วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2569

ไซยาไนด์ในพืช

 ฆาตกรที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคนี้คงหนีไม่พ้น แอม ไซยาไนด์ ซึ่งถูกศาลตัดสินประหารชีวิต ตามข้อหานำ โพแทสเซียมไซยาไนด์ ใสในอาหารหรือน้ำดื่มให้ผู้อื่น โดยไตรตรองไว้ก่อน  ไซยาไนด์ ที่ใช้เป็นโพแทสเซียมไซยาไนด์ ที่ใช้ในอุตสาหกรรมโดยทั่วไปผลิตด้วยกระบวนการทางเคมี 

แล้วไซยาไนด์จากพืชมีความเป็นมาจากไหน มีความร้ายแรงต่างกันหรือไม่อย่างไร

ไซยาไนด์จากพืช มีสารธรรมชาติที่เรียกว่า cyanogenic glycosides ซึ่งเมื่อเนื้อเยื่อพืชถูกบด เคี้ยว หรือย่อยอาจปลดปล่อย ไฮโดรเจนไซยาไนด์ ( HCN) ออกมาได้

มันใกล้ตัวเราทุกคนที่ได้สัมผัสพืชจำพวกนี้ หนึ่งในนั้นคือ มันสำปะหลัง เป็นพันธุ์ที่นำส่งอุตสาหกรรมเช่น โรงงานผลิตแป้งมัน เอทานอล เป็นพันธุ์กลุ่มเกษตรศาสตร์และระยองหลายพันธุ์

แต่มีข้อยกเว้นมันสำปะหลังพันธุ์ 5 นาที หรือเรียกว่ามันพันธุ์หวานหรือมันกินสด ไฮโดรเจนไซยาไนด์ไม่มากสามารถกินได้แต่ต้องปอกเปลือกและทำให้สุกก่อนกิน

ไซยาไนด์ทำงานอย่างไรถึงฆ๋าเราได้ ?

ไซยาไนด์ทำให้เซลล์ไม่สามารถใช้ออกซิเจนได้ แม้ในเลือดยังมีออกซิเจนอยู่ จึงกระทบสมองและหัวใจอย่างรวดเร็ว  ภาวะนี้เรียกว่า histotoxic hypoxia หรือ ภาวะพร่องออกซิเจนจากการที่เนื้อเยื่อใช้ไม่ได้


แล้วเซลล์ปกติทำงานงานอย่างไร

1. หลังหายใจเข้ากระบวนการมีปอดนำออกซิเจนเข้าสู่เลือด โดยมีฮีโมโกบินในเม็ดเลือดแดงพาออกซิเจนไปยังอวัยวะต่างๆ

2. เมื่อออกซิเจนเข้าสู่เซลล์และไปถึงไมโทรคอนเดรีย ซึ่งเปรียบเสมือนโรงไฟฟ้าของเซลล์

3. ไมโทรคอนเดรียใช้สารอาหาร เช่น กลูโคสและไขมัน สร้างอิเล็กตรอนพลังงานสูง

4. อิเล็กตรอนถูกส่งผ่าน "สายพาน" ที่เรียกว่า ห่วงโซ่การขนส่งอิเล็กตรอน

5. ที่ปลายสายพาน ออกซิเจนรับอิเล็กตรอนและไฮโดรเจน กลายเป็นน้ำ พร้อมทำให้เซลล์สร้าง ATP ซึ่งเป็นพลังงานที่เซลล์นำไปใช้

ปลายสายพานนี้คือเอนไซม์ cytochrome c oxidase หรือ complex IV 

ไซยาไนด์เข้าไปขัดขวางตรงไหน

ไซยาไนด์จับกับส่วนที่มี เหล็กและทองแดง ภายใน complex IV โดยเฉพาะบริเวณศูนย์กลางที่ออกซิเจนต้องเข้ามารับอิเล็กตรอน การจับดังกล่าวทำให้ Complex IV ไม่สามารถส่งอิเล็กตรอนให้ออกซิเจนได้ จึงเหมือนกับการปิดประตูทางออกสุดท้ายของสายพานผลิตพลังงาน

อธิบายคือ รถส่งออกซิเจนมาถึงโรงงานตามปกติ แต่เครื่องจักรในโรงงานถูกล็อก ออกซิเจนจึงอยู่ในเลือดแต่ไม่ถูกนำไปใช้

เมื่อไมโทคอนเดรียสร้างพลังงานแบบใช้ออกซิเจนไม่ได้ เซลล์ต้องหันไปใช้การสลายกลูโคสแบบไม่ใช้ออกซิเจนซึ่งผลิต ATP ได้น้อยมากและทำให้เกิด แลกเตต สะสม ส่งผลให้เลือดเป็นกรดหรือ lactic acidosis 

ยิ่งเลือดเป็นกรดมาก การทำงานของหัวใจ สมอง และหลอดเลือดยิ่งแย่ลง เกิดเป็นวงจรอันตราย 

*ATPลดลง

*ปั้มควบคุมเกลือแร่บนเยื่อเซลล์หยุดทำงาน

*โซเดียมและแคลเซียมสะสมผิดปกติภายในเซลล์

*เซลล์บวม ระบบไฟฟ้าของสมองและหัวใจผิดปกติ

*เกิดชัก หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันตก และเซลล์ตาย

อาการที่สมองและหัวใจได้รับผลกระทบก่อน ได้แก่ ปวดศรีษะ สับสน กระสับกระส่าย หมดสติและชัก ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ บีบตัวอ่อนลง ความดันต่ำและหัวใจหยุดเต้น

กลไกของไซยาไนด์ซึ่งขัดขวางเอนไซม์ Complex IV ในไมโทรคอนเดรีย ทำให้เซลล์ไม่สามารถใช้ออกซิเจนสร้างพลังงาน ATP ได้


การให้ออกซิเจนอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้ป่วยจึงต้องได้รับยาต้านพิษโดยแพทย์อย่างเร่งด่วน เช่น  hydroxoccobalamin 

ในธรรมชาติมีพืชต้านพิษไซยาไนด์หรือไม่
ปัจจุบันไม่มีพืชชนิดใดที่ได้รับการพิสูจน์ว่าสามารถใช้เป็นยาต้านพิษเฉียบพลันในคนได้ ร่างกายมนุษย์มีกลไกกำจัดไซยาไนด์ตามธรรมชาติ โดยเอนไซม์ rhodanese จะนำกำมะถันมาต่อกับไซยาไนด์ เปลี่ยนเป็น ไทโอไซยาเนต ซึ่งมีพิษต่ำกว่าและขับออกทางปัสสาวะ

พืชที่มีกำมะถันสูงช่วยได้หรือไม่
พืชอย่างกระเทียม หัวหอม บรอกโคลี กะหล่ำ และพืชตระกูลถั่วมีสารประกอบกำมะถัน แต่การกินพืขเหล่านี้ไม่รวดเร็ว ไม่แน่นอน  ไม่ได้ให้สารในรูปหรือปริมาณที่ใช้รักษาพิษเฉียบพลัน


 

วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2569

ปลูกมะพร้าวน้ำหอมด้วยตนเอง

 

coconut
ได้เก็บมะพร้าวแก่และเพาะไว้ตั้งแต่ช่วงมกราคมต้นปี2569 วางไว้ที่พื้นเฉยๆคิดแบบคนประมาทเขาจะงอกโดยง่าย แต่เรื่องจริงหรือพวกเขาไม่งอก 100 % การเขียนเรื่องนี้ไม่น่าจะมีประโยชน์อะไรกับผู้อ่านมากนักนอกจากความผิดพลาดของเราเองจะเป็นประโยชน์กับผู้อื่น

เพราะอะไรถึงไม่งอก

ผมรู้เหตุผลภายหลังสาเหตุที่ไม่งอกเพราะลูกมะพร้าวแห้งจัดหรือเคยตากแดดไว้นาน นึกย้อนตอนเก็บมาจากต้นนั้นต้นมะพร้าวแม่ค่อนข้างสูงมากเก็บด้วยมือเปล่าไม่ได้ ผมรอให้ลูกมะพร้าวร่วงหล่นลงพื้นด้วยตัวเอง แล้วช่วงนั้นแดดร้อนจัดเดือนมีนาคม ทำให้มะพร้าวศูนย์เสียความสามารถในการงอกไป

สไตส์งานเขียนผมต้องวิเคราะห์ทางวิทยาศาตร์เรื่องนี้มีเหตุผลคือ มะพร้าวเป็นเมล็ดแบบ Recalcittrant seed (เมล็ดไม่ทนต่อการแห้ง) ไม่ทนต่อการศูนย์เสียน้ำ หากเราปล่อยมะพร้าวแก่ตากแดดไว้เป็นเวลานานแม้จะคาอยู่ที่ต้นมะพร้าวก็ตาม เพราะท่อน้ำเลี้ยงแห้งเป็นสีน้ำตาลเข้มแล้ว เกิดผลสำคัญดังนี้

ตัวอ่อน (embryo)ของมะพร้าวเป็นเนื้อเยื่อมีชีวิต ลูกมะพร้าวเมื่อถูกความร้อนจากแดดเป็นเวลานานความชื้นภายในเมล็ดลดลง เมื่อศูนย์เสียน้ำมากเกินไป เยื่อหุ้มเซลล์และระบบเมแทบอลิซึมเสียหาย ทำให้ความสามารถในการงอกลดลงหรือหมดไป

เปลือกมะพร้าวบริเวณผิวชั้นนอก หรือเรียกว่า กาบหรือเปลือกมะพร้าว เป็นเซลล์แบบเส้นใย เมื่อเซลล์โตเต็มที่ทำหน้าที่เหมือนฉนวนและเกราะป้องกัน เกิด ลิกนินสะสม ทำให้เหนียวและแข็ง แต่หน้าที่นี้ไม่ได้ช่วยลดการสูญเสียน้ำและป้องกันตัวอ่อนได้ทั้งหมด เมื่อตากแดดและแห้งเป็นเวลานาน น้ำภายในผลทั้งเปลือกและกะลาค่อยๆสูญเสียได้ เนื้อเยื่อมีชีวิตด้านในจึงได้รับผลกระทบและตายในที่สุด


น้ำมะพร้าวภายในหากทดลองเขย่าแรงๆน้ำมะพร้าวยังมีอยู่ หมายความว่าอาหารสะสมยังมีอยู่ แต่ตัวอ่อนตายแล้ว  หากเปรียบกับการเพาะมะพร้าวของภาพด้านบนนั้นหมายความว่าต้นอ่อนหรือเนื้อเยื่อได้ตายตั้งแต่อยู่บนต้นมะพร้าวแล้ว 



ภาพนี้ได้ลูกมะพร้าวมาเดือนพฤษภาคม โดยได้ลูกมะพร้าวที่แห้งคาต้นมะพร้าวเหมือนกับภาพแรก แต่ต้นนี้สามารถงอกได้ดี นั้นหมายความว่าเนื้อเยื่อภายในยังมีชีวิตอยู่ แสดงว่าไม่ได้ศูนย์เสียความสามารถในการงอกไปทั้งหมด 

ผมจะนำต้นนี้ไปแยกปลูก มาทดลองกันว่าจะเจริญเติบโตได้ต่อไปหรือไม่


วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2569

พริกจินดา ปลูกเองไม่ใช่สารเคมี

 ปลูกเบี้ยลงบนกระถางที่เป็นยางยางรถยนต์ จุดประสงค์เพื่อการปลูกไว้กินเองเหมาะสมกับการปลูกบนพื้นที่เล็กๆเคลื่อนย้ายได้สะดวก มีหลายแบบให้เลือกนะครับ เช่น ถุงดำ กระถางเล็ก กระถางยางรถยนต์เก่า หรือปลูกในถุงปลูกโดยตรง 



 ผมทำการโรยเมล็ดทั้งหมดในซองแล้วนำฟางลงกลบหน้าดิน ผลที่ได้คืองอก 5 ต้นถือเป็นการล้มเหลวมาก555 ผมก็ทิ้งไว้แบบนั้นไม่ทำอะไร ไม่แยกออกไปปลูกลงดิน เป็นเวลานานถึง 2 เดือนครับ ไม่ได้ลงระบุวันที่การทดลองไว้เพราะคิดว่าจะไม่สนใจปลูกแล้ว  เวลาผ่านไปจนต้นพริกบางต้นมีดอก/ตุ่มดอกแล้ว 


แท้จริงแล้วถือว่าเกินอายุจะนำไปแยกปลูกลงดินแล้ว เพราะต้นไม่เขียวสดเลย แต่ด้วยใจอยากจะทดลองทำอะไรแปลกๆ เลยนำไปปลูกลงดิน  

ใบพริกค่อนข้างเขียวอ่อนจนออกเหลืองหลายใบ เกินจากรากดินยังเดินไม่เต็มที่จากในกระถางที่เพาะปลูก การนำไปลงพื้นดินปลูกจึงยังไม่รีบใส่ปุ๋ยหนักๆ

มุมนี้จะเห็นได้ชัดน้องเขางอกเพียง 4-5 ต้นจริงๆครับ จากที่เมล็ดพริกทั้งซอง เป็นการปลูกโดยไม่ได้ศึกษาหาความรู้ก่อนว่าควรเพาะเมล็ดพริกแบบไหน 


นำไปลงดินวันอังคารที่ 15 กันยายน - จนถึงวันนี้ต้นก็ไม่เฉาเหี่ยว แสดงว่ารากมีการติดดิน ไม่แน่การจะได้กินพริกก็ได้ครับ รอติดตามผลมาดูกันว่ามันจะได้ผลหรือตายครับ



วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2569

กะเพราป่าอีสาน

 



ผมว่ากะเพราะที่ปลูกขึ้นเองหอมมากกว่าตลาดเชิงการค้าครับ ตามรูปนี่ก็กะเพราป่า เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ นำไปผัดกะเพรารับรองหอมและเผ็ดร้อน คุณลักษณะที่แตกต่างจากกะเพราะพาณิชย์ ลำต้นเรียวเดี่ยว มีขนเยอะ บนใบมีขนอ่อน ขอบใบหยัก  ตลอดเวลาที่พบเจอจะขึ้นเองตามธรรมชาติท่ามกลางวัชพืช โดยไม่ได้เป็นแปลงปลูกที่ได้รับการดูแลมากนัก


ฤดูฝนตกทุกวันเช่นนี้ในเดือนกันยายน การพบเจอกะเพราเล็กๆกำลังโตเป็นเรื่องปกติจริงๆนะ ขึ้นง่าย โตง่าย ไม่ต้องมีใครมาดูแลแต่กลับเป็นกะเพราที่อร่อย ถ้าขยี้ใบแล้วมีกลิ่นกะเพราฉุนจัด พื้นที่ตรงนี้เกิดกะเพราขึ้นเองและตายมาหลายรุ่นแล้ว บางครั้งก็หายไปไม่งอกอีกเลย อยู่มาวัยนึงเราก็พบเจอเขาเอง ต้นที่งอกตรงนี้ก็มาจากต้นใหญ่ข้างๆที่ตายหรือกำลังตายที่ครั้งหนึ่งได้ให้ดอกและติดเมล็ด ถ้าพบอเจอเก็บเมล็ดแยกไว้ แล้วนำไปปลูกประจำสวนของเราได้

ต้นนี้เป็นกะเพราต้นกำเนิดและกำลังตายลงต้นที่อยู่ด้านล่างคือลูกของพวกเขา ต้นนี้ให้กิ่งช่อและดอกเยอะมาก ผมเก็บไปกินหลายครั้งแล้ว ใบก็ค่อยๆเหลือน้อยเล็กลง ช่อดอกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำ ลำต้นเริ่มโทรม เขาเป็นกะเพราะที่เข้าสู่ระยะสืบพันธุ์เต็มที่ หลังออกดอกและติดเมล็ดมากๆการเจริญทางใบจะลดลงและต้นค่อยๆเสื่อมโทรม


ผมเขียนบทความกะเพราขึ้นมาอีกครั้งเพราะเกิดความนิยมอาหารไทยในประเทศญี่ปุ่น เรียกว่าอาหารไทยดังในประเทศญี่ปุ่นจนมีเทศกาลอาหารไทยเป็นประจำทุกปี  youtuberทำคลิปท่องเที่ยวเป็นประจำทุกปีเมื่อถึงเทศกาลอาหารไทยและผัดกะเพราเป็นอาหารที่คนญี่ปุ่นรู้จักค่อนข้างมากโดยนิยมเรียกอาหารจานนี้ว่า Gapao Rice  มันเป็นความรู้สึก amazingนะหากเขารู้ว่ากะเพราเป็นสมุนไพรไทยชนิดหนึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่ชื่ออาหาร และจะล้ำลึกเขาไปอีกหากพวกเขารู้จักกะเพราป่าหรือกะเพราท้องถิ่น

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2569

How do butterflies mate I caught in my garden

 

การเดินเล่นในสวนหลังบ้านแค่ 5 นาที การได้พบเจอผีเสื้อผสมพันธุ์ด้วยตาตนเองตราตรึงเป็นยิ่งกว่าอ่านเจอในตำราเรียนเก่าๆหรือในนิตยสารรายเดือน มือถือเครื่องเดียวทำให้เราเก็บ moment นี้ได้ง่ายๆ

ข้อดีของการติดมือถือตลอดเวลาไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อเลยถ้าเจอสิ่งนี้ในธรรมชาติ  เราคงไม่อยากให้สิ่งนี้พบแล้วก็จากไปใช่ไหม มาดูกันเถอะมันให้อะไรกับเราบ้าง

วิเคราะห์ทางกายภาพ พวกเขามีปีกด้านบน สีส้มสลับดำเป็นแถบชัดเจน และขอบปีกค่อนข้างหยัก ส่วนด้านใต้ปีกจะออกน้ำตาลและมีลายพรางละเอียด  ความตื่นเต้นจนต้องหยิบมือถือมาถ่ายไว้คือพวกเขาอยู่กันสองตัว และอาจจะผสมพันธุ์กันอยู่ เพราะสองตัวอยู่ชิดกันมากบริเวณปลายท้อง ซึ่งเป็นท่าที่พบในการผสมพันธุ์ของผีเสื้อ 

อวัยวะสืบพันธุ์อยู่ตรงปลายสุดของท้อง ไม่ได้อยู่บริเวณอกหรือโคนขา เวลาผสมพันธุ์ตัวผู้จะนำปลายท้องไปประกบกับปลายท้องของตัวเมีย โดยอวัยวะเพศของตัวผู้จะยึด/เชื่อมกับบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ของตัวเมีย แล้วเกิดการปฎิสนธิภายใน โดยส่งอสุจิเข้าสู่ระบบสืบพันธุ์ของตัวเมีย



ทั้งสองตัวนี้หันไปคนละทิศทางแต่ปลายท้องติดกัน และอยู่อย่างนี้นานมากครับ บินก็ไปกันเป็นคู่กว่าผมจะจับภาพได้บินหนีตามไปนานเหมือนกัน ตรงสวนนี้มีผีเสื้อเจอทุกวันก็คงจะเกี้ยวพาราสีกันแตกต่างกันไปตามชนิดกระพือปีก/ใช้กลิ่นฟีโรโมนในการเลือกคู่


ผมเดาไม่ออกเลยว่าตัวไหนเป็นตัวเมียหรือตัวผู้ กล้องก็เก็บภาพได้ชัดสุดเพียงเท่านี้ ถ้าจะนำภาพด้านบนไปใช้ผมไม่แนะนำ แค่เป็นเพียงการศึกษาเท่านั้นครับ

แต่ถ้าให้ผมตัดสินใจผมคิดว่าตัวด้านบนเป็นตัวผู้ครับ เพราะตัวผู้นั้นต้องใช้สีสันบนปีกในการเกี้ยวพาราสีและปล่อยฟีโรโมนจากบริเวณใต้ปีก ซึ่งตัวผู้จะมีเกล็ดกลิ่นซึ่งเป็นเกล็ดพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการกระจายฟีโรโมน แต่ผีเสื้อชนิดอื่นบางกลุ่มมีอวัยวะสร้าง/กระจายกลิ่นบริเวณส่วนท้องได้เช่นกัน ส่วนตัวเมียจะมีหนวดของตัวเมียทำหน้าที่เหมือนเครื่องตรวจจับสารเคมี และใช้สิ่งนี้ในการเลือกคู่ 


วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569

บันทึกปลูกมันสำปะหลัง ปี 2569-2570

 หลังจากอกหักปีที่แล้ว มาเริ่มต้นกันไหมกับปีนี้ครับ

เสร็จการถอนมันแล้ว ก็ได้ลงขี้ไก่แกลบทันที 1 รถ สิบล้อ  โดยจ้างรายหรือหว่านขี้ไก่ทั่วไร่ ผมตัดสินใจตากแดดไปอีก 1 สัปดาห์เพื่อฆ่าเชื้อ จริงๆผมอยากโรยปูนขาวไปด้วยแต่ก็ตัดสินใจภายหลังไม่ลง ปูนขาวสามารถฆ่าเชื้อราได้ครับแต่ก็มีโทษเหมือนกันเพราะดินจะเป็นกรดเกินไป  สัปดาห์ที่1 ผ่านไปจึงไปไถไร่ทิ้งไว้  จนฝนตกวันที่ 1 พฤษภาคม เตรียมตัวหาแรงงานปลูกมันเช่นเคย ปีนี้หาง่ายหน่อยครับได้คิววันที่ 5 พฤษภาคม ดินระเหยพอสมควรไม่เปียกชุ่มแล้ววันที่ 4 พฤษภาคม ก็ไถ่แปรเตรียมปลูกได้เลย แต่หากฝนตกลงมาซ้ำอีกจนแปรปลูกไม่ได้ก็ต้องเลื่อนการปลูกไปก่อนโชคดีฝนไม่ตกมาซ้ำจึงปลูกตามแผนต่อไปได้   ปีนี้ก็เกือยหาแรงงานปลูกมันไม่ได้เพราะว่าผมปลูกมันแบบไม่ได้ยกร่อง แรงงานต้องการให้ยกร่องเพื่อจะปลูกได้ง่าย แต่ให้เงินเพิ่มไปก็เลยตกลงกันได้

ผลที่ได้ตามคลิปนี้


สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เคยพูดอธิบายเลยคือดินที่ไร่เป็นดินแดงละเอียด ละเอียดกว่าดินลูกรัง ดินแดงถ้าตามทางการมีค่าเหล็กออกไซด์สูง จึงเห็นเป็นสีแดง เวลาจับรู้สึกว่าดินเป็นผงเม็ดเล็ก เนียนกว่าดินทราย เมื่อเปียกก็เหนียวปั้นเป็นก้อนได้ แต่พอแห้งจะจับตัวแข็งแน่น น้ำซึมผ่านค่อนข้างช้ากว่าดินทราย แต่ก็มีข้อดีคืออุ้มน้ำและธาตุอาหารได้ดีอยู่นะ แต่ก็คิดว่ารากอาจเดินไม่สะดวกเหมือนกันเพราะบางทีเห็นรอยน้ำขังเวลาฝนตกหนักๆ



ปีนี้ลองทำวิธีใหม่ ไม่ฉีดยาเผาไหม้เพื่อฆ่าหญ้าต่าง ผมใช้วิธีการดายหญ้าเอา จังหวะหาแรงงานได้ด้วย ทั้งหมด 6 คน วันเดียวเสร็จเลย 13 ไร่ วิธีนี้หญ้าจะไม่รกมากนะครับแรงงานถึงมาทำให้ ถ้าปล่อยให้หญ้ารกแล้วต้องฉีดยากำจัดอย่างเดียว ค่าแรงไม่แพงมากครับ คนละ 300 บาท แต่ก็แปลกแรงงานดายหญ้ามีแต่ผู้หญิงมาทำ ด้วยงานที่ไม่ใช่แรงเยอะหรือเปล่า  



ผลที่ได้จากการดายหญ้าก็ดี น่าพอใจมากครับ ไม่มีหญ้าเลย สะอาดตาอีกด้วย อีกประการคือต้นมันสำปะหลังไม่ถูกสารเคมีเลยต้นไม่เฉา เจริญเติบโตรวดเร็ว


แต่มีปัญหาให้หนักใจอยู่นะครับ มันเป็นโรคใบด่างเยอะเหมือนกัน บางบริเวณโตตามไม่ทันเพื่อนเลย การปลูกครั้งหน้าคงต้องตรวจธาตุอาหารในดินอย่างจริงจังแล้วครับ แต่หากดินขาดอิรทรียวัตถุไปจริงๆปีนี้ผมก็ลงขี้ไก่แกลบไปเยอะมากๆเลยครับ บางบริเวณเจริญเติบโตแข็งแรงดี ปีหน้าว่าจะลองขี้หมูรองพื้นเพิ่มครับหากขี้ไก่ไม่ได้ผลแล้วจริงๆ ปีนี้ก็แก้ปัญหาหน้างานไปก่อนฉีดปุ๋ยเกร็ดบำรุงทางใบช่วยต้นมันให้แข็งแรงอีกทางต้านทานโรค




วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569

บันทึกปลูกมันสำปะหลังปี 2568-2569

 เนื่องจากปีที่แล้วผมลงขี้ไก่แกลบเป็นปุ๋ยรองพื้นไว้แล้ว ปีนี้จึงงดใส่ขี้ไก้แกลบครับ แต่จะใช้ปุ๋ยเคมีในการรองพื้นปลูกมันสำปะหลัง

หลังจากเสร็จสิ้นแล้วถอนครั้งที่แล้วราคามันตกต่ำเป็นประสบการณืมากครับต่อให้ลงทุนมากแค่ไหน ถ้าราคามันสำปะหลังตกต่ำทุกอย่างก็จบ แต่สุดท้ายเราก็ต้องเริ่มต้นกันใหม่

ปีนี้ก็เหมือนเดิมครับแต่ผลลับที่ได้เจ็บปวดมากครับ มาดูกันเถอะว่ามันเกิดอะไรขึ้น

เมื่อถอนมันเสร็จ ก็จัดการไถไร่ครั้งแรกเพื่อพลิกหน้าดิน เป็นการตากหน้าดินไปในตัวฆ่าเชื้อต่างๆ รอฝนจนตก ปีนี้ฝนตกเร็วผมได้ปลูกวันที่ 30 เมษายน 2568 ซึ่งวันที่ 29 เมษายน 2569 ก็นัดคนงานแปรปลูกและรองพื้น  ปีนี้ผมรองพื้นโดยวิธีใหม่ โดยใช้ปุ๋ยเคมียี่ห้อเต่าบิน มีธาตุอาหารหลักครบและผสมโดโลไมหรือเกลือจืดเพื่อฆ่าเชื้อราไปในตัว 10 ถุง ทั้งหมด 13 ไร่ ไม่ได้ใช้ขี้ไก่แกลบเหมือนปีที่แล้วกลัวว่าดินจะเป็นเชื้อราจึงเว้นไปหนึ่งปี

นึกเลยเสียดายอย่างหนึ่งผมน่าจะตรวจค่า ph ในดิน เพราะปีที่แล้วก็เป็นโรคเยอะ นี่คือจุดที่พลาดไป

ปลูกวันแรก คลิปด้านล่าง


ตามคลิปเหมือนดินจะแห้งใช่ไหม แต่ความเป็นจริงแล้วดินยังมีความชื้นอยู่เยอะเพราะเราจะรอให้ฝนตกหนักมากๆรอดินระเหย1-2 วันจึงเข้าไปแปรปลูกได้เลย ดินที่ได้จึงยังมีความชื้นสูงอยู่ หลังปลูกเสร็จก็มารอลุ้นเอาว่าฝนจะตกไหมอีกที


ฝนตกมาตามนัด จำได้ว่าตกหนักมากหลังปลูก ก็ถือว่าโชคดีไปปีนี้


ได้ 1 เดือน หญ้าขึ้นเยอะมาก ก็ฉีดหญ้าเหมือนเดิม เผาไหม้เฮอร์ต้าเอ็ก ผสมจับใบ ในคลิปลมแรงมากนะครับ จริงๆหลังฉีดได้ไปตรวจแปลงอีกต้นมันสำปะหลังโดนยาไปเยอะมากใบเฉาเยอะมากเหมือนกัน จริงๆถ้าไม่ฉีดก็ได้เช่นกัน วิธีอื่นอาจจะหาคนงานมาทำดายหญ้าหรือถากหญ้ากำจัดวัชพืช วิธีนี้จะปลอดภัยมากเลยครับ ต้นมันไม่โดนสารเคมี ต้นมันได้น้ำ ปุ๋ย แสงแดดเต็มที่และก็พรวนดินไปในตัว แต่คนงานหาอยากครับและหญ้าต้องต้นเล็กกว่าในคลิปจึงจะทำได้ ถ้าต้นใหญ่อย่างในคลิปฉีดยาเอาดีกว่าครับ


กำจัดหญ้าแล้วก็ฉีดปุ๋ยเกร็ด ปุ๋ยน้ำ เพิ่มความแข็งแรง เนื่องจากสังเกตแล้วว่าต้นมันไม่สวย เจริญเติบโตไม่แข็งแรง  ติดโรคตั้งแต่อายุยังน้อย สาเหตุหนึ่งคือแปลงข้างๆเอามันไว้ค้างปีไม่ได้ถอนมัน ทำให้แหล่งเชื้อโรคยังมีอยู่ ปีนั้นเจ้าของไร่ไว้มันค้างปีกันเยอะมากเพราะราคามันสำปะหลังตกต่ำ หลายๆเจ้าของเลยเลือกที่จะไม่ถอน แปลงของผมเลยได้รับผลกระทบไปด้วย แต่ก็มีได้อีกหลายสาเหตุเช่นกันเช่นการตัดท่อนพันธุ์ที่ไม่สมบูรณ์ติดโรคมา คิดว่าตรงนี้ก็มีส่วนมาก คนงานที่มาตัดให้ไม่เลือกต้นที่สมบูรณ์ให้นัก ท่อนพันธุ์ที่ได้ก็อ่อนแอตามไปด้วย คลิปด้านล่างเป็นตัวอย่าง


ปีนี้เป็นปีที่ดี ฝนไม่เคยทิ้งช่วงเลยแต่โรคระบาดหนัก และต้นอ่อนแอ ฉีดปุ๋ยเกร็ดเพิ่มเท่าไหร่ บ่อยแค่ไหนก็ไม่ฟื้น มันสำปะหลังถ้าโตไม่ทันเพื่อนแล้วเขาจะเป็นต้นที่แกรน ไม่มีหัวไปเลย 



ผลสุดท้ายก็ได้ผลผลิตตกต่ำจริงๆ


ผมคิิดมันสำปะหลังจะหัวใหญ่หรือไม่ ได้ผลผลิตดี จริงๆสังเกตได้ตั้งแต่ความสมบูรณ์ของต้นมันไปแล้วครับ มีความสูง 2 เมตร  ดินที่โคนรากจะแตกร้าวเราสามารถประเมินได้ตั้งแต่จุดนั้นเลย

ถึงจะได้ผลผลิตตกต่ำแต่ปีนี้มันสำปะหลังราคาดีครับ กิโลกรัมละ 3 บาท แป้ง 25% ทำให้พอมีกำไรอยู่บ้าง แต่ก็ต้องก้าวผ่านไป เริ่มต้นใหม่


วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569

บันทึกปลูกมันสำปะหลังปี 2567-2568

 ปีนี้เป็นปีที่ 2 ของการปลูก หลังจากถอนมันสำปะหลังเสร็จสิ้น ทันทีจึงทำการลงปุ๋ยขี้ไก่แกลบ ประเภทอินทรียวัตถุประเภทหนึ่ง

และปีนี้ผมเช่าที่ดินไร่เพื่อปลูกมันสำปะหลังครับ 13 ไร่ เป็นเงิน 20,000 บาท  ซึ่งมีต้นทุนเพิ่มเข้ามาอีก20 %จากจำนวนรายได้ที่เคยได้เมื่อปีที่แล้ว ถือว่ายังพอสู้ต่อได้ครับเพราะคิดว่าราคามันจะสูงแน่นอน(แต่ถึงเวลาถอนมันราคาตกต่ำไว้จะเล่าตอนท้ายครับ)

ได้ทำการตกลงซื้อจากผู้รับเหมาที่ทำการถอนมันสำปะหลัง โดยเถ้าแก่ติดต่อให้ ช่วงนั้นราคามันสำปะหลังราคา กิโลกรัมละ 3 บาท แป้ง 25%  ราคาปุ๋ยขี้ไก่แกลบจึงสูงตามไปด้วยในช่วงเดือนเมษายน ถ้าสั่งซื้อช่วงเดือน มกราคม-กุมภาพันธุ์ ราคาจะอยู่ช่วง 12,000 บาท 

จริงๆผมก็อยากได้ขี้ไก่ราคาถูกนะครับ แต่กว่าจะได้คิวถอนมันสำปะหลังได้นัดกับผู้รับเหมาไว้คิวไปจนถึงเดือนเมษายน พอถึงช่วงนั้นราคาขี้ไก่แกลบสูวถึง 17,500 บาท / รถสิบล้อ

คุณภาพขี้ไก่ที่สั่งเป็นระดับเกรดเอนะครับ มีขี้ไก่มากกว่าแกลบ ต้องค่อนข้างแห้ง ร่วน ไม่จับเป็นก้อนใหญ่จนเกินไป และไม่มีเศษวัสดุชิ้นใหญ่ผสมติดมา 

สั่งขี้ไก่เรียบร้อยกองไว้บนไร่ที่เราต้องการจะปลูก ขั้นตอนต่อไปคือหาคนรับจ้างหว่านขี้ไก่แกลบเป็นเครื่องหว่านโดยเฉพาะ โดยคิดเป็นรถ ขี้ไก่ 1 รถสิบล้อ ค่าหว่าน 1500 บาท ถ้าขี้ไก่ 2 รถลิบล้อค่าหว่านก็ 3000 บาทครับ ผมใช้เพียง 1 รถสิบล้อ ราคาหว่าน 1500 บาท ทั้งหมด 13 ไร่ครับ

หว่านขี้ไก่เสร็จเรียบร้อยผมก็เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนไถ่ไร่ครั้งที่ 1 ไถ่เพื่อกลบและพลิกหน้าดินพร้อมกับขี้ไก่ไปในตัว แล้วหลังจากนี้รอฝนตกครับ

รายจ่ายช่วงนี้ก็จะเป็น ค่าไถ่ไร่ครั้งแรก 700 บาท

น้ำมันดีเซลที่ใช้ในการไถ่ไร่ อีก 1000 บาท

เมื่อฝนมาแล้วผมก็ยังปลูกไม่ได้เพราะหาแรงงานปลูกไม่ได้ต้องต่อคิวไร่อื่นๆคิวยาวกว่าจะได้คิวปลูกคือวันที่ 15 พฤษภาคม 2567  ดังนั้นผมจึงต้องเตรียมจ้างไถ่แปรปลูก (ไถครั้งที่สอง) และเนื่องจากปีนี้ผมรองพื้นไร่ด้วยขี้ไก้แกลบไปแล้วจึงไม่หว่านปุ๋ยเคมีรองพื้นไปอีกเพื่อประหยัดต้นทุน 


เป็นการปลูกที่ช้ากว่าปีที่แล้วไป 2 สัปดาห์แต่ก็ไม่ช้าจนเกินไป เมื่อครบ 15 วัน ได้ลองขุดสำรวจรากมันสำปะหลังทิศทางเกิดขึ้นโดยรอบ รากที่ยาวบางรากจะแข็งและหนา อันนี้น่าจะพัฒนาเป็นหัวสะสมอาหาร ส่วนรากเส้นเล็กๆเป็นรากฝอย/รากดูดอาหาร สีขาว แตกออกจากบริเวณข้อและโคนท่อนพันธุ์ทำหน้าที่ดูดน้ำและธาตุอาหาร

ช่วงนี้จึงเป็นช่งสำคัญต่อการตั้งตัวของระบบราก หากดินร่วน ระบายน้ำดี มีความชื้นพอเหมาะ รากจะเดินออกไปรอบๆโคนได้ดี 

ตามคลิปนี้



หลังจากนั้น 1 เดือนกลับมาตรวจแปลงอีกที ต้นมันงอกเจริญเติบโตดีเกือบ 90% แล้วก็เตรียมตัวหาคนงานฉีดยากำจัดวัชพืชเป็นการฉีดแบบเผาไหม้ครับ


ที่ปีนี้งอกเกือบ 90 %เนื่องจากว่าฝนตกตลอด 1 เดือนที่ผ่านมาหลังปลูก ฝนตกทุกสัปดาห์มันเจริญเติบโตได้ดีกำลังก่อพุ่มสวยและแตกยอด


คลิปนี้เป็นช่วง 45 วันครับเป็นช่วงสร้างรากสะสมอาหาร รากเดิมเริ่มขยายเส้นผ่านศูนย์กลางและพัฒนาไปเป็นหัวมัน ส่วนรากฝอยยังทำหน้าที่ดูดน้ำและธาตุอาหาร ผมลองถอนดูราก มีรากแตกหลายทิศทาง ทั้งรากฝอย รากหัวมันอวบและป่องขึ้นเป็นรากสะสมอาหารระยะแรก

ลำต้นตั้งแข็งตรงดี ใบเริ่มมีจำนวนมาก ใบไหนสมบูรณ์กางเต็มที่มีแฉกแบบฝ่ามือ 5-9 แฉก ก้านยื่นออกจากลำต้น ทำให้ทรงพุ่มแผ่ออกและรับแสงได้มากขึ้น

แต่ก็มีบ้างนะพบต้นเตี้ย ใบเล็ก เหลือง ยอดไม่เดิน หรือใบหงิกผิดรูป


จนถึงเดือนกันยายนผมกลับไปถ่ายรูปอีกครั้งต้นมันก็สวยงามดีนะครับ ไม่มีโรคอะไร ทั้งที่ช่วงเดือนสิงหาคม ฝนไม่ตกทั้งเดือนเลยครับ 


อันนี้เป็นช่วงเดือนกันยายนครับซึ่งฝนไม่ตกเกือบ 2 เดือน จึงเกิดโรคแมลง กินต้นมันสำปะหลัง เช่น เพลี้ยไฟ ไรแดง อากาศช่วงนี้จะร้อนและแห้งจึงเป็นจุดก่อโรคชั้นดีและผมเพิ่งประสบเจอครั้งแรก และสร้างความเสียหายอย่างหนัก แมลงพวกนี้ตัวเล็กมักอยู่หลังใบหรือตรงยอดอ่อนหรือใบอ่อนแล้วดูดกินน้ำเลี้ยง อาการที่สังเกตตามคลิปคือใบอ่อนหงิก บิดเบี้ยว มีรอยสีเงินหรือสีน้ำตาล ยอดชะงัก

ถ้าเป็นพวกไรแดง มันมักจะอยู่ใต้ใบ ต้องลองพลิกใบดูจะเห็นจุดเล็กๆเคลื่อนไหว บางครั้งมีใยละเอียด อาการบนใบมักเริ่มเป็นจุดเหลืองเล็กๆกระจายทั่วไป ใบเหลืองสีบรอนซ์ น้ำตาล แห้งและใบร่วงเมื่อระบาดหนัก

การแก้ปัญหาในจุดนี้ผมไม่ได้ฉีดสารเคมีฆ่าแมลงเหล่านี้เลย เพียงแต่รอให้ฝนตกแล้วก็ฉีดปุ๋ยเกร็ดไปหน่อยเพื่อช่วยกระตุ้นให้พืชแข็งแรงขึ้น 




ตามคลิปนี้ก็ฉีดปุ๋ยเกร็ดช่วยหลังฝนตก ฉีดไม่ปล่อยนักตามเวลาว่างจากงาน


หลังจากฉีดแล้วผมประเมินผลว่าโรคหายจากอะไร ข้อแรก จากฝนตก หรือข้อสองการฉีดปุ๋ยเกร็ด ผมให้น้ำหนักไปกับการฝนตกมากกว่าเพราะลำต้นได้น้ำชะล้างมีภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น แต่ต้นเหล่านี้ตัวมันน้อยมากและไม่ควรตัดทำท่อนพันธุ์ต่อไปครับ

หลังจากนี้ไม่นานผมก็ฉีดปุ๋ยเกร็ดเพื่อระเบิดหัวมันอายุมันสำปะหลัง 5 เดือนแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็การกำจัดวัชพืชซึ่งรอบนี้ผมฉีดสารดูดซึมเข้าไปด้วยเพราะต้องการคุมหญ้าให้ได้ไปจนถึงฤดูแล้งถอนมัน ก็จะเป็นตามคลิปด้านล่างครับ



ผลการเกิดโรคระบาดลดลง 5 ตันจากปีที่แล้ว  ซ้ำไปกว่านั้นคือราคาตกต่ำ รายได้สุทธิ 120,000 บาท

รายการบัญชี ปี2567-2568

1. ขี้ไก่แกลบเกรดดี 1 รถ สิบล้อ ราคา 17500 บาท

2. ค่าเช่าที่ 13 ไร่ 20,000 บาท

3. ค่าหว่านหรือรายขี้ไก่แกลบ 1500 บาท

4. น้ำมันดีเซล 1000 บาท + ค่าไถ่ไร่ครั้งแรก 700 + ค่าย้ายพันธุ์มัน 300 บาท

5. น้ำมันไถแปรปลูก 1000 บาท + ค่าไถแปร 700 บาท

6. ค่าปลูกมันสำปะหลัง5200 + น้ำมันค่าเดินทาง 1000 รวม 6200 บาท

7. ยาฆ่าหญ้า 3 แกลลอนเฮอร์ต้า-เอ็ก ตราปีศาจ ราคา 1500 บาท

8. ค่าแรงงานฉีดยา 4 คน คนละ 400 1600 + ค่าน้ำมันเดินทาง 300 รวม 1900 บาท

9. ค่าปุ๋ย46-0-0 + 20-0-20 + 15-15-15 รวม 3000 บาท

10. ปุ๋ยน้ำ 20-3-3 + ผงดำล้นไร่ + จีฟอสจับใบ + 0-0-50 รวม 1220

11. ค่ายาไกลโฟเซต 2 แกลลอน 1100 บาท

12. ค่าตัดพันธุ์มันสำปะหลัง 2400 บาท

13.ค่ารับเหมาถอนมัน 20000 บาท

รวม 80,020 บาท รายได้ถอนมัน 120,000 รายได้สุทธิ 40,000 บาท



วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569

บันทึกปลูกมันสำปะหลังปี 2566-2567

 


หลายอย่างถ้าพูดในคลิปจะไม่น่าสนใจเลยกับประสบการณ์ที่ผ่าน ผมจึงตัดสินใจเขียนบทความย้อนหลัง ปี 2566 เป็นปีแรกของการเริ่มปลูกมันสำปะหลัง เป็นความท้าทายวัยรุ่นแบบใหม่ที่ไม่เคยทำในชีวิต

ผมบันทึกรายการค่าใช้จ่าย-การลงทุน ไว้จึงสมารถถ่ายทอดประสบการณ์พอจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านได้บ้างในฐานะมือสมัครเล่นคนนึง

ปีแรกเริ่มต้นเดือนเมษายน 2566 ปลูกครั้งแรกนั้นลงทุนไม่มากนัก มีเพียงพันธุ์มันสำปะหลังที่ต้องซื้อเพิ่มเติมให้พอจำนวนทั้งหมด 13 ไร่  การลองพื้นปุ๋ยจำนวนเล็กน้อยเหตุเพราะว่าผู้ที่ทำไร่ก่อนหน้านี้ลงปุ๋ยคอกหมู ไก่ ไว้เยอะเมื่อเขาเลิกทำผมจึงได้มาทำไร่ต่อจึงไม่ต้องลงทุนปุ๋ยอินทรีมากนัก ธาตุอาหารอินทรียวัตถุยังมีพอสมควร จึงใช้ปุ๋ยรองก่อนปลูกเพื่อปรับสภาพดินเสื่อมโทรม กระตุ้นให้รากเดินไวและดกขึ้นโดยไม่ต้องแช่ทอนพันธุ์ ผมเลือกใช้ยี่ห้อ ทอชหรือเต่าบินหรือเต่าเทอโบ ตามแต่ว่าหาซื้อสะดวก ซื้อปุ๋ยรองพื้นเก็ยไว้ประมาณ 7 กระสอบ  ในช่วงเดือนเมษายนนี้เป็นช่วงของการเตรียมดิน เริ่มจากการไถครั้งแรกเพื่อพลิกหน้าดิน กลบหญ้าและเศษพืช ไถดินทิ้งไว้รอให้ฝนตก เมื่อฝนตกลงมาหนักๆครั้งแรกขนาดถึงว่าดินชุ่มมากๆ รอให้น้ำระเหยสัก 1-2 วันหรือมากกว่า เพื่อไปสู่การไถครั้งที่สองหรือเรียกว่าไถแปรปลูก  ในวันไถแปรนั้น ผมจะจ้างคนงานไปพร้อมกันสำหรับหว่านปุ๋ยรองพื้น  ตรงนี้ดินก้อนใหญ่จะเล็กลง ทำให้ดินร่วนและพื้นที่สม่ำเสมอ โดยผมเลือกที่จะไม่ยกร่องมันปลูก 

เช่นว่าผมปลูกวันที่ 3 พฤษภาคม 2566 ผมจะไถแปรปลูกในวันที่ 2 พฤษภาคม 2566 โดยจ้างคนงานทั้งไปไถ่ไร่กับจ้างคนงานไปหว่านปุ๋ยรองพื้น 

ตรงนี้เป็นเรื่องที่ยากที่สุดเลยก็ว่าได้คือต้องหาคนงานไถไร่ คนงานหว่านปุ๋ยรองพื้น และคนงานปลูกมันจะต้องนัดเวลากันไว้ให้ดี คือผมต้องการให้ไถแปรแล้วปลูกเลย

ผมปลูกมันวันที่ 3 พฤษภาคม 2566 หลังจากวันที่ปลูกแล้ว ฝนก็ทิ้งช่วงไปยาวนานมากไม่ตกไปเกือบ 3 สัปดาห์ ผมกลับไปตรวจแปลงอีกทีวันที่ 2 มิถุนายน 2566 ซึ่งฝนได้ตกลงมาประมาณปลายเดือนพฤษภาคม 2566 ผลที่ได้คือมันตายไปเป็นจำนวนมาก  นับว่าเป็นประสบการณ์ครั้งแรกของการปลูกมันเลย เสียหายไปค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่กล้าไถ่ทิ้งเพื่อปลูกใหม่เพราะกลัวฝนทิ้งช่วงอีก


รอจนกระทั่ง 18 มิถุนายน 2566 มันสำปะหลังอายุได้ประมาณ 45 วัน  ใบสำปะหลังก็ถือว่าอยู่ในช่วงสำคัญของการตั้งตัว และเริ่มสร้างระบบราก ท่อนพันธุ์แตกราก ยอดเริ่มพุ่ง ใบมันเกิดหลายชุด เริ่มสร้างลำต้น ผมปลูกพันธุ์ระยอง 81 ก็ถือว่าสร้างลำต้นและใบได้เร็ว หากเป็นสายพันธุ์อื่นจะสูงกว่านี้เช่นพันธุ์อิทธิ ห้วยบง 

ไม่นานหลังจากนี้ผมหาคนไปฉีดยากำจัดวัชพืช ฉีดแบบเผาไหม้ จะไม่ฉีดดูดซึมในช่วงนี้เด็ดขาดเพราะยาแรงมากต้นไม้จะตายเอา ทั้งหมดจ้างแรงงานเสียดายผมทำบัญชีไว้ไม่ละเอียดในปีแรกจึงบอกกล่าวผู้อ่านไม่ได้ ยาที่ใช้ฉีดเป็นยี่ห้อ เฮอร์ต้า-เอ็ก ผสมจับใบ เพียงเท่านี้ก็สามารถคุมวัชพืชไปได้อีกหลายเดือน 

กระทั่งถึงสิ้นเดือนมิถุนายนผ่านไปเพียงแค่ 10 แตกลำต้น ใบกว้างขึ้น ทรงพุ่มเริ่มคลุมดิน ใบของต้นข้างๆเริ่มเข้าใกล้กันแล้ว ระบบรากใต้ดินพัฒนาเร็ว และรากบางส่วนเริ่มเปลี่ยนเป็นรากสะสมอาหารหรือหัวมันสำปะหลังแต่หัวยังเล็กอยู่และไม่มีแป้ง  ก่อนหน้านี้ผมฉีดเผาไหม้ไปแล้วใช่ไหมครับ ก็จะไม่มีพืชแย่งน้ำและอาหารเขาจึงโตได้เร็ว จำได้ว่าช่วงนั้นผมซื้อปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 กับ ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 มาหว่านกระตุ้นการเจริญเติบโตไปอีก 


14 กรกฎาคม 2556 เราก็จะได้อายุมัน 60 กว่าวันแล้ว สังเกตว่าต้นชิดกันหมดแล้ว คลุมหน้าดินกันทั้งหมด ใบกว้างเป็นแฉกกว้างรับแสงได้เต็มที่ บวกกับช่วงนี้ฝนตกบ่อยติดต่อกันจึงเจริญเติบโตเร็วครับ เป็นช่วงที่ผมชอบมากมันอุดมสมบูรณ์ไม่มีโรค แต่ต้นมันก็ตายไปเยอะจากตอนที่ปลูกแล้วฝนไม่ตกไป 3 สัปดาห์ 


อันนี้ได้ 3 เดือนแล้ว ต้นน่าจะสูง 150 เซนติเมตรได้แล้ว ผมแทบจะไม่มีทางเดินเข้าไปด้านในได้เลย ชอบมากจริงๆช่วงนี้ ได้เห็นใบไม้พริ้วไปกับลมในระยะสายตา ช่วงนี้ก็ไม่มีวัชพืชเลยเพราะใบมันสำปะหลังคลุมดินหมดแล้ว 

 
อายุมันได้เกือบ 4 เดือน ผมฉีดปุ๋ยเกร็ดไปอีกครับ ตอนนั้นขยันมากก็เอาสูตรมาจากช่อง youtube อื่นๆ เก็บประสบการณ์ไปเรื่อยๆครับ  ช่วงนี้ลำต้นจะใหญ่มากใบด้านล่างจะเริ่มร่วงแล้วเป็นสัญญาณว่าแป้งมันเริ่มลงหัวแล้ว 



มัน 5 เดือนแล้วผมก็ฉีดปุ๋ยเกร็ดลงหัวมันอีกครับ บอกเลยว่าปีแรกๆขยันจริง มันก็ท่วมหัวแล้ว สูตรลงหัวมันผมก็ได้มาจากyoutube จำช่องพี่เขาไม่ได้แล้ว แล้วหลังๆเขาก็ไม่ลงคลิปเลยครับ ก็เป็นบูม99 + ปุ๋ยเกร็ด 0- 0-60 โดยฉีดลงที่โค้นต้นเลยครับ ส่วนถังฉีดยาก็ซื้อจาก shoppee ราคาหลักร้อยครับไม่แพงมาก

ช่วงมันอายุ 4 เดือนขึ้นไปแล้วถึงจะเริ่มฉีดปุ๋ยสูตรลงหัว ผมเคยเจอบางช่องแนะนำให้ปุ๋ยลงหัวตั้งแต่ 3 เดือนแต่ผมไม่เชื่อถือในความคิดนั้นเพราะว่าลำต้นมันยังอ่อนอยู่เลยครับ เขาสามารถที่จะเจริญเติบโตเป็นลำต้นที่แข็งแรงได้อีก หากใส่ปุ๋ยลงหัวที่มันยังอายุน้อยๆ ผมว่าลำต้นจะชงักเป็นผลเสียมากกว่า 


อันนี้คือมันสำปะหลัง 6 เดือนแล้ว หัวมันเกิดและขยายขนาดไปเยอะเลยครับ รากสะสมอาหารหลายรากอวบหนาและยาว กลายเป็นหัวที่เห็นชัดเจนรอบโคนต้น แต่ยังมีเวลาเพิ่มน้ำหนักและสะสมแป้งต่อไปอีกหลายเดือนครับ  ผมโกยดินดูต่อต้นจะหลายหัว โกยหลายๆหลุมจำนวนและขนาดก็แตกต่างกันอยู่นะครับ อาจจะเป็นเพราะระยะการปลูก การรับแสงของพืชไม่เสมอกัน ในจะปุ๋ยที่ได้รับ แล้วปีแรกผมโชคดีมากๆที่ไม่เจอโรคใบด่าง โรคเพลี้ยแป้ง

หลังจากนี้ไม่นานผมก็ฉีดยาฆ่าหญ้าอีกครั้งหนึง โดยใช้สูตร เฮอร์ต้า-เอ็ก เผาไหม้ + ไกลโฟเสต ดูดซึม+ จับใบ ช่วงนี้มันสำปะหลังโตใหญ่แล้ว ลงดูดซึมได้เลยครับ แล้วหลังจากนี้จนถอนมันผมก็จะไม่ฉีดยาฆ่าหญ้าอะไรอีกแล้ว 



จนมันสำปะหลังอายุ 9 เดือน ใบนั้นร่วงจนเกือบหมด เหลือเพียงยอดด้านบน ผลจากการฉีดหญ้าครั้งสุดท้ายประมาณเดือนที่ 6 ผ่านฤดูหนาวจนกระทั่งฤดูร้อนเดือนเมษายน จะเห็นว่าไม่มีวัชพืชตกค้างอยู่เลย การกำจัดหญ้าในครั้งที่2ได้นับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากครับ หากทำไม่ดี ในเดือนที่9-10หญ้าจะรกมาก ก็จะยุ่งยากสำหรับการตัดแนวพันธุ์ต้นมันในครั้งต่อ คุณอาจจะหาคนงานยากหรืออาจต้องขึ้นเงินจูงใจแรงงานให้ตัดต้นให้


 อันนี้ถอนแล้วครับประมาณเดือนเมษายน จำได้ว่าถอนทั้งหมด 13 ไร่ ได้ 67 ตัน ราคามัน 3 บาท เปอร์เซ็นแป้ง 25 % ได้เงินเกือบ 200,000 บาท แต่หักค่าถอนค่าแรงต่าง ก็เหลือประมาณ 180,000 บาท


ผมลงคลิปไว้นานแล้วแต่เพิ่งลงbloggerช่วงนี้เอง

ไว้จะมาเขียนอีกนะครับในปีต่อๆไปเป็นอย่างไร

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2569

ตัดต้นยูคาและบันทึกการงอกใหม่หลังตัดจากสวนจริง

 เริ่มตัดวันที่ 28 สิงหาคม 2569

เริ่มตัดขายตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2569 ความสูงของต้น ราวประมาณ 12-20 เมตร อายุประมาณ 3 ปี
ดินและน้ำตามธรรมชาติ ไม่เคยใส่ปุ๋ย เลี้ยงแล้วปล่อยทิ้ง รอวันต้นเติบโตเต็มที่แล้วตัดอีกครั้งหนึ่ง

เหตุผลที่ตัดในช่วงนี้ง่ายต่อการดูแล ตัดเสร็จแล้วน้ำฝนตามฤดูฝนทำให้ต้นใหม่เจริญเติบโตได้ง่าย ไม่ต้องลงทุนรถน้ำ ช่วงที่ราคาดีก็จะเป็นช่วงเดือน พฤศจิกายน ถึง กุมภาพันธ์ ไม้ขนาดประมาณ 2-10 นิ้วมีช่วงราคาอ้างอิงราว 1100-1600 บาท/ตัน ส่วนไม้ใหญ่กว่า 10 นิ้ว อาจอยู่ประมาณ 1800-2300 บาท/ตัน  (ราคาอ้างอิงข้อมูลปี 2569 )

อีสานปลูกยูคาลิปตัสเยอะมาก น่าจะเป็นพื้นที่สำคัญปลูกยูคาลิปตัสของประเทศไทย เป็นไม้ทนแล้ง สภาพดินเหมาะดินค่อนข้างแห้งแล้งและมีอุตสาหกรรมรับซื้อไม้รองรับ ประสบการณ์ของผมพบเจอทั้งปลูกลงในแปลงใหญ่ กับปลูกตามหัวไร่ปลายนา หรือปลูกเป็นแนวรอบพื้นที่เกษตรกรรม โรงงานอุตสาหกรรมที่พบเช่นโรงงานผลิตกระดาษขนาดใหญ่มาก โรงงานไม้สับก็มี เชื้อเพลิงชีวมวล และเสาไม้ 

ค่าดินที่เหมาะกับการเพาะปลูก โดยทั่วไปเป็นดินกรดอ่อนๆ ช่วงที่เหมาะประมาณ ph 5.0-6.5 
ยูคาค่อนข้างทนสภาพดินได้ดีจึงยังขึ้นได้ในดินที่เป็นกรดมากกว่านี้ 

จริงหรือไม่ปลูกยูคา รากยูคาปล่อยสารทำให้ดินเป็นพิษจนปลูกอย่างอื่นไม่ได้

ผมคิดว่าเป็นคำตอบที่เหมารวมเกินไปหากตอบว่าใช่  จากประสบการณ์ผมว่ายูคาเป็นพืชที่โตเร็วมาก เพียง2 ปี ก็สูงเท่าตึก 2 ชั้นแล้ว หากพืชโตเร็วขนาดนั้นย่อมต้องใช้น้ำและธาตุอาหารค่อนข้างมาก ผมปลูกซ้ำมา 2 รอบแล้ว ครั้งนี้ตัดรอบที่ 3 เมื่อตัดไม้ออกไป ผมจึงไม่เคยขนกิ่งใบเปลือกออกจากพื้นที่เลย เพื่อที่ว่าธาตุอาหารอย่างไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแคลเซียมจะยังคงอยู่ในพื้นที่ รอกระบวนการย่อยสลาย โอกาสเกิดเสื่อมดินก็จะลดลง เพราะดินก็ค่อนข้างเลวร้ายอยู่แล้ว นี้คงเป็นสาเหตุมากกว่าที่ทำให้ดินเสีย ไม่ใช่รากยูคาปล่อยสารพิษทำให้ดินเสียอย่างที่เคยเข้าใจผิดกันมา

ทำไมถึงเลือกปลูกยูาลิปตัส 
ผมนั้นมีพื้นที่เล็กๆน้อยๆเยอะกระจายไปหลายพื้นที่เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับการทำสวน ซึ่งต้องใช้เวลาดูแลและแหล่งน้ำที่ต้องการอย่างเพียงพอ การปลูกยูคาจึงเป็นตัวเลือกแรกๆ ไม่ต้องใช้เวลาดูแลปล่อยให้โตตามธรรมชาติ สัก 1 ปี อาจจะหาคนมากำจัดวัชพืชบ้าง 
ตัดแล้วก็ยังแตกหน่อใหม่ได้อีก  แต่ผมก็รู้สึกว่ามันโตช้ากว่าแต่ก่อนเยอะ บางทีอาจต้องซื้อที่ตรวจค่า phของดินมาตรวจดูบ้าง

ก่อนที่ผมจะปลูกยูคา คำถามขึ้นมากมายเกิดขึ้นในใจมันจะทำให้ดินเสื่อมสภาพซึ่งผมคิดว่ามันเป็น myth จนเกินไป ผมแค่ปลูกต้นยูคาในพื้นที่ว่างเปล่าเพียงเล็กน้อย 1 ไร่กว่าเท่านั้น ไม่ได้เป็นสวนยูคาเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่จึงตัดปัญหาเรื่องความหลากลายทางชีวภาพไปได้เลย แต่ก็ไม่ได้ทิ้งประเด็นนี้ไปจนเกินไปนัก แม้จะปลูกเพียงพืชที่เพียงเล็กน้อยแต่มันให้ความรู้สึกว่างเปล่ามากๆแทบจะไม่มีผีเสื้อในสวนยูคาเลย ทั้งบรรยากาศที่ดูอ้างว่าง  ถ้ามีเวลาก็อยากจะปลูกพืชอย่างอื่นแทรกเข้าไปบ้าง 

แต่ด้านบวกยูคาก็มีเช่นกัน เนื่องจากเป็นพืชโตเร็วจึงดูดซับคาร์บอนระหว่างการเจริญเติบโตได้มากและเร็ว ในพื้นที่และเวลาค่อนข้างน้อยแต่กลับให้ไม้ปริมาณมาก 
ในด้านน้ำ ยูคามีระบบรากที่หาแหล่งน้ำได้ดีจึงต้องการน้ำมากกว่าพืชชนิดอื่นที่เป็นหญ้าหรือพืชไร่ แต่ก็ไม่ใช่ว่ายูคาดูดน้ำจนทำให้น้ำใต้ดินแห้งเสมอไป เพราะต้องวิเคราะห์ประเภทดิน ปรืมาณฝน การปลูกหนาแน่นเกินไปหรือไม่ประกอบการวิเคราะห์

ดังนั้นการปลูกที่เราไม่ได้ไปถางป่าธรรมชาติเป็นเรื่องที่ทำได้ คุณอาจจะปลูกเป็นแนวเขตหรือผสมกับพืชชนิดอื่นได้รักษาพืชด้านล่างไว้ก็จะเป็นมิตรกลับระบบนิเวศมากกว่าที่ผมปลูกอยู่ตอนนี้

ผมคิดว่าที่ผมปลูกยูคาสวนขนาด 1 ไร่ผมไท้คิดว่าเป็นการทำลายธรรมชาติโดยตัวมันเอง เราต้องใช้วิธีการจัดสรรพื้นที่เข้าช่วย 

ไว้จะมาอัพเดตเพิ่มเติม

วันนี้ 14 กันยายน 2569 มาทำการอัพเดตต้นยูคาลิปตัส  เท่ากับว่าผ่านมา 18 วันหลังตัด


และภาพใหม่เห็นการแตกยอดชัดเจนแล้ว โดยมีหน่ออ่อนหลายจุดงอกจากบริเวณโค่นต้น/ลำต้นใกล้รอยตัด ใบอ่อนตอนนี้มีสีแดงอมชมพู ซึ่งเป็นลักษณะของใบอ่อนที่ยังไม่พัฒนาเต็มที่ ต่อไปจะค่อยๆขยายและเปลี่ยนเป็นเขียวมากขึ้น เป็นการเริ่มการฟื้นตัวจาก ตาหลับ(dormant/epicormic buds ) ที่ยังมีชีวิตอยู่ใต้เปลือก หลังยอดหลักถูกตัดการควบคุมจากยอดลดลง ตาเหล่านี้จึงเริ่มเจริญเป็นหน่อใหม่
แต่เจ้าตอนี้ยังไม่แตกหน่อครับทั้งที่ตัดวันเดียวกัน น่าสนใจมากครับ ทั้งที่สองต้นนี้อยู่ใกล้กันและตอบสนองแตกต่างกัน

สาเหตุที่เป็นไปได้ เช่น ตอใหญ่มีตาหลับที่พร้อมแตกช้ากว่า , ความชื้นบริเวณรากแตกต่างกัน , รากเดิมได้รับความเสียหาย , หรือตำแหน่งที่ตักกระทบเนื้อเยื่อ/ตาที่สามารถสร้างหน่อแตกต่างกันได้

จะมาอัพเดตอีก


วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2569

ไม้กลายเป็นหินคืออะไร ? เกิดขึ้นได้อย่างไร และทำไมยังเห็นลายไม้อยู่

 


ไม้กลายเป็นหินก้อนนี้เป็นของสะสมของผมเองครับ ไม่รู้จะเขียนอะไรแต่ใจมันอยากเขียน นึกเห็นหินก้อนนี้ขึ้นมารู้สึกว่าเขามีค่าไม่น้อย 

พบเจอครั้งแรกตอนเราเข้ามาอยู่ที่บ้านหลังนี้และพบบริเวณหน้าบ้าน วางอยู่บนแผ่นหินสีแดงขนาดใหญ่ ซึ่งจากสีเนื้อผิวและแนวชั้นที่ปรากฎ คาดว่าน่าจะเป็นหินทรายสีแดง 

เหตุที่คิดว่าเป็นหินทราย คือผิวค่อนข้างเป็นเม็ดละเอียดและสม่ำเสมอ  มีแนวชั้นหรือแนวแตกเป็นแผ่น สีแดง-น้ำตาลมักเกิดจากแร่เหล็กออกไซด์ รูปร่างผิวมนและกร่อนจากสภาพอากาศ แต่ผมไม่ขอยืนยัน 100%อาจเป็นทรายแป้งหรือหินตะกอนเนื้อละเอียดชนิดอื่นก็ได้

มาพูดถึงไม้กลายเป็นหินกันดีกว่า ( petrified wood ) เจ้าก้อนนี้ผมก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นไม้อะไร ลักษณะก้อนยังคงมีแนวชั้นและพื้นผิวคล้ายเนื้อไม้อยู่ค่อนข้างชัดเจนโดยเฉพาะบริเวณด้านข้าง

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับไม้กลายเป็นหินก็คือ แม้รูปร่างและลวดลายบางส่วนจะยังทำให้เรานึกถึงต้นไม้แต่เนื้อเดิมของมันได้ผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงเป็นเวลายาวนาน แร่ธาตุที่มากับน้ำใต้ดินค่อยๆเข้าไปเกี่ยวข้องกับเนื้อเยื่อและช่องว่างภายในไม้ จนในที่สุดสิ่งที่หลงเหลืออยู่กลายเป็นหลักฐานทางธรณีวิทยาที่ช่วยบอกเล่าเรื่องราวของสภาพแวดล้อมในอดีต

เมื่อผมยกก้อนนี้ขึ้นมาดูใกล้ๆ สิ่งที่ทำให้ผมสนใจมากที่สุดคือร่องรอยของเนื้อไม้ที่ยังมองเห็นได้มันทำให้เกิดคำถามตามมาหลายอย่าง - ไม้กลายเป็นหินต้องใช้เวลานานแค่ไหน? ทำไมลายไม้จึงยังคงอยู่? สีดำ สีน้ำตาล และแดงที่เห็นเกิดจากอะไร? และเราจะรู้ได้อย่างไรว่าไม้กลายเป็นหินก้อนหนึ่งมีอายุเท่าใด

คำถามคือทำไมไม้ไม่ย่อยสลาย วิทยาศาตร์จะเป็นผู้ให้คำตอบ นั้นเป็นเพราะว่าการที่แร่ธาตุเข้าไปอุดช่องว่างและแทนที่เนื้อไม้เดิมอย่างช้าๆไม่ใช่การที่ไม้แข็งตัวเป็นหินทันที ถ้าให้เราต้องใช้จินตการก็คือต้นไม้ล้มและถูกฝังอย่างรวดเร็ว จากนั้นถูกตะกอน โคลน ทราย หรือเถ้าภูเขาไฟทับถม ทำให้อากาศและออกซิเจนเข้าไปได้น้อย (เพราะออกซิเจนเป็นตัวเร่งปฎิกิริยาย่อยสลาย)

เมื่อออกซิเจนน้อยจุลินทรีย์และเชื้อราจึงย่อยสลายไม้ได้ไม่รวดเร็ว ไม้จึงยังคงรูป วงปี เสี้ยนไม้ และโครงสร้างของเซลล์ไว้ได้ในระยะหนึ่ง

ผมนึกถึงกระบวนการทำมัมมี่ที่เนื้อเดิมของร่างกายยังคงอยู่ โดยถูกทำให้แห้ง แช่แข็ง หรือใช้สารต่างๆยับยั้งการเน่าเปื่อย แต่ไม้กลายเป็นหินนั้น เนื้อไม้เดิมค่อยๆสลายไป แล้วแร่ธาตุจากน้ำใต้ดินเข้าไปเติมช่องว่างและแทนที่เนื้อไม้ จนองค์ประกอบส่วนใหญ่กลายเป็นหิน

"มัมมี่รักษาเนื้อเดิมเอาไว้ ส่วนไม้กลายเป็นหินรักษารูปร่างและโครงสร้างเดิมไว้ด้วยแร่ธาตุ"

ฟอสซิลไดโนเสาร์ดูจะใกล้เคียงไม้กลายเป็นหินมากกว่าด้วยกระบวนการที่คล้ายกันคือแร่ธาตุเข้าไปเติมรูพรุนภายในกระดูกจึงเกิดเป็นฟอสซิล


นอกจากมีคุณค่าทางธรณีวิทยาแล้ว ไม้กลายเป็นหินบางชิ้นยังถูกตัดและขัดเงาเพื่อทำเป็นเครื่องประดับ เนื่องจากเนื้อไม้เดิมถูกแทนที่ด้วยแร่ที่มีความแข็ง ทำให้ปรากฎสีสันและลวดลายตามธรรมชาติที่ไม่ซ้ำกัน อย่างไรก็ตาม การนำมาแปรรูปควรคำนึงถึงแหล่งที่มาและคุณค่าทางวิทยาศาสตร์


ภาพประกอบที่สร้างโดย AI ครับ

ความแข็งแรงของหินกลายเป็นเครื่องประดับซึ่งผ่านการตัด เจียระไน และขัดเงา โดยยังคงปรากฎลวดลายของเนื้อไม้และสีจากแร่ธาตุ เหตุที่มีสีต่างกันเพราะเนื้อไม้ส่วนใหญ่เปลี่ยนเป็นแร่ซิลิกา เช่น ควอตซ์หรือแคลซิโดนี  มีความแข็ง ทนทาน ขัดเงาสวยงาม แต่ละชิ้นมีลายไม่เหมือนกันคือลายเสี้ยน วงปี สีจากแร่ธาตุ เช่น เหล็กทำให้เกิดสีแดง-น้ำตาล แมงกานีส ทำให้เกิดสีดำ-ม่วง


หากพูดถึงเราคา-มูลค่าทางตลาด สินค้าที่มีราคาสูงคือ ลายไม้เดิมชัด สีสวยหายาก และไม่มีรอยแตกร้าวโดยเรียงคราวๆดังนี้

1. ไม้กลายเป็นโอปอล ชนิดที่มีประกายเหลือบสีเมื่อหมุนรับแสง หายากและราคาสูง

2. สีหายากเช่น สีฟ้า เขียว ม่วง หรือหลายสีในก้อนเดียว

3. ลายวงปีหรือหน้าตัดเซลล์ไม้ชัดเจน

4. ลายภาพธรรมชาติ คือ ลายคล้ายภูเขา แม่น้ำ ท้องฟ้า

5. ลายตัดกันหลายสีและจัดวางสมดุล

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2569

จากป่าเหนือสู่สวนอีสาน : ทดลองปลูกต้นสแล

 บันทึกเริ่มปลูก 29 พฤษภาคม 2569

                                                              ถ่าย: 30 สิงหาคม 2569

รู้จักต้นสแล ผักพื้นบ้านภาคเหนือ ดอกและผลอ่อนกินได้ ปลูกที่อีสานได้ไหม

ดอกสแลเป็นผักพื้นบ้านของภาคเหนือที่น่าสนใจ ผมรู้จักครั้งแรกจากใน Tiktok ฝรั่งมาเที่ยวเมืองไทย เชียงใหม่ ชอบอาหารไทยกินทุกอย่างแล้วผัดไทยต้มยำกุ้งจึงอยากลองทานอย่างอื่นบ้างไปเดินตลาดเจอแกงสแล  ผมเป็นคนไทยได้ยินครั้งแรกจากต่างชาติเลยอยากกินบ้าง ทดลองปลูกซื้อมาจาก Shoppee ราคาต้นละ 35 บาท ซื้อมา 2 ต้น โดยวิธีการปักชำ

ต้นสแลนี้ต้นนี้ผมปลูกลงดินโดยตรง บริเวณโคนต้นมีเศษใบไม้แห้งและวัสดุจากธรรมชาติปกคลุมพื้นดินอยู่โดยรอบ (อีสานอากาศร้อนดินแห้งเร็ว) ทำให้โคนต้นยังคงมีความชื้น และเมื่อวัสดุเหล่านี้ย่อยสลายก็จะค่อยๆกลายเป็นอินทรียวัตถุในดิน

จากโคนต้นขึ้นมา ลำต้นของสแลยังมีขนาดค่อนข้างเล็ก ตั้งแต่ที่ผมซื้อมาครั้งแรกก็ขนาดเท่านี้ยังไม่โตเท่าไหร่นัก ก็สมกับเป็นต้นที่ยังอยู่ในช่วงเจริญเติบโต ลำต้นช่วงล่างมีสีน้ำตาลอมเทา ผิวค่อนข้างเรียบ ก่อนจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมเขียวและเขียวมากขึ้นเมื่อไปหากิ่งและยอดที่ยังอ่อน

ลำต้นของมันไม่ได้ตั้งตรงเป็นเสาเพียงลำเดียว แต่เริ่มแตกกิ่งและทอดตัวออกด้านข้าง หลายทิศทางบางกิ่งค่อนข้างเรียวยาว ซึ่งเข้ากับลักษณะของสแลที่สามารถเจริญเป็นไม้พุ่มหรือไม้รอเลื้อยได้ เมื่อยังเล็กสามารถตั้งต้นและแตกกิ่งได้เอง แต่เมื่อเจริญยาวขึ้นสามารถทอดพาดอาศัยต้นอื่นเป็นที่พยุงได้
( ไม้รอเลื้อย scandent shrub ) 

ผมถ่ายภาพล่าสุดใบมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับลำต้น เป็นใบเดี่ยว รูปร่างตั้งแต่รีไปจนถึงค่อนข้างยาว ปลายใบเรียวแหลม โคนใบค่อนข้างมน ขอบใบมีรอยจักคล้ายฟันเลื่อย

แผ่นใบที่โตเต็มที่มี สีเขียวเข้ม  ผิวใบดูค่อนข้างสากและมีเส้นใบชัดเจน โดยเฉพาะเส้นกลางใบที่ทอดจากโคนไปถึงปลายใบ และมีเส้นใบย่อยแผ่ออกไปทางขอบใบ ใบสแลจึงสังเกตง่าย

บริเวณปลายกิ่งและยอดกำลังมี ใบอ่อนสีเขียวอ่อน แตกออกมาใหม่หลายใบ สีของใบอ่อนแตกต่างจากใบแก่ด้านล่างอย่างเห็นได้ชัด และกิ่งอ่อนบริเวณนี้ยังมีสีเขียวอยู่ การที่ต้นกำลังผลิยอดใหม่เช่นนี้อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่า ในช่วงที่ถ่ายภาพต้นยังมีการเจริญเติบโตอยู่

บางใบของต้นมีร่องรอยถูกแมลงกัดกิน โดยเฉพาะบริเวณขอบและปลายใบ มีส่วนของแผ่นใบหายไปเป็นหย่อมๆแต่เมื่อดูทั้งต้นแล้ว ความเสียหายยังไม่มากนัก และต้นก็ยังมีใบสมบูรณ์จำนวนมากพร้อมกับแตกยอดใหม่ต่อไป

นับแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผมปลูก ผมคิดว่าต้นสแลของผมในวันนี้อายุน้อยกำลังสร้างลำต้น กิ่ง และใบ ยังไม่เห็นช่อดอกและผล การได้เห็นยอดอ่อนค่อยๆแตกออกมาน่าสนใจมาก เพราะเป้าหมายหนึ่งที่ผมนำสแลมาปลูกก็คือ อยาหเห็นว่าต้นสแลที่ปลูกอยู่ที่ อีสาน จะเติบโตถึงวันที่ออกดอกให้ผมเก็บมาทำอาหารได้หรือไม่




วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ปลูกผักหวานป่าใต้ต้นแค ทำไมต้องมีต้นพี่เลี้ยงและช่วยให้ร่มเงาอย่างไร



แม้จะฤดูฝนแต่อากาศร้อมมาก ร้อนแบบผิดปกติจนคุณรู้สึกแสบที่ผิว ถ้าคุณรักต้นไม้แล้วละก็คุณก็อยากจะกางล้มให้มันใช่ไหมครับ ผักหวานชุดนี้เราได้เพาะขึ้นมาใหม่เมื่อปีที่แล้ว ลงปลูกไว้เป็นปีต้นก็ยังไม่โตหนัก (เป็นคนละชุดการเพาะผักหวานกับที่เคยลงบทความไปเพียงแต่ชุดนี้ไม่ได้นำมาเผยแพร่เป็นบทความและปลูกกันคนละพื้นที่) 

ผักหวานนั้น10ปีก็ตายแล้ว เราก็จะปลูกทดแทนไว้ไม่ให้ขาดช่วง ย้อนไป10กว่าปีที่แล้วถ้าปลูกหน้าฝนนั้นไม่ต้องดูแลมากต้นก็แตกกิ่งได้ดี แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้วครับเห็นได้ชัดว่าอากาศร้อนขึ้นมาก จากในรูปได้ทำที่บังแดดให้ผักหวานแล้วแต่ไม่น่าจะเพียงพอ จึงไปซื้อต้นแคมาปลูกเพื่อให้ร่มเงาเพื่อที่จะไม่ต้องรดน้ำปล่อย ปล่อยให้เขาดูแลกันเอง แต่ต้นแคร์ได้ตายครับเพราะโดนยาเคมีฆ่าหญ้า โดนละอองเพียงน้อยนิดก็ตายได้นี่เป็นประสบการณ์อันน่าจดจำ
 

หินก็อาจจะวางในตำแหน่งใกล้ลำต้นจนเกินไปจึงจำลองภาพการปลูกใหม่ตามภาพ


เราปลูกผักหวานมานานรู้จักนิสัย พวกเขาชอบดินที่มีความชื้นพอสมควรแต่ไม่แฉะ การวางหินก็เพื่อช่วยบังแดดที่ผิวดิน ลดการระเหยของน้ำ กักเก็บความชื้น หินจึงช่วยรักษาความชื้นบริเวณรากได้ อีกทั้งยังช่วยให้จำตำแหน่งต้นเล็กๆได้ไม่เผลอเหยียบหรือถอนทิ้ง

เราอาจจะวางหินใกล้โค่นต้นจนเกินไป อากาศถ่ายเทไม่สะดวก แต่พื้นที่ตรงนี้ใบไม้เยอะ อินทรียวัตถุเราใส่ไปค่อนข้างเยอะช่วยเพิ่มความเย็นให้พืชในระดับนึง

to be continue


ผมได้นำแคแดงต้นหใม้มาปลูกทดแทนแคต้นเก่าที่ตายไป  โดนหนอนcaterpillar กินใบก้านไปหลายกิ่ง เห็นกันไหมครับหนอนตัวยาวสีเขียวเกาะบริเวณก้านใบ ผมถ่ายภาพนี้เมื่อวันที่ 14 กันยายน หลังจากต้นเก่าตายก็ได้ปลูกต้นใหม่ทันที ก็แปลกใจก็หลายวันทำไมต้นไม่โตเลยเลยเพราะต้นเก่าที่ตายไปโตเร็วมากครับ แต่ต้นเก่าเป็นต้นแคชนิดดอกสีขาว  เมื่อสังเกตชัดๆอีกครั้งนึงจึงเจอหนอนสีเขียวกินก้าวใบไปหลายก้าน ฆ่าไป 4 ตัวครับ 

ภาพนี้ถ่ายอีกมุมนึง หนอนวางตัวพรางไปกับกิ่งแคได้ดีครับ น้องเก่งในการพรางตัวมากกว่าผมจะเห็นต้นโทรมไปมากครับ อาจจะต้องทำการทดลองจับหนอนมาเลี้ยงว่าจะโตเป็นผีเสื้อชนิดใด


วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2569

หนอนผีเสื้อหางติ่งกินใบมะกรูดคือหนอนอะไร? โตขึ้นเป็นผีเสื้ออะไร

 

จับผู้ร้ายได้แล้วมันคือหนอนผีเสื้อหางติ่งกินใบมะกรูดเกือบหมดต้น ปล่อยไว้ต้นเหลือแต่ก้านแน่นอนครับ จึงจำเป็นต้องกำจัดทิ้ง เป็นพืชที่ปลูกไว้เป็นสมุนไพรประจำบ้าน ต้นไม่โตเพราะถูกกินใบนี้แหละ

แต่โตไปเป็นผีเสื้อแล้วสวยมากนะครับผมลองค้นข้อมูลแล้ว สีดำ มีแต้มจุดสีดำ เหลือง หรือแดง ปีกแผ่กว้างโค้งเหว้าไปด้านข้าง เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของผีเสื้อชวนเป็นสิ่งล้อตาหรือสัตว์ทั่วไปกลมเกลือนไปกับธรรมชาติยามเช้ายามมันโปยบินหาอาหารกิน


ภาพวงจรหนอนผีเสื้อครับผู้เป็นตัวร้ายขโมยใบมะกรูดผมกิน

จุดประสงค์ที่แรกผมปลูกต้นมะกรูดเพื่อหวังผลมะกรูดมาใช้งาน ตั้งใจแต่แรกคือต้องการน้ำมะกรูดเพื่อมาผสมกับน้ำยาล้างจานที่ทำเพื่อใช้เองในครอบครัว (ซื้อหัวเชื้อได้นะครับที่ สกต ประจำอำเภอ) แต่ดูแล้วน่าจะต้องปรับแผนเล็กน้อย

มีพืชอีกหลายชนิดที่เป็นแหล่งอาหารของมันเช่น มะนาว พืชตระกูลส้ม ส้มโอ และกินเกินขนาดเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว การเป็นช่วงตัวหนอนต้องสะสมวัตถุดิบเพื่อสร้างร่างกายเพื่อเตรียมเข้าดักแด้

สารอาหารที่หนอนได้จากใบมะกรูดเช่น

คาร์โบไฮเดรต/น้ำตาล --เป็นแหล่งพลังงานสำหรับการเคลื่อนไหว การกิน การเจริญเติบโต

โปรตีนและกรดอะมิโน-- สำคัญต่อการสร้างกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อ เอนไซม์ หากได้รับเพียงพอร่างกายจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

ไขมันและกรดไขมัน-- ใช้สร้างเยื่อหุ้มเซลล์และสะสมเป็นพลังงานสำคัญในช่วงดักแด้

วิตามินและแร่ธาตุ เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม  แมกนีเซียม และธาตุรองต่างๆ

น้ำ--- ใบสดเป็นแหล่งน้ำหลักของหนอน จึงไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำโดยตรง

ใบมะกรูดมีน้ำมันหอมระเหยและสารพฤกษเคมี สัตว์หลายชนิดจึงไม่กินใบมะกรูด แต่หนอนผีเสื้อแตกต่างออกไป พวกเขารับมือกับสารระเหยเหล่านี้ได้

จุดที่พบหนอนผีเสื้อหางติ่งโดยครอบคลุมทั้งประเทศการสืบพันธุ์และขยายพันธุ์จึงไม่ใกล้ชิดจนเกินไป จึงมีความหลากหลายทางด้านยีนDNA ตัวที่แสดงความหลากหลายคือสี ลวดลายของปีกผีเสื้อ ถ้าเราลองมองเปรียบเทียบกับเสือโคร่งเบงกอลที่ใกล้สูญพันธุ์จะมีลายและจุดคล้ายๆกันเนื่องจากพื้นที่ป่าในการล่าสัตว์น้อย เสือไม่สามารถขยายการสืบพันธุ์ไปยังเขตพื้นที่อื่นๆได้จึงใช้เหตุนี้มองเปรียบเทียบกันได้กรณีมีความหลากหลายทางพันธุกรรมไหม

ถ้าหนอนผีเสื้อหางติ่งกินใบมะกรูดได้โดยไม่แพ้สารระเหยในใบมะกรูดแล้วชอบกินมากๆ แต่แมลงชนิดอื่นกับหลีกเลี่ยงที่จะกินมัน เรื่องนี้งานทดลองวิทยาศาสตร์ให้คำตอบกับคุณได้
งานวิจัยที่น่าสนใจคือ สารเหม็นในตัวหนอนที่สามารถนำไปทดสอบกับมดแล้วมดวิ่งนี้ คุณสามารถต่อยอดการศึกษาเรื่องนี้ได้ทาง nature.com ผมมองว่างานทดลองนี้น่าสนใจมีประโยชน์ต่อมนุษย์มาก หนอนที่พบหลังบ้านผมจะไม่ธรรมดาแล้ว ไม่ได้เป็นแค่ศัตูพืชธรรมดา

:ชุดบทความสำรวจครัวหลังบ้าน


วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เที่ยวงานเทศกาลดอกเบญมาศ ชมดอกเบญจมาศหลากสี พร้อมเรื่องน่ารู้


 ไปเที่ยวหลายปีแล้ว แต่เพิ่งกลับมาเขียน blog เลยเพิ่งได้ลงภาพ ที่นี่จากวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เป็นงานเทศกาลดอกเบญจมาศ ( Chrysanthemum ) ช่วงเดือนกุมภาพันธุ์ของทุกปี เป็นดอกทรงกลมและซ้อน

เคยคิดจะปลูกที่บ้านอยู่ครับแต่หาที่ที่มีแดดทั้งวันยังไม่ได้ ถ้าปลูกแล้วไม่รู้จะสวยเมื่อในงานไหม


สีขาวก็สวยครับ เขาจัดปลูกเป็นแถวคล้ายทุ่งลาเวนเดอร์ สวยงามตราตรึงดี แต่นึกๆเคยเห็นคนปลูกริมรั้วก็เยอะอยู๋นะบ้านคนไทยชอบปลูกกันสลับสี หรือไม่ทุกวัฒนธรรมเอเชียคุณต้องเจอแน่ๆ ดอกจุดเด่นบ้านใครปลูกสวยแน่นอน เพราะทรงก็คล้ายดอกทานตะวันอยู่นะกับดอกเดซี่

คนมาเที่ยวบางคนซื้อกลับไปด้วยมั้งหรือยังไงไม่แน่ใจจะได้กลับบ้านไปแบบเป็นช่อเลย


อันนี้ก็เบญมาศนะไม่ใช่ดอกดาวเรือง ดอกใหญ่สดใส นี่ว่าคนชอบถ่ายรูปจุดนี้เยอะมาก


ในเอเชียเป็นดอกไม้ความหมายดี แต่ในยุโรปเคยเห็นจากในหนังเหมือนจะเป็นดอกไม้ที่เกี่ยวกับสุสานหรือรำลึกถึงผู้ตาย ไม่ใช่ดอกไม้ที่ใช้มนโอกาสงานมงคล

ในงานพอจะได้ความรู้อยู่บ้างนะถ้าอยากได้ดอกสวยใหญ่จะต้องเด็ดตาข้างออกก็จะเหลือดอกยอดเพียงดอกเดียว สารอาหารจึงพุ่งไปที่ปลายดอกเพียงดอกเดียว กับการควบคุมแสงกลางวันและกลางคืน

วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Pet Graves in My backyard

 A pet graves is one of the things you can find in my backyard. If you read documentary or magazines, you will often come across stories about graves and burial sites. They tell us stories about the past - what happened before us, where we came from, and how people once lived.


I'll start with Thailand. Here, when pets die, they are usually cremated or buried. For people, however, cremation is by far the most common practice. This is quite different from many parts of Europe and America, where burial is still common.


I have quite a lot of land, so I usually bury my pets when they pass away. Sometimes they are cremated, but not very often. I could never bring myself to do the cremation myself. I would have to ask someone else to do it because I simply couldn't bear to watch. Traditionally, cremation requires careful tending of the body so that it is completely consumed by the fire.


Thai people love their pets. Dogs and cats can be like children to their owners. So when a beloved pet dies, the funeral or farewell ceremony often depends on what the owner can afford and what they believe is appropriate. Some people keep the ashes or bones, some scatter them in a river, and the carbon they contain back to the nature.


But cremation also makes me think about something else. When everything is burned and eventually disappears, there may be left for future generations to discover and study. Graves on the hand, can preserve traces of the past and tell stories long after the people or animal are gone.


I have read magazines and articles about ancient times, and one thing we often discover is that animals were buried close to the people who had cared for them when they were alive. In a way , those graves tell us that the bond between humans and animals is not something new. It has been with us 


I was thinking about the explorers who enjoy searching for old objects along the river Thames in London. They discover ancient coins and every objects that were dropped or lost in the river, some of them dating as far back as the Ranaissance. There are people who share these discoveries on Instagram as well, known as "Mudlarks"


Human graves from the past are similar in a way. We find jewelry pottery coins valuable objects and even gold buried with the dead. These objects can tell us about the people who once owned them-their social status, their wealth and the class they belonged to.


What we leave behind in our graves may help people in the future understand who we were and how we lived. Nothing in today's world in certain. For all we know the world could end tomorrow.


That is why I believe leaving knowledge behind for future generations is incredibly valuable. The things we leave behind may one day become clues to our lives, just as the objects we discover from the past allow us to understand the people who lived hundreds or even thousands of years before us.

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569

becoming an Explorer


 From the photo, I'm fairly confident that is a butterfly , not a dragonfly. 

It most distinctive features are the orange-yellow and black wings, with broad black marking along the edges and pale or white spots within the black areas. Its overall shape and wing pattern suggest that it belongs to the family Nymphalidae ( brush-footed butterflies), particularly a group of orange-and-black butterflies such as Lacewings or their close relatives.

However, I would not claim 100% certainly from these photographs alone

I picked up of National Geographic for the first time in a very long while. It costs 170 baht an issue now-pretty expensive!

After finishing it, I suddenly felt like becoming an explorer myself. And of course, the best place to start is my own backyard.


I want to get closer to nature and find some time to relax. No matter who you are , stress is something we all have to deal with.


I came across this little creature in my backyard, and it was incredibly beautiful and immediately caught my eye. It's the rainy season in Thailand now, so there are insects everywhere-butterflies , bees, dragonflies, caterpillars, and many more.


I don't live in the city, so these are kinds of things you can see around my home everyday

I think this little backyard exploration is going to be fun, and I'd like to keep doing it.