง หากผู้บริโภครับประทานเป็นประจำก็จะส่งผลดีต่อระบบทางเดินอาหาร ท้องไม่ผูก ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย มันจึงเป็นทางเลือกที่ดีหากผู้บริโภคเลือกรับประทาน

วิธีการรับประทานข้าวกล้องยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะนำสนอคือ ข้าวกล้องงอกอันเป็นงานวิจัยจากประเทศญี่ปุ่น
วิธีการทำก็คือการนำข้าวกล้องไปแช่น้ำจนเกิดหน่อเล็กๆ ซึ่งมีสารตัวหนึ่งอันเป็นส่วนสำคัญในทางสารอาหาร เป็นตัวสื่อสารต่างในระบบสมองคือ กาบ่า ( Gamma amino butyric acid ) เมื่อบริโภคอย่างต่อเนื่องแล้วสามารถช่วยในเรื่องการเสื่อสภาพของเซลล์สมอง ซึ่งก็จะมีผลช่วยในการป้องกันเกิดอัลไซเมอร์ และยังสามารถที่จะช่วยผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด เมื่อทานโดยสม่ำเสมอ แต่มีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่งเมื่อนำข้าวกล้องไปหุง รสชาติหยาบๆ ไม่อร่อย จึงแก้ปัญหาทางหนึ่งก็คือการทำน้ำข้าวกล้องงอก ไอศครีมข้าวกล้องงอก

ท้ายที่สุดนี้ หากผู้บริโภคสามารถรับประทานข้าวที่มีประโยขน์ก็จะส่งผลต่อสุขภาพของตนและยังเป็นการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ของเกษตรกร ให้ราคาสินค้าเกษตรดีขึ้น

P9

วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2554

ข้าวอินทร์ย์

ข้าวเป็นพืชที่เติบโตมาตามธรรมชาตินับแต่มีการปลูกครั้งแรกที่ประเทศจีนเมื่อ 5,000 ปีมาแล้ว ข้าวปลูกมาโดยใช้ดินตามธรรมชาติและไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช ซึ่งปัจจุบันข้อมูลดังกล่าวเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับเกษตรกรในการปลูกข้าว พวกเข้าเรียกมันว่า ข้าวอินทรีย์

"ข้าวอินทรีย์" organic rice มีกระบวนการเจริญเติบโตโดยใช้ปุ๋ยทางธรรมชาติเช่นปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก ในส่วนของการป้องกันแมลงและศัตรูพืช เกษตรกรอินทรีย์จะใช้แมลงและนกในการป้องกัน โดยใช้แมลงและนกตัดวงจรการผสมพันธุ์ของศัตูพืช

ในการใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของข้าว และค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยดังกล่าวสูง เพื่อให้แน่ใจว่าในแปลงนาจะมีธาตุอาหารเพียงพอ เกษตรกรจึงใช้วิธีปลูกพืชหมุนเวียน

ผู้บริโภคท่านใดก็ตามรับประทานข้าวอินทรีย์สุขภาพและร่างกายแข็งแรง แต่ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูง แน่นอนว่าเกษตรกรที่ปลูกข้าวอินทรีย์ยังสามารถขายข้าวอินทรีย์ในราคาสูงกว่าข้าวทั่วๆไป ทำไมราคาข้าวอินทรีย์ถึงแพง? เพราะเกษตรกรต้องใช้เวลาทั้งหมด ไม่มีเวลาว่างไปทำงานอย่างอื่นเลย เนื่องจากในระหว่างการเจริญเติบโตหรือกระบวนการผลิตไม่ได้ใช้สารเคมีเลย เกษตรกรดูแลอย่างใกล้ชิดจึงจะได้ผลผลิตต่อไร่สูง

ส่วนประเด็นในทางสิ่งแวดล้อม การปลูกข้าวอินทรีย์ลดสารเคมีในระหว่างกระบวนการผลิตลงสู่ดิน แม่น้ำ อันเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเทรนใหม่ช่วยรนณรงค์รักโลกอีกด้วย การปลูกข้าวอินทรีย์ส่งผลเป็นดับเบิ้ลคือหมายความว่ามันไม่เพียงส่งผลดีต่อมนุษย์หรอก หากยังส่งผลดีต่อระบบนิเวศด้วย ดินมีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ ดินดำ ไม่แตกระแหง จุลินทรีย์ในดินเติบโตได้เองตามธรรมชาติผลิตวิตามินและแร่ธาตุทางธรรมชาติ ในที่สุดมันก็ส่งผลย้อนกลับมาเป็นจุดบวกให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอินทรีย์

P9

วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

การทำปุ๋ยชีวภาพอินทรีและการทำนาเกษตรอินทรีชีวภาพ

การทำน้ำจุลินทรี
1. ดิน 1 กิโลกรัม
2 แกลบ 1 ปีป
3.ใบไม้ 1 ปีบ
4.รำข้าว 3 กิโล
5.คลุกเค้าให้เข้ากันแล้วเลี้ยงไว้ 15 วัน ตัวจุลินทรีก็จะเริ่มเกิดขึ้น หลังจากนั้นบรรจุใส่ถุง 8 นิ้ว ยาว 12 นิ้ว ใส่เป็นถุงๆไว้
6.นำถัง 200 ลิตร ใส่น้ำสะอาดไป 180 ลิตร เอากากน้ำตาลที่ไม่มีสารเคมีเทใส่ลงไป ขนให้เข้ากัน แล้วเอาหัวเชื้อที่ใส่ถุงไว้ เอามาแช่ไว้เฉยๆ หมักไว้ 15 วัน ก็จะกลายเป็นหัวจุลินทรีขึ้นมาแล้ว

วิธีการทำนาเกษตรอินทรีชีวภาพตอนนี้ ที่นิยมกัน มี 2 วิธี
1. การดำนา ทำแบบเทคโนโลยีใหม่เลย คือเพาะกล้าไว้ในถาดยาว 2 ฟุต กว้าง 1 ฟุต แล้วใช้รถดำนา

2 วิธีนาหว่าน เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด แต่มันมีเทคนิคที่เราไม่ต้องใช้ยาคุมหญ้า ดังนี้ คือ แช่ข้าวไว้ 3 วัน รุ่งเช้าวันที่4 เอาต้นข้าวไปหว่าน (เตรียมดินไว้ให้เรียบก่อนน่ะ) เปิดน้ำเข้า ตกเย็นเปิดน้ำทิ้ง เพราะฉะนั้น ข้าวงอกก่อนต้นหญ้า 3 วันหลังจากนั้นพอข้าวงอกสูงได้ที่แล้วก็เปิดน้ำใส่ ต้นหญ้าที่เกิดทีหลังก็เน่าตาย


วิธีการฆ่าเพลี้ย โดยใช้สมุนไพรนำกิ่งก้านสะเดามาหักแล้วตำให้ละเอียด แล้วจึงไปฉีดลงในนาข้าว แต่หากวิธีนี้จะได้ผลจริงจะต้องไม่ใช้สารเคมีในการฆ่าเพลี้ยเลย

ข้อมูล ลุงทองเหมาะตัวอย่างชาวนาผู้ทำเกษตรอินทรีชีวภาพ ผู้ที่สนใจดูคลิปเพิ่มเติมได้ที่ youtube.com



วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

การดำนา ประเทศญี่ปุ่น Planting Rice

ในแปลงนานั้น ชาวนาจะไถน้ำที่ค้างอยู่ในแปลงนาออกไปให้หมด ให้เหลือแต่โคลนเลนและพื้นต้องเรียบเป็นระนาบเดียวกัน สาเหตุที่ต้องกวาดน้ำให้เหลือแต่โคลนนั้น เพื่อที่เครื่องดำนา จะแทงต้นกล้าลงไปให้จมโคลนได้สนิท

พื้นที่บางส่วนที่เครื่องดำนาเข้าไม่ถึง เช่น หัวมุมแปลงนา หรือพื้นที่ที่ติดกับประตูระบายน้ำ (floodgate) ชาวนาก็ต้องลงมือดำนาเอง ซึ่งก็ป็นวิธีแบบโบราณที่เราเคยเห็นๆกัน

ต่อมา

ขนต้นกล้าอ่อนจากแปลงเพาะต้นกล้า ก่อนหน้านี้ แกะต้นกล้าออกมาจากถาดให้เรียบร้อย หรือจะหมุนให้เป็นแท่งจะได้ขนย้ายง่ายๆ ( เจ้าของแปลงนากล่าวไว้ว่า การเพาะต้นกล้าอ่อนนั้นเพียงเราศึกษาข้อมูลเล็กน้อย ดูวิธีการปลูก หรือเข้าฝึกอบรม ที่ price trade center ก็สามารถทำได้แล้ว )

สำหรับ mechanical finger (ตัวที่แทงต้นกล้าลงไปในโคลน) จะเคลื่อนที่จากขวาไปซ้าย เหมือนนาฬิกาเดินจากขวาไปซ้าย mechanical finger จะอยู่ติดกับโคลน เจ้าของแปลงนากล่าวไว้ว่าเครื่องนี้ช่วยให้งานของพวกเค้าง่ายขึ้นมาก มันมีประโยชน์มากจริงๆ พวกเราจึงมีเวลาไปทำอย่างอื่นได้

เจ้าของแปลงนากล่าวว่า สมัยก่อนชาวนาลำบากมาก พวกเค้าต้องทำทุกอย่างเอง ไม่มีเครื่องทุนแรง

เมื่อดำนาเสร็จแล้วหลังจากนั้นอีก 8 วัน ต้นข้าวก็จะทรงตัวได้เองแล้ว และก็ต้องคอยดูแลเอาน้ำเข้าแปลงนาตลอด จนถึงฤดูเก็บเกี่ยว

credit homemadejapan.blogspot.com

การเตรียมต้นกล้าสำหรับดำนา ประเทศญี่ป่น Rice nursery

ขั้นตอนของการดำนาในประเทศญี่ปุ่น

ขั้นตอนที่หนึ่ง การเตรียมแปลง



1. เตรียมพื้นที่ หนึ่งแปลงสำหรับปลูกต้นกล้า ไถพื้นที่ให้เรียบเตียน เปิดน้ำเข้าพื้นที่เพื่อให้พื้นแชะคล้ายโคลน


2. เตรียมไม้ไผ่เพื่อมาร์คจุด วางลงไว้บนพื้น ความกว้างเท่ากับแผ่นพลาสติก( พลาสติกใช้สำหรับรองต้นข่าวอ่อน )


3. นำคลาด ลาก กวาดพื้นโคลนให้เรียบ เพื่อสร้างพื้นผิวสำหรับต้นกล้า


4. นำแผ่นพลาสติกบาง ความกว้างเท่ากับไม้ไผ่ที่เรามาร์คจุดไว้ เจาะรูแผ่นพลาสติกด้วย แล้วนำไปวางไว้บนโคลน จะเป็นฐานสำหรับปลูกต้นกล้า เอาโคลนกลบไว้บนขอบแผ่นพลาสติกนิดหน่อย กันแผ่นพลาสติกปลิว ( เหตุผลที่นำแผ่นพลาสติกมาวางลงไว้บนพื้นโคลนก่อน ก็คือว่าเมื่อเวลาถอดต้นกล้า จะได้ถอดง่าย ต้นกล้าไม่จมดิน )


สี่ขั้นตอนข้างต้นเป็นขั้นตอนของการเตรียมดิน ขั้นตอนในการปลูกต้นกล้าของญี่ปุ่นเค้านั้น ง่ายสบายกว่าเมืองไทยบ้านเราเยอะเลยครับ บ้านเรานั้นยังต้องถอดกล้ากันอยู่เลย
ขั้นตอนที่สอง การเตรียมต้นกล้า



1. การเตรียมเมล็ดข้าวสำหรับเพาะต้นกล้านั้น พวกเค้าจะทำกันที่ ศูนย์การค้าข้าวหรือเรียกว่า price trade center ซึ่งจะมีเครื่องใช้ไฟฟ้าและสิ่งอำนวยการสะดวกช่วยในการทำงานของพวกเค้า

2. เตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว และก็สารกำจัดศัตรูพืช ลงไปในถาดเพาะต้นกล้า ซึ่งขั้นตอนตรงนี้ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าเครื่องไฟฟ้า ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ชาวญี่ปุ่นคิดค้นขึ้นครับ ตามตัวอย่างที่เห็นอยู่ในคลิปครับ

3. ยกถาดเมล็ดต้นกล้าขึ้นบนรถบรรทุก เพื่อที่จะนำถาดเมล็ดต้นกล้าไปวางลงแปลงที่เตรียมไว้ในขั้นตอนที่หนึ่ง

4. นำถาดเมล็ดต้นกล้า วางไปลงบนแผ่นพลาสติก วางจนเต็มแผ่นพลาสติก ตรงขั้นตอนที่ 4 นี่ ก็จะได้แปลงเพาะต้นกล้าแล้ว ( nursery beds )

5. เมื่อได้แปลงเพาะต้นกล้าแล้ว ก็ถึงคราวที่จะต้องนำผ้าบางๆ คล้ายมุ่งมาคลุมแปลงต้นกล้า เพื่อกันนกมาจิกกินเมล็ดข้าว กันลมและกันฝน ปิดให้สนิท

6. เปิดน้ำเข้าแปลงต้นกล้า ( floodgates ) ระบบชลประทานที่ญี่ปุ่นเป็นระบบชลประทานคอนกรีต ขนาดเล็กเข้าถึงพื้นที่ของชาวนาทุกแปลง ทำให้ชาวนาควบคุมน้ำที่จะเข้าไปในแปลงข้าวได้ง่ายขึ้น

From homemadejapan.blogspot.com