วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556

มะละกอ

ดอกมะละกอเพศเมีย
ดอกมะละกอเพศเมียจะติดผลต้องใช้เกสรตัวผู้ช่วยผสมจึงจะติดผล หากไม่ติดผลดอกจะร่วงได้






ดอกมะละกอเพศผู้ เป็นช่อ ผอม













ดอกมะละกอกะเทย (ยังไม่มีรูป) คล้ายดอกจำปี ลูกยาวเป็นทรงกระบอก


มะละกอเป็นพืชที่ต้องการปุ๋ย น้ำ อย่างต่อเนื่องจึงเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ ดูแลโดยการใส่อินทรียวัตถุ การ ไม่ให้น้ำท่วมขัง แต่เป็นพืชชอบน้ำ หรือหากปลูกในสภาพดินเหนียวต้นจะไม่โตและชะงักการเจริญเติบโต

โดยแท้จริงแล้วมะละกอไม่เป็นพืชประจำถิ่นไทย โดยมีถิ่นกำเนิดจากอเมริกากลาง นำเข้ามาในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยชาวโปรตุเกสยุคสมัยล่าอาณานิคม

เพศของมะละกอนั้นถูกกำหนดมาแล้วจากลักษณะพันธุกรรม จะเปลี่ยนแปลงภายหลังไม่ได้ แม้จะมีการรายงานว่าการตัดรากแก้วมะละกอจะทำให้เป็นกะเทย ยังไม่มีหลักฐานการวิจัยยืนยัน


การขยายพันธุ์
-โดยเมล็ด
-ขยายพันธุ์ด้วยการไม่อาศัยเพศหรือทางด้านกิ่งใบ เช่น ตอน ตัดชำ ติดตา เสียบยอด 


พันธุ์
:มะละกอเป็นพืชผสมเปิดมีโอกาสกลายพันธุ์ได้ตลอดเวลา ดังนั้นการปลูกมะละกอจึงต้องมีการควบคุมพันธุ์ เช่น ปลูกพันธุ์ชนิดเดียวกันในแปลงปลูก



วิธีการปลูก
ขั้นตอนแรกก่อนปลูกควรคัดเลือกต้นพันธุ์ให้ดีเพื่อป้องกันโรคติดต่อโดยเฉพาะโรคใบด่างวงแหวน หากพบควรจำจัดทิ้งทันที

เมล็ดมะละกอมีเมือกหุ้มอยู่ซึ่งเรียกว่าสาร กีลาติน (keratin) ซึ่งเป็นสารยับยั้งการงอก วิธีการเพาะปลูกจึงต้องนำสารกีลาตินออก(เป็นตัวชักนำให้เกิดเชื้อรา) โดยนำเมล็ดไปแช่น้ำเปล่า 2 คืน แล้วหาตระกร้าพลาสติกหรือผ้าดางถึ่ๆ ขยี้เอาเมือกหรือวุ้นออก นำไปผึ่งลมให้แห้ง ห้ามนำไปผึ่งแดดเพราะจะทำให้เซลล์แห้งไปถ้าถุกความร้อนสูง แห้ง เอมบริโอภายในเมล็ดจะตายอัตราการงอกลดลง เก็บใส่ถุงใส่ตู้เย็น เก็บไว้ในช่องแช่ผักห้ามเก็บในช่องฟรีซแช่แข็งเพราะถ้าเอมบริโอเป็นน้ำแข็งเมล็ดก็จะตายเช่นกัน การเก็บต้องความชื้นต่ำอุณหภูมิต่ำ สามารถเก็บได้ถึง 5 ปี

จากนั้น นำเมล็ดมาแช่อีก 1 คืน หลังจากนั้นแช่น้ำอุ่นอีก 1 ชั่วโมง ที่ 50องศา หลังจากนั้น 2 วันเมล็ดจะงอก

บางท่านแนะวิธีปลูกมะละกอแนวนอนราบกับพื้นไป จะได้ไม่สูงและอีกเหตุผลคือรากมะละกอดูดน้ำและแร่ธาตุตามแนวราบสะดวกกว่าแนวตั้ง

-สึของเมล็ดมะละกอ มีทั้งสีดำ สีน้ำตาล สีขาว สีของเมล็ดไม่บ่งบอกถึงความเป็นเพศของมะละกอ เพศของมะละกอถุกกำหนดมาแล้วตั้งแต่พันธุกรรม ส่วนเมล้ดที่เป็นสีขาวคือเป็นเมล็ดที่มาจากลีธัลยีนส์คือยีนส์ที่ถึงแก่ความตาย เพาะไม่งอกต้องคัดทิ้งตั้งแต่ผ่าผล 

-มะละกอต้องการใช้น้ำมากและไม่ให้ขาดน้ำ หากขาดน้ำขั้วสลัดลูกหลุด

-การปลูกมะละกอในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังมาก่อน จะก่อให้เกิดโรครากปมไส้เดือนฝอย และไม่ควรปลูกมะละกอไว้ในแปลงปลูกพริกขนาดใหญ่มาก่อน เพราะพริกมีโรคค่อนข้างมากเช่น โรคไวรัสใบด่าง แอนแทรคโนส เชื้อรา

ปุ๋ย
-ใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เช่น ปุ๋ยคอก ขี้หมู ขี้ไก่ ขี้วัว การให้ไนโตรเจนสูงมะละกอจะมีลูกใหญ่ เนื้อแน่น หรือเรียกว่าโอเวอร์ไนโตรเจน
ปุ๋ยขี้ไก่ ปุ๋ยเคมีสูตรปุ๋ยหวานซึ่งเป็นสูตรเดียวกับที่ใส่ข้าวโพด

-การให้ธาตุฟอสฟอรัสมาก ทำให้พืชขาดธาตุไนโตรเจนและสังกะสีที่ใช้ในการสร้างฮอร์โมนออกซิน  พืชสร้างฮอร์โมนออกซินทำให้ลูกมะละกอร่วงได้ หากบวกกับการตัดใบมะละกอทิ้งด้วยแล้ว ใบพืชเป็นแหล่งสะสมอาหารที่เก็บไว้ใช้ในเวลาที่ต้องการ ผลมะละกอร่วงทันที

-มะละกอหากขาดธาตุโบรอน อาการของผลมะละกอจะตะปุ่มตะป่ำ เนื้อมะละกอมีรสขม จึงแก้ด้วยบอแรกซ์หว่านเพื่อป้องกันการขาดโบรอน ( ธาตุตัวนี้มีบทบาทในมะละกอสูงมาก)

วงจรชีวิตมะละกอ

มะละกอจากลงปลูกถึงออกดอก ใช้เวลา 4 เดือน ต่อไปอีก 3 เดือนจะได้มะละกอดิบ กว่าจะเก็บผลสุกกินได้รอต่อไปอีก 2 เดือน ฉะนั้น จากปลูกถึงเก็บผลสุกกินใช้เวลา 9 เดือน



โรค

-วงแหวน(ใบด่างวงแหวน)หรือ papaya ringspot virus PRV เกิดจากแมลงปากดูดคือเพลี้ยอ่อน 2-3 ชนิด (เพลี้ยอ่อนเป็นพาหะของโรคไวรัสใบด่างวงแหวน) แต่ไม่ติดต่อทางเมล็ดเพราะไม่สามารถเจาะผ่านผนังเซลลืได้  กินใบแล้วถ่ายเชื้อแบคทีเรียเอาไว้จนเป็นไวรัส ลักษณะใบงิก ด่าง เหี่ยวแห้งตาย
วิธีแก้ ไม่มียาแก้ต้องกำจัดทิ้งอย่างเดียวเพื่อป้องกันโรคระบาด


ไวรัสวงแหวน papaya ringspot virus





ดอกมะละกอ
ดอกสมบูรณ์เพศหรือกะเทะ Hermaphrodite คือ ดอกที่มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน มีการรวมตัวของสเปิร์มและไข่ในดอกเดียวกัน เป็นมะละกอที่ตลาดต้องการมากที่สุดเพราะรสชาติดี เนื้อแน่น

1. Elongata เป็นที่ต้องการของตลาดที่สุด รูปเป็นทรงกระบอก
2. Pentandria รูปทรงตูดป้าน ทรงกลมด้านล่างของลูก คล้ายผลทุเรียน
3. Intermediate ให้ผลทรงเบี้ยว เป็นแผล ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด

การติกเกสรของดอก เกสรไม่แข็งแรงและผสมเกสรไม่สมบูรณ์ต้องใช้โบรอนเข้าช่วยในช่วงที่ติดดอก ลุกมะละกอที่ได้ออกมาผลจะไม่บิดเบี้ยว การให้โบรอนหว่านเมล็ดปีละ 2-3 ครั้ง หว่านต้นหนึ่งกำมือ หรือ 100 กรัม 


มะละกอตัวผู้ติดผล (มะละกอไร้เมล็ด)
มะละกอต้นตัวผู้ที่ติดผล ทั้งๆที่ไม่รังไข่ สาเหตุเกิดจากความชื้นที่สูงและพื้นที่นั้นมีไนโตรเจนสูง จีงเกิดขึ้นได้เช่นกัน ในดอกตัวผู้จะมีรังไข่อยู่แต่เล็กและลีบถ้าได้รับความชื้นสูงจะทำให้รังไข่มีการพัฒนาตัวขึ้นมา และอาจได้รับการผสมเกสรหรือไม่ได้รับการผสมเกสรก็ได้ จึงกลายเป็นผลมะละกอขึ้น ลักษณะผลทรงกระสวย เมล็ดมีหรือไม่มีก็ได้ ไม่นิยมนำไปประกอบอาหารเพราะรสชาติไม่อร่อย

มะละกอเพศผู้โดยปกติต้องตัดทิ้งหากจะให้ผลผลิตต้องนำกิ่งมะละกอกระเทยมาทาบ จึงจะได้มะละกอเก็บเกี่ยว 


มะละกอผลแก่


การจัดการต้นมะละกอเมื่อสูง
: ฟันกิ่งลงมาเหลือตอไว้ 50-60 ซ.ม. จะมียอดใหม่แตกออกมาให้เหลือไว้เพียงยอดเดียวเพื่อให้อาหารสมบูรณ์ วิธีนี้ใช้เมื่อระบบรากสมบูรณ์แล้ว

: การโน้มกิ่งมะละกอก็เป็นวิธีแก้ปัญหาเช่นกัน แต่ก็ประสบปัญหาจากการโน้มกิ่งมะละกอ บริเวณลำต้นที่ถูกแดดโดยตรงจะถูกแดดเผาหรือซันเบิร์น ซึ่งจะได้ผลไม่เหมือนที่ไต้หวันเพราะที่นั้นแดดไม่แรง

การโน้มกิ่งลงเพื่อให้ต้นมะละกอเตี้ยเพื่อเก็บผลผลิตได้ง่าย โดยทำการโน้มตั้งแต่ต้นมะละกอเล็กๆ




มะละกอดิบผ่าสองซีก




เมล็ดมะละกกดิบ




ยางมะละกอ




มะละกอสุก

พันธุ์มะละกอ
ฮอลแลนด์ ลักษณะเป็นใบกระโดง เป็นใบซ้อนงอกออกมา เพื่อยืนยันว่าเป็นพันธุ์ฮอลแลนด์แท้ จะได้ไม่ถูกหลอกจากผู้ขาย  ราคามะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ ราคาดี สม่ำเสมอ ไม่ประสบปัญหาราคาตก


ราคามะละกอ
แขกดำดิบ   โลละ 10 บาท
แขกดำสุก   โลละ 15 บาท
ฮอลแลนด์   โลละ 20 บาท


วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

มหัศจรรย์แห่งพรรณไม้


งานมหัศจรรย์แห่งพันธุ์ไม้
Mahasajan HangPanmai
ถึงวันที่ 16 กันยายน 2555 The Mall บางแค

 ภายในงานได้นำพันธุ์ไม้นานาชนิด และหายาก ทั้งเป็น 1 เดียวในไทยและ 1 เดียวในโลกมาจัดแสดงให้ชม เช่นกุหลาบสีรุ้ง(Rainbow Roses) ซึ่งเป็นกุหลาบดอกเดียวซึ่งหลายๆสีเรียงซ้อนกัน

ภายในงานมีต้นไม้แจก สำหรับบุคคลที่เป็นสมาชิก The Mall และบัตรไทยประกันชีวิต ลงชื่อรับต้นไม้ได้



กุหลาบสีรุ้ง credit Hi Aoy pantip.com

 กุหลาบสึรุ้ง เทคโนโลยีมหัศจรรย์สร้างกุหลาบหลากสีในดอกเดียวกันจากประเทศฮอลแลนด์ คิดค้นโดย Peter van der werken เจ้าของบริษัทขายดอกไม้ทางตอนใต้ของประเทศฮอลแลนด์ ทางผู้ผลิตจะผลิตขายตามใบสั่งแบบสดและแห้ง ดังนั้นจึงไม่พบเห็นในท้องตลาดได้ง่ายๆ ที่เรียกกุหลาบสายรุ้ง หรือดิสโก้ เพราะสีของกลีบดอกจะสดใส ประกอบด้วยสีฟ้า ม่วง เขียว เหลือง ส้ม และชมพู

ดังนั้นกุหลาบสีรุ้งจะถูกใช้งานสำคัญๆเช่น งานแต่งงาน วาเลนไทน์ และทำช่อดอกไม้ให้คนพิเศษ  ถูกนำไปใช้เป็นของขวัญราคาแพงสำหรับบุคคลสำคัญ มีจำหน่ายในร้านดอกไม้อเมริกาบางร้านเท่านั้น ราคาขายอยู่ที่ ดอกละ 10 ดอลลาร์ เงินไทยประมาณ 320-350 บาทต่อดอก

Peter van der werken  ผู้คิดค้นเปลี่ยนสีกลีบดอกกุหลาบจนกลายเป็นสีรุ้งได้อย่างมหัศจรรย์ โดยใช้เทคนิคที่เหนือกว่าพันธุวิศวกรรม ซึ่งกุหลาบ GMOS ยังไม่สวยงามขนาดนี้ เขาทำให้ดอกกุหลาบดูดซับสี 2-3 สีขึ้นไปไว้ที่กลีบดอก จนกลายเป็นสีรุ้งสวยงาม ทำรายได้จากการขายดอกกุหลาบสีรุ้ง ปีละ 20 ล้านเหรียญยูโร มันจึงกลายเป็นกุหลาบแห่งความสุขที่ทำรายได้และความพอใจให้กับผู้ซื้อและผู้ขายตลอดจนผู้รับด้วย



 กุหลาบสีดำหรือกุหลาบกำมะหยี่ credit patchrapa.com

นอกจากนี้ภายในงานยังมีการประกวดพันธุ์ไม้ สวนจัดแสดงพันธุ์ไม้ ของตกแต่ง อุปกรณ์แต่งสวน รวมทั้งต้นไม้ และของต่างๆที่นำมาจำหน่าย


วันจันทร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2555

สารเร่ง พด.7

สารเร่งพด .7 สำหรับผลิตสารป้องกันแมลงศัตรูพืช 50 ลิตร
 น้ำหนักซอง 25 กรัมต่อ 1 ซอง

ด้านหลังซอง
สรรพคุณ
ป้องกันแมลงศัตรูพืช เช่น เพลี้ยชนิดต่่างๆ หนอนเจาะผลและลำต้น หนอนใยผัก ไรแดง และแมลงหวี่เป็นต้น

วัสดุสำหรับผลิตสารป้องกันแมลงศัตรูพืช (จำนวน 50 ลิตร)
1.สมุนไพร            30 กิโลกรัม
2.น้ำตาล              10 กิโลกรัม
3.น้ำ                    30 ลิตร
4.สารเร่งพด.7         1 ซอง (25 กรัม)

วิธีทำ
1. สับพืชสมุนไพรให้เป็นชิ้นเล็ก หรือทุบ
2. ละลายสารเร่ง พด.7 ในน้ำ 30 ลิตร ในถังหมักผสมให้เข้ากันนาน 5 นาที
3. นำสมุนไพรและน้ำตาล ผสมลงในถังหมักคลุกเคล้าให้เข้ากัน
4. ปิดฝาไม่ต้องสนิท ทำการหมักเป็นเวลา 20 วัน

อัตราการใช้
สารป้องกันแมลงศัตรูพืช : น้ำ เท่ากับ 1:200  สำหรับพืชไร่และไม้ผล
สารป้องกันแมลงศัตรูพืช : น้ำ เท่ากับ 1:500 สำหรับพืชผักและไม้ดอก

วิธีการใช้
ฉีดพ่นที่ใบ ลำต้น และรดลงดิน ทุก 20 วัน หรือในช่วงที่มีแมลงศัตรูพืชระบาดให้ฉีดพ้นทุกๆ 3 วัน ติดต่อกัน 3 ครั้ง

ข้อควรระวัง
1. เก็บสารเร่ง พด .1 ไว้ในที่ร่ม
2. เมื่อเปิดถุงแล้วใช้ให้หมดในครั้งเดียว
3. กากวัสดุที่เหลือจากการหมักให้นำไปใส่ร่วมกับการผลิตสารป้องกันแมลงศัตรูพืชครั้งใหม่ต่อไป



สารเร่งซุปเปอร์ พด.2

สารเร่งซุปเปอร์ พด.2  สำหรับผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำ

น้ำหนัก 1 ซอง 25 กรัม ผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำ 50 ลิตร

ด้านหลังซอง
สรรพคุณ
1. เร่งการเจริญเติบโตของราก ลำต้นและใบของพืช
2. ส่งเสริมการออกดอกและติดผล
3. เพิ่มคุณภาพของผลผลิตพืช
4. กระตุ้นการงอกของเมล็ด
5. เพิ่มการย่อยสลายต่อซังพืช

วัสดุสำหรับผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำ จำนวน 50 ลิตร
1. ปุ๋ยอินทรีย์น้ำปลาหรือหอยเชอรี่ (ใช้เวลาหมัก 15-20 วัน)
ปลาหรือหอยเชอรี่ 30 กิโลกรัม
ผลไม้ 10 กิโลกรัม
กากน้ำตาล 10 กิโลกรัม
น้ำ 10 ลิตร
 =3:1:1:1

2. ปุ๋ยอินทรีย์น้ำผักหรือผลไม้ (ใช้เวลาหมัก 7 วัน)

ผักหรือผลไม้ : 40 กิโลกรัม

กากน้ำตาล : 10 กิโลกรัม
น้ำ : 10 ลิตร
= 4:1:1

วิธีทำ
1. ละลายสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 จำนวน 1 ซองในน้ำ 10 ลิตร ผสมให้เข้ากันนาน 5 นาที

2. ผสมเศษวัสดุและกากน้ำตาลลงในถังหมักขนาด 50 ลิตร แล้วเทสารละลายซุปเปอร์ พด.2 ในข้อ1 ผสมลงในถังหมัก

3. คลุกเคล้าหรือคนให้ส่วนผสมเข้ากันอีกครั้ง

4. ปิดฝาไม่ต้องสนิท


อัตราการใช้
ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ : น้ำเท่ากับ 1:500 - 1:1000


วิธีการใช้
ฉีดพ้นที่ใบและลำต้น 10 วันต่อครั้ง


คำแนะนำ
1. ควรปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์

2. เก็บสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ไว้ในที่ร่ม

3. กากวัสดุที่เหลือจากการทำปุ๋ยอืนทรีย์น้ำให้นำไปใส่เพื่อย่อยสลายในกองปุ๋ยหมักก่อนจึงจะนำไปใส่ลงดินได้


วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555

พด.1 สารเร่งปุ๋ยซุปเปอร์

วันนี้ได้ พด.1 มาจากกรมพัฒนาที่ดินครับ จริงๆตั้งใจจะไปเอา พด.3 เพื่อเอามาปรับรากต้นมะนาวแต่ไม่มี เลยได้รู้จัก พด. อื่นๆ ได้พด. มา 3อย่างครับ เลยถือโอกาส review ให้ดูครับ

สารเร่งซุปเปอร์ พด. 1 สำหรับผลิตปุ๋ยหมัก

1 ซองน้ำหนัก 100 กรัม ผลิตปุ๋ยหมัก 1 ตัน
ด้านหลังซองกล่าวเรื่องสรรพคุณ วัสดุที่ใช้ทำปุ๋ยหมัก วิธีทำ อัตราและวิธีการใช้ และคำแนะนำ

สรรพคุณ
1. ปรับปรุงสมบัติทางกายภาพดินทำให้ดินโปร่ง ร่วนซุย ดินอุ้มน้ำดีขึ้น
2. ดูดซับธาตุอาหารในดินไม่ให้ถูกชะล้างสูญเสียไปได้ง่าย
3.เป็นแหล่งธาตุอาหารพืชทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และจุลธาตุ
4.เพิ่มความต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดเป็นด่างของดิน
5.เพิ่มปริมาณและกิจกรรมของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน

วัสดุที่ใช้ทำปุ๋ยหมัก
1. เศษพืช                        1 ตัน ( 1,000 กิโลกรัม)
2. มูลสัตว์                      200 กิโลกรัม
3. ปุ๋ยยูเรีย                        2 กิโลกรัม
4.สารเร่งซุปเปอร์ พด.1         1 ซอง


วิธีทำ
1.ละลายสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 ในน้ำ 1 ปี๊ป 20ลิตร คนให้เข้ากันนาน 10 นาที
2.ลดสารละลายซุปเปอร์ พด.1 ลงในกองปุ๋ยหมัก
3. ตั้งกองปุ๋ยหมักให้มีความกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร และสูง 1.5 เมตร รดน้ำให้มีความชื้น 60 เปอร์เซ็นต์
4. กลับกองปุ๋ยหมักพร้อมกับรดน้ำทุก 10 วัน จนกระทั่งเป็นปุ๋ยหมัก

อัตราและวิธีการใช้
1.ข้าว ไม้ดอก : ใช้ 2 ตันต่อไร่ หว่านในทั่วพื้นที่แล้วไถ่กลบก่อนปลูกพืช
2.พืชไร่ : ใช้ 2 ตันต่อไร่ โรยเป็นแถวตามแนวปลูกพืช แล้วคลุกเคล้ากับดิน
3.พืชผัก : ใช้ 4 ตันต่อไร่ หว่านให้ทั่วแปลงปลูกไถกลบขณะเตรียมดิน
4.ไม้ผล ไม้ยืนต้น :
เตรียมหลุมปลูก : ใช้ 20 กิโลกรัมต่อหลุม คลุกเคล้าปุ๋ยหมักกับดิน ใส่รองก้นหลุม
ต้นพืชที่เจริญแล้ว : ใช้ 20-50 กิโลกรัมต่อต้น โดยขุดร่องลึก 10 เซนติเมตร ตามแนวทรงพุ่มของต้นใส่ปุ๋ยหมักในร่องและกลบด้วยดิน หรือหว่านให้ทั่วภายใต้ทรงพุ่ม

คำแนะนำด้านล่างท้ายซอง
1. ควรใช้ปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายสมบุรณ์แล้ว สังเกตได้จากปุ๋ยหมักจะมีสีน้ำตาลเข้มหรือดำ มีลักษณะยุ่ยละเอียด ไม่มีกลิ่นเหม็น และความร้อนในกองปุ๋ยหมักลดลง
2. ควรเก็บสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 และปุ๋ยหมักที่เป็นแล้วไว้ในที่ร่ม




วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2555

หนูเป็นแสนเป็นล้านตัว ฟาร์มประเทศออสเตรเลีย





หนูสามารถผสมพันธุ์และออกลูกได้ตลอดทั้งปี โดยออกลูกปีละ 4-7 ครอก ลูกครอกหนึ่งมีจำนวน 8-12 ตัว เริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุได้ 3-5 เดือน เมื่อผสมพันธุ์จะตั้งท้องเพียง 21-22 วัน เป็นสัตว์ที่กินอาหารได้แทบทุกอย่างและกินไม่เลือก มีอายุขัยโดยเฉลี่ยประมาณ 2 ปี ให้ลูกได้ตลอดทั้งชีวิต 6-10 ครอก

การขาดสัตว์ผู้ล่าในประเทศออสเตรเลีย ยกตัวอย่างเช่น จระเข้ไปกินคางคกก็จะตายด้วยพิษคางคก ทำให้จำนวนจระเข้ลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่งเนื่องจากตายเพราะกินคางคก


วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2555

ผักหวานป่า

ผักหวานป่า



 ยอดผักหวาน


สายพันธุ์ผักหวาน
ผักหวานสายพันธุ์ดง มีใบแหลม จะออกดอกช้าและผลสุกช้าที่สุดในจำนวนสายพันธุ์
ผักหวานสายพันธุ์โคก ใบรี ใบมน

การขยายพันธุ์
-เพาะเมล็ด
-ตอนกิ่ง
-ปลายราก



ผักหวานป่า แรกอยู่ตามเนินเขาป่า เมื่อจะนำมาบริโภคจำต้องเก็บมาจากป่า กระทั่งปัจจุบันเป็นที่นิยม เพื่อเพียงพอต่อความต้องการของตลาดจึงมีการทำสวนผักหวานกันเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น ภาคเหนือที่เชียงใหม่ เชียงราย ตาก ภาคใต้ที่สุราษฎร์ธานี ภาคกลางที่ลพบุรี อุทัยธานี สระบุรี ผักหวานป่าเป็นพืชกึ่งร่มกึ่งแจ้ง ชอบที่เย็น โดยอาศัยร่มเงาจากต้นพี่เลี้ยง การปลูกต้นพี่เลี้ยงและผักหวานป่าจึงเป็นคู่สร้างคู่สม ห่างจากกันไม่ได้  การปลูกพี่เลี้ยงมักปลูกควรอยู่ฝั่งทางตะวันตกเพื่อบังแสงแดดในช่วงบ่าย

รสชาติ มักนิยมนำยอดผักหวานป่ามาประกอบอาหาร ยอดมีสีเขียวอมเหลือง ลักษณะเป็นใบเรียงเดียวสลับกัน แคบรี ปลายใบแหลม รสชาติหวานกรุบ สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเช่น แกงผักหวานป่าใส่ไข่มดแดง ผักหวานป่าผัดน้ำมันหอย ทอดมันผักหวาน แกงเลียงผักหวานป่า ต้มจืดผักหวานป่า หรือแปรรูปเป็นผลิตพันธุ์เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า หากวิเคราะห์ธาตุอาหารอุดมไปด้วย โปรตีน เกลือแร่ วิตามิน บีตาแคโรทีน

ต้นผักหวาน  เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง หากสูงมากต้องต่อตั้งร้านเก็บยอดผักหวาน แต่โดยทั่วไปเพื่อให้ง่ายต่อการเก็บยอดก็ไม่ควรปล่อยให้ต้นสูงมากนัก หรือต้นขนาดเล็กๆเป็นพุ่มก็มี มื่อโตเต็มที่ลำต้นมีสีน้ำตาลปนดำ ขนาดลำต้นเท่าแขน เมื่อใบผักหวานแก่เต็มที่ใบมีรูปร่างรีกว้าง ใบสีเขียวเข้ม เนื้อกรอบ แข็ง

ผลผักหวาน เมื่อผักหวานโตเต็มที่ เริ่มออกช่อประมาณเดือนกุมภาพันธุ์ ช่อดอกคล้ายดอกมะม่วงหรือลำใย เกิดตามกิ่งหรือลำต้น เมื่อช่อติดลูกจะเริ่มเป็นตุ่มสีเขียวมีนวลเคลือบอัดแน่นเป็นกระจุก เมื่อสุกจะเป็นสีเหลืองหรือส้ม (ผลเริ่มสุกเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม)

ลูกผักหวาน

ขั้นตอนการเพาะผักหวาน
ลูกผักหวานเมื่อสุกมีสีแหลืองหรือออกเหลืองแกมส้ม จะเพาะผักหวานได้ต้องนำเอาเปลือกและเนื้อผักหวานออกก่อน ควรใส่ถุงมือหรือใส่ลงกะละมังใช้เท้าเหยียบให้เนื้อผักหวานหลุด เมื่อเปลือกออกหมดแล้ว นำเมล็ดใส่ตาข่ายล้างน้ำให้สะอาดจนกระทั่งหมดเนื้อ พอเนื้อหมดแล้วนำมาแช่น้ำเพื่อดูลูกไหนเสียไม่เสีย ลูกไหนลอยแสดงว่าเสียเราจะไม่ใช่ เก็บแต่ลูกจมน้ำมาพึ่งให้แห้ง ประมาณ 1 วันแล้วจึงนำมาเพาะในขี้เถ้าแกลบ

วิธีเพาะลงกระบะ
เมล็ดผักหวานสุกงอม




ขัดเนื้อผักหวานออกจนเห็นเป็นสีขาว



เตรียมทรายลงกะบะ




เรียงเมล็ดลงกะบะ ปิดด้วยทรายและรดน้ำ





รากยาวอายุ 10 วัน




มีสองรากแก้ว




ปลายรากผักหวานเน่า



 

วิธีเพาะโดยนำเมล็ดลงดิน
ใช้แกลบดำหรือทรายค่อนข้างสะอาดเพื่อป้องกันการเกิดเชื้อรา นำแกลบดำโรยบนพื้นดิน หนา 5-10 ซม.(เพาะผักหวานในที่แดดเพราะผักหวานต้องแดดและความชื้น) หว่านเม็ดผักหวานลงไป โปรยแกลบดำปิดทับ ป้องกันแดดด้วยใบมะพร้าวหรือสแลนก็ได้ รดน้ำวันละครั้ง ภายใน 10 วัน รากจะยาวประมาณ 1 นิ้ว แม้ว่ากระทั่งรากขาด รากก็จะงอกออกมาเหมือนเดิม ดังนั้นต้นที่ออกมาใหม่ๆต้องระมัดระวังหรือหาอะไรคอบเอาไว้

การปลูกผักหวานป่าทำได้ทั้งการเพาะเมล็ดลงถุงชำเพื่อเป็นต้นกล้า ข้อดีคือมีระยะเวลาหลายเดือนในการเตรียมปลูก หรือโดยวิธีการหยอดเมล็ดลงหลุมปลูกโดยตรง ทำให้ประหยัดต้นทุนและแรงงาน แต่มีข้อจำกัดที่เมล็ดผักหวานที่จะปลูกเก็บไว้ได้ไม่เกิน 10 วันนับจากเก็บลงจากต้น

การปลูกต้นพี่เลี้ยงพร้อมกับต้นกล้าผักหวาน หรือปลูกต้นพี่เลี้ยงไว้ก่อนผักหวานก็ได้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของต้นผักหวาน ต้นพี่เลี้ยง ที่สำคัญในระยะเวลาที่เหมาะสมกับอายุของต้นกล้าผักหวาน หากให้ดีควรปลูกต้นพี่เลี้ยงไว้ 3เดือน-1 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพดินพี่ทำให้ต้นพี่เลี้ยงโตให้ร่มเงา เมื่อผักหวานเริ่มแทงยอดในช่วง 3-5 เดือนแรก ต้นอ่อนของผักหวานป่าต้องการร่มมาก หากโดนแดดไปเต็มๆยอดจะยุบลงไปทันที การให้ร่มเงาผักหวานหากไม่สะดวกต้นไม้ จะเป็นอุปกรณ์ช่วยก็ได้

เมื่อต้นพี่เลี้ยงอายุได้2-3 ปี ควรตัดความสูงของต้นพี่เลี้ยงให้อยู่ที่ประมาณ 3 เมตร เพื่อป้องกันการโค่นล้มในกรณีการปลูกอยู่กลางแจ้งพื้นที่โล่ง

ขั้นตอนการปลูก
ผักหวานชอบปลูกในที่เนินน้ำไม่ท่วมขัง มีร่มไม้ที่เป็นพี่เลี้ยง เช่น ลำใย มะม่วง ฝรั่ง แต่ถ้าเป็นต้นสัก มะขาม ไผ่ ผักหวานจะไม่ค่อยขึ้นเพราะมีรากเยอะ เลือกพื้นที่ที่จะปลูก พูนดินขึ้น 5-10 ซม. ทำเป็นแอ่งหน่อยๆให้น้ำขังนิดๆ ใช้เหล็กหรืออะไรก็ได้ทิ่มลงไปในดิน ก็จะเกิดรูยาวๆลงดิน นำรากเม็ดผักหวานทิ่มลงไปในดิน กลบดิน 2 ใน 3 ส่วน (เหตุผลที่ใช้เหล็กทิ่มลงไปในดินเนื่องจากผักหวานในช่วงเดือนแรกระบบรากจะเจริญเติบโตเพียงอย่างเดียว จึงใช้เหล็กนำร่องให้รากลงไปในแนวดิ่ง) กดเหล็กลงแล้วหมุนดึงเหล็กออก นำรากผักหวานสอดเข้าไป เอาดินกลบเมล็ดสัก 2 ส่วน พ้นดิน 1 ส่วน เอาเศษฟางปิดทับพอแสงแดดส่องได้ ไม่หนาหรือบางเกินไป

เหตุผลที่เลือกปลูกโดยวิธีนี้เพราะไม่ทำลายโครงสร้างของดินลงไป ให้ดินมีความชื้นโดยธรรมชาติ แต่โดยทั่วไปที่ขุดดินลึกแล้วใส่ปุ๋ยหมัก เพราะมีระบบหยดน้ำช่วยรักษาความชื้น

หลังจากนั้น 2 ปี จึงจะเริ่มเก็บยอดขายได้ โดยจะต้องตัดแต่งกิ่งตั้งแต่เดือนธันวาคม งดให้น้ำจนใบร่วง จึงค่อยรดน้ำและใส่ปุ๋ยคอก ประมาณ 1 สัปดาห์จะเก็บยอดและขายได้ตั้งแต่เดือน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธุ์ ถึงเดือนพฤษภาคม และหยุดเก็บให้ต้นพักตัวและสะสมอาหาร

ไม่ควรปลูกผักหวานป่าบริเวณปลายเนินที่น้ำใต้ดินอยู่ระดับตื้น เสี่ยงก่อให้เกิดรากเน่า เนื่องจากในฤดูแล้งยังมีน้ำในระดับดังกล่าว หากเป็นฤดูฝนดินฉ่ำน้ำทั้งใต้ดินและบนดิน แนะว่าให้ปลูกพืชจำพวกไม้ผลจะดีกว่า  สำหรับผักหวานเหมาะที่สุดช่วงกลางๆของเนินและบนเนิน

การให้ธาตุอาหาร
ปุ๋ยจากมูลสัตว์เช่น มูลวัว ควาย ไก่ รดน้ำด้วยฮอร์โมนเป็นครั้งคราว ซึ่งมีปริมาณธาตุอาหารรับรอง ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์ โพแทสที่ละลายน้ำ ละลายได้ในน้ำ พืชสามารถดูดซึมอาหารเข้าทางรากและทางใบช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของพืชในด้านลำต้นและใบ ในระยะแรกของการเจริญเติบโต แต่ให้ดีควรให้ฮอร์โมนทางดินจะดีกว่า พืชนำประโยชน์ได้มากกว่า ควรพ่นในช่วงเวลาเช้าหรือเย็นในเวลาที่อากาศไม่ร้อน ลมไม่พัดแรง และคาดว่าฝนจะไม่ตก หากฮอร์โมนเหลือใช้ควรเก็บในที่แห้งและร่ม

ในฤดูหนาว ร้อน ควรให้ปุ๋ยแบบน้ำกับผักหวาน บำรุงปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร หรือปุ๋ยเทศบาล (หลังส้วม) นำมารดบริเวณรอบโคนต้นผักหวาน หลุมด้วยวัสดุฟาง หรือใบไม้เพื่อรักษาความชุ่มชื้น รดน้ำตอนเย็นวันละ1ครั้ง หรือ3วันต่อ1ครั้ง

การเก็บยอดผักหวานป่า
ผักหวานมีวิธีเก็บยอดตลอดทั้งปี แต่หากเก็บทั้งปีผลเสียที่ได้ต้นจะโทรม อีกเหตุผลนึงคือ หากเก็บนอกฤดูรสชาติผักหวานจะไม่อร่อย รสชาติจืด กลิ่นไม่หอม  ในฤดูปรกติจะเก็บยอดช่วงเดือน 11 - 6 ของทุกปี ช่วงเดือนเมษาผักหวานป่าจะออกมาก ควรเลี่ยงเก็บช่วงนั้น รสชาติผักที่ได้ในหน้าแล้ง หวาน กรอบ หอม ส่วนเดือนที่เหลืออื่นๆจอยู่ในช่วงพักต้น  การเก็บเอายอดเก็บได้อาทิตย์ละ 1 ครั้ง ในระหว่างเก็บอัดน้ำและปุ๋ยคอกลงไปด้วย หากต้นผักหวานสูงมากควรทำนั่งร้านเก็บรอบต้น

เมื่อผักหวานอายุได้4-5ปี อาจตัดต้นพี่เลี้ยงออกหรือไม่ออกก็ได้ เพราะไม่มีผลกับการออกยอด ออกดอกติดผลของผักหวาน หากผักหวานป่าอยู่ใต้ร่มเงาพี่เลี้ยงยอดที่ออกมาไม่แข็งง่าย คนเก็บไม่ร้อน การออกดอกติดผลของต้นผักหวานเร็ว ดี สมบูรณ์

ผักหวานเจริญเติบโตในช่วงหน้าหนาวและหน้าแล้ง ในช่วงหน้าฝนเป็นช่วงพักการเจริญเติบโต ในหน้าแล้งผักหวานป่าทั้งปุ๋ยและร่มเงาสำหรับเกื้อกูลทั้งระบบทางรากใต้ดินและร่มเงาชั้นบน

การรดน้ำยามผักหวานแตกยอด
ควนรดน้ำตอนเย็นเป็นสำคัญมากที่สุด เมื่อผักหวานแตกยอดแล้วหากรดน้ำตอนเช้าน้ำที่ใช้รดอาจค้างอยู่ที่ยอดได้ เมื่อแดดร้อนเที่ยงจะทำให้ยอดผักหวานไหม้

ต้นไม้พี่เลี้ยง
ต้นแคปลูกติดๆต้นผักหวานได้ 3-4 ปีต้นแคจะเริ่มตาย  ,เพกา, ชะอม,มะขามเทศระยะห่างจากต้นผักหวาน8-10 เมตร , ตะขบ ล้มเงาของตะขบมีหลายชั้นคล้ายฉัตร ทำให้อากาศใต้ร่มเงาเย็นสบาย ไม่ทึบไม่โปร่งแสงเกินไป ,ต้นหน่อยหน่าไม่ควรปลูกเพราะหน่อยหน่ามีระบบรากแก้ว รากแขนง มากกว่ารากฝอย  โดยทั้งหมดปลูกในทิศทางที่บังแดดได้

การปลูกผักหวานกิ่งตอน
การปลูกผักหวานด้วยกิ่งตอนเปอร์เซ็นการรอดค่อนข้างต่ำอย่างปลูก 10 ต้น รอดเพียง 3-4 ต้น ต้นที่ตายจะเริ่มเหี่ยวและแห้งตายไปในที่สุดถึงแม้ต้นจะเริ่มแตกยอดแล้วก็ตาม

โรคและศัตูพืช
เพลี้ยแป้ง อาศัยอยู่ใต้ใบ นิสัยไม่ชอบน้ำ ตัวเต็มวัยสามารถบินได้ กำจัดด้วยน้ำส้มสายชู


มาอัพเดตต้นเพาะพันธุ์ในวันนั้น ตอนนี้ปี2026 เดือนสิงหาคม ผ่านไป 13 ปี ไม่น่าเชื่อครับตอนนี้น้องเป็นต้นแม่พันธุ์ไปแล้ว รู้สึกภูมิใจที่น้องโตและไม่ตายอายุยืน ไม่ได้ให้ปุ๋ยบ่อยด้วยแต่น้องมีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาอยู่ อากาศโดยรวมจึงไม่ร้อนมาก เห็นสบาย 

ต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาเป็นต้นตะโก ตอนนี้ต้นตะโกก็กำลังใกล้ตาย ต้นตะโกต้นนี้อายุเกือบ 60 ปี เกิดมาก่อนผู้เขียนสะอีก น่าเสียดายทุกอย่างเป็นอนิจจังมีเกิดมีดับ

อีกมุมมีปลูกเพิ่มเติมบ้างเพราะบ้างต้นก็ไม่โต  มาดูกันต่อครับว่าน้องจะอายุเท่าไหร่