วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2569

ตัดต้นยูคาและบันทึกการงอกใหม่หลังตัดจากสวนจริง

 เริ่มตัดวันที่ 28 สิงหาคม 2569

เริ่มตัดขายตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2569 ความสูงของต้น ราวประมาณ 12-20 เมตร อายุประมาณ 3 ปี
ดินและน้ำตามธรรมชาติ ไม่เคยใส่ปุ๋ย เลี้ยงแล้วปล่อยทิ้ง รอวันต้นเติบโตเต็มที่แล้วตัดอีกครั้งหนึ่ง

เหตุผลที่ตัดในช่วงนี้ง่ายต่อการดูแล ตัดเสร็จแล้วน้ำฝนตามฤดูฝนทำให้ต้นใหม่เจริญเติบโตได้ง่าย ไม่ต้องลงทุนรถน้ำ ช่วงที่ราคาดีก็จะเป็นช่วงเดือน พฤศจิกายน ถึง กุมภาพันธ์ ไม้ขนาดประมาณ 2-10 นิ้วมีช่วงราคาอ้างอิงราว 1100-1600 บาท/ตัน ส่วนไม้ใหญ่กว่า 10 นิ้ว อาจอยู่ประมาณ 1800-2300 บาท/ตัน  (ราคาอ้างอิงข้อมูลปี 2569 )

อีสานปลูกยูคาลิปตัสเยอะมาก น่าจะเป็นพื้นที่สำคัญปลูกยูคาลิปตัสของประเทศไทย เป็นไม้ทนแล้ง สภาพดินเหมาะดินค่อนข้างแห้งแล้งและมีอุตสาหกรรมรับซื้อไม้รองรับ ประสบการณ์ของผมพบเจอทั้งปลูกลงในแปลงใหญ่ กับปลูกตามหัวไร่ปลายนา หรือปลูกเป็นแนวรอบพื้นที่เกษตรกรรม โรงงานอุตสาหกรรมที่พบเช่นโรงงานผลิตกระดาษขนาดใหญ่มาก โรงงานไม้สับก็มี เชื้อเพลิงชีวมวล และเสาไม้ 

ค่าดินที่เหมาะกับการเพาะปลูก โดยทั่วไปเป็นดินกรดอ่อนๆ ช่วงที่เหมาะประมาณ ph 5.0-6.5 
ยูคาค่อนข้างทนสภาพดินได้ดีจึงยังขึ้นได้ในดินที่เป็นกรดมากกว่านี้ 

จริงหรือไม่ปลูกยูคา รากยูคาปล่อยสารทำให้ดินเป็นพิษจนปลูกอย่างอื่นไม่ได้

ผมคิดว่าเป็นคำตอบที่เหมารวมเกินไปหากตอบว่าใช่  จากประสบการณ์ผมว่ายูคาเป็นพืชที่โตเร็วมาก เพียง2 ปี ก็สูงเท่าตึก 2 ชั้นแล้ว หากพืชโตเร็วขนาดนั้นย่อมต้องใช้น้ำและธาตุอาหารค่อนข้างมาก ผมปลูกซ้ำมา 2 รอบแล้ว ครั้งนี้ตัดรอบที่ 3 เมื่อตัดไม้ออกไป ผมจึงไม่เคยขนกิ่งใบเปลือกออกจากพื้นที่เลย เพื่อที่ว่าธาตุอาหารอย่างไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแคลเซียมจะยังคงอยู่ในพื้นที่ รอกระบวนการย่อยสลาย โอกาสเกิดเสื่อมดินก็จะลดลง เพราะดินก็ค่อนข้างเลวร้ายอยู่แล้ว นี้คงเป็นสาเหตุมากกว่าที่ทำให้ดินเสีย ไม่ใช่รากยูคาปล่อยสารพิษทำให้ดินเสียอย่างที่เคยเข้าใจผิดกันมา

ทำไมถึงเลือกปลูกยูาลิปตัส 
ผมนั้นมีพื้นที่เล็กๆน้อยๆเยอะกระจายไปหลายพื้นที่เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับการทำสวน ซึ่งต้องใช้เวลาดูแลและแหล่งน้ำที่ต้องการอย่างเพียงพอ การปลูกยูคาจึงเป็นตัวเลือกแรกๆ ไม่ต้องใช้เวลาดูแลปล่อยให้โตตามธรรมชาติ สัก 1 ปี อาจจะหาคนมากำจัดวัชพืชบ้าง 
ตัดแล้วก็ยังแตกหน่อใหม่ได้อีก  แต่ผมก็รู้สึกว่ามันโตช้ากว่าแต่ก่อนเยอะ บางทีอาจต้องซื้อที่ตรวจค่า phของดินมาตรวจดูบ้าง

ก่อนที่ผมจะปลูกยูคา คำถามขึ้นมากมายเกิดขึ้นในใจมันจะทำให้ดินเสื่อมสภาพซึ่งผมคิดว่ามันเป็น myth จนเกินไป ผมแค่ปลูกต้นยูคาในพื้นที่ว่างเปล่าเพียงเล็กน้อย 1 ไร่กว่าเท่านั้น ไม่ได้เป็นสวนยูคาเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่จึงตัดปัญหาเรื่องความหลากลายทางชีวภาพไปได้เลย แต่ก็ไม่ได้ทิ้งประเด็นนี้ไปจนเกินไปนัก แม้จะปลูกเพียงพืชที่เพียงเล็กน้อยแต่มันให้ความรู้สึกว่างเปล่ามากๆแทบจะไม่มีผีเสื้อในสวนยูคาเลย ทั้งบรรยากาศที่ดูอ้างว่าง  ถ้ามีเวลาก็อยากจะปลูกพืชอย่างอื่นแทรกเข้าไปบ้าง 

แต่ด้านบวกยูคาก็มีเช่นกัน เนื่องจากเป็นพืชโตเร็วจึงดูดซับคาร์บอนระหว่างการเจริญเติบโตได้มากและเร็ว ในพื้นที่และเวลาค่อนข้างน้อยแต่กลับให้ไม้ปริมาณมาก 
ในด้านน้ำ ยูคามีระบบรากที่หาแหล่งน้ำได้ดีจึงต้องการน้ำมากกว่าพืชชนิดอื่นที่เป็นหญ้าหรือพืชไร่ แต่ก็ไม่ใช่ว่ายูคาดูดน้ำจนทำให้น้ำใต้ดินแห้งเสมอไป เพราะต้องวิเคราะห์ประเภทดิน ปรืมาณฝน การปลูกหนาแน่นเกินไปหรือไม่ประกอบการวิเคราะห์

ดังนั้นการปลูกที่เราไม่ได้ไปถางป่าธรรมชาติเป็นเรื่องที่ทำได้ คุณอาจจะปลูกเป็นแนวเขตหรือผสมกับพืชชนิดอื่นได้รักษาพืชด้านล่างไว้ก็จะเป็นมิตรกลับระบบนิเวศมากกว่าที่ผมปลูกอยู่ตอนนี้

ผมคิดว่าที่ผมปลูกยูคาสวนขนาด 1 ไร่ผมไท้คิดว่าเป็นการทำลายธรรมชาติโดยตัวมันเอง เราต้องใช้วิธีการจัดสรรพื้นที่เข้าช่วย 

ไว้จะมาอัพเดตเพิ่มเติม

วันนี้ 14 กันยายน 2569 มาทำการอัพเดตต้นยูคาลิปตัส  เท่ากับว่าผ่านมา 18 วันหลังตัด


และภาพใหม่เห็นการแตกยอดชัดเจนแล้ว โดยมีหน่ออ่อนหลายจุดงอกจากบริเวณโค่นต้น/ลำต้นใกล้รอยตัด ใบอ่อนตอนนี้มีสีแดงอมชมพู ซึ่งเป็นลักษณะของใบอ่อนที่ยังไม่พัฒนาเต็มที่ ต่อไปจะค่อยๆขยายและเปลี่ยนเป็นเขียวมากขึ้น เป็นการเริ่มการฟื้นตัวจาก ตาหลับ(dormant/epicormic buds ) ที่ยังมีชีวิตอยู่ใต้เปลือก หลังยอดหลักถูกตัดการควบคุมจากยอดลดลง ตาเหล่านี้จึงเริ่มเจริญเป็นหน่อใหม่
แต่เจ้าตอนี้ยังไม่แตกหน่อครับทั้งที่ตัดวันเดียวกัน น่าสนใจมากครับ ทั้งที่สองต้นนี้อยู่ใกล้กันและตอบสนองแตกต่างกัน

สาเหตุที่เป็นไปได้ เช่น ตอใหญ่มีตาหลับที่พร้อมแตกช้ากว่า , ความชื้นบริเวณรากแตกต่างกัน , รากเดิมได้รับความเสียหาย , หรือตำแหน่งที่ตักกระทบเนื้อเยื่อ/ตาที่สามารถสร้างหน่อแตกต่างกันได้

จะมาอัพเดตอีก


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น