วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569

บันทึกปลูกมันสำปะหลังปี 2566-2567

 


หลายอย่างถ้าพูดในคลิปจะไม่น่าสนใจเลยกับประสบการณ์ที่ผ่าน ผมจึงตัดสินใจเขียนบทความย้อนหลัง ปี 2566 เป็นปีแรกของการเริ่มปลูกมันสำปะหลัง เป็นความท้าทายวัยรุ่นแบบใหม่ที่ไม่เคยทำในชีวิต

ผมบันทึกรายการค่าใช้จ่าย-การลงทุน ไว้จึงสมารถถ่ายทอดประสบการณ์พอจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านได้บ้างในฐานะมือสมัครเล่นคนนึง

ปีแรกเริ่มต้นเดือนเมษายน 2566 ปลูกครั้งแรกนั้นลงทุนไม่มากนัก มีเพียงพันธุ์มันสำปะหลังที่ต้องซื้อเพิ่มเติมให้พอจำนวนทั้งหมด 13 ไร่  การลองพื้นปุ๋ยจำนวนเล็กน้อยเหตุเพราะว่าผู้ที่ทำไร่ก่อนหน้านี้ลงปุ๋ยคอกหมู ไก่ ไว้เยอะเมื่อเขาเลิกทำผมจึงได้มาทำไร่ต่อจึงไม่ต้องลงทุนปุ๋ยอินทรีมากนัก ธาตุอาหารอินทรียวัตถุยังมีพอสมควร จึงใช้ปุ๋ยรองก่อนปลูกเพื่อปรับสภาพดินเสื่อมโทรม กระตุ้นให้รากเดินไวและดกขึ้นโดยไม่ต้องแช่ทอนพันธุ์ ผมเลือกใช้ยี่ห้อ ทอชหรือเต่าบินหรือเต่าเทอโบ ตามแต่ว่าหาซื้อสะดวก ซื้อปุ๋ยรองพื้นเก็ยไว้ประมาณ 7 กระสอบ  ในช่วงเดือนเมษายนนี้เป็นช่วงของการเตรียมดิน เริ่มจากการไถครั้งแรกเพื่อพลิกหน้าดิน กลบหญ้าและเศษพืช ไถดินทิ้งไว้รอให้ฝนตก เมื่อฝนตกลงมาหนักๆครั้งแรกขนาดถึงว่าดินชุ่มมากๆ รอให้น้ำระเหยสัก 1-2 วันหรือมากกว่า เพื่อไปสู่การไถครั้งที่สองหรือเรียกว่าไถแปรปลูก  ในวันไถแปรนั้น ผมจะจ้างคนงานไปพร้อมกันสำหรับหว่านปุ๋ยรองพื้น  ตรงนี้ดินก้อนใหญ่จะเล็กลง ทำให้ดินร่วนและพื้นที่สม่ำเสมอ โดยผมเลือกที่จะไม่ยกร่องมันปลูก 

เช่นว่าผมปลูกวันที่ 3 พฤษภาคม 2566 ผมจะไถแปรปลูกในวันที่ 2 พฤษภาคม 2566 โดยจ้างคนงานทั้งไปไถ่ไร่กับจ้างคนงานไปหว่านปุ๋ยรองพื้น 

ตรงนี้เป็นเรื่องที่ยากที่สุดเลยก็ว่าได้คือต้องหาคนงานไถไร่ คนงานหว่านปุ๋ยรองพื้น และคนงานปลูกมันจะต้องนัดเวลากันไว้ให้ดี คือผมต้องการให้ไถแปรแล้วปลูกเลย

ผมปลูกมันวันที่ 3 พฤษภาคม 2566 หลังจากวันที่ปลูกแล้ว ฝนก็ทิ้งช่วงไปยาวนานมากไม่ตกไปเกือบ 3 สัปดาห์ ผมกลับไปตรวจแปลงอีกทีวันที่ 2 มิถุนายน 2566 ซึ่งฝนได้ตกลงมาประมาณปลายเดือนพฤษภาคม 2566 ผลที่ได้คือมันตายไปเป็นจำนวนมาก  นับว่าเป็นประสบการณ์ครั้งแรกของการปลูกมันเลย เสียหายไปค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่กล้าไถ่ทิ้งเพื่อปลูกใหม่เพราะกลัวฝนทิ้งช่วงอีก


รอจนกระทั่ง 18 มิถุนายน 2566 มันสำปะหลังอายุได้ประมาณ 45 วัน  ใบสำปะหลังก็ถือว่าอยู่ในช่วงสำคัญของการตั้งตัว และเริ่มสร้างระบบราก ท่อนพันธุ์แตกราก ยอดเริ่มพุ่ง ใบมันเกิดหลายชุด เริ่มสร้างลำต้น ผมปลูกพันธุ์ระยอง 81 ก็ถือว่าสร้างลำต้นและใบได้เร็ว หากเป็นสายพันธุ์อื่นจะสูงกว่านี้เช่นพันธุ์อิทธิ ห้วยบง 

ไม่นานหลังจากนี้ผมหาคนไปฉีดยากำจัดวัชพืช ฉีดแบบเผาไหม้ จะไม่ฉีดดูดซึมในช่วงนี้เด็ดขาดเพราะยาแรงมากต้นไม้จะตายเอา ทั้งหมดจ้างแรงงานเสียดายผมทำบัญชีไว้ไม่ละเอียดในปีแรกจึงบอกกล่าวผู้อ่านไม่ได้ ยาที่ใช้ฉีดเป็นยี่ห้อ เฮอร์ต้า-เอ็ก ผสมจับใบ เพียงเท่านี้ก็สามารถคุมวัชพืชไปได้อีกหลายเดือน 

กระทั่งถึงสิ้นเดือนมิถุนายนผ่านไปเพียงแค่ 10 แตกลำต้น ใบกว้างขึ้น ทรงพุ่มเริ่มคลุมดิน ใบของต้นข้างๆเริ่มเข้าใกล้กันแล้ว ระบบรากใต้ดินพัฒนาเร็ว และรากบางส่วนเริ่มเปลี่ยนเป็นรากสะสมอาหารหรือหัวมันสำปะหลังแต่หัวยังเล็กอยู่และไม่มีแป้ง  ก่อนหน้านี้ผมฉีดเผาไหม้ไปแล้วใช่ไหมครับ ก็จะไม่มีพืชแย่งน้ำและอาหารเขาจึงโตได้เร็ว จำได้ว่าช่วงนั้นผมซื้อปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 กับ ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 มาหว่านกระตุ้นการเจริญเติบโตไปอีก 


14 กรกฎาคม 2556 เราก็จะได้อายุมัน 60 กว่าวันแล้ว สังเกตว่าต้นชิดกันหมดแล้ว คลุมหน้าดินกันทั้งหมด ใบกว้างเป็นแฉกกว้างรับแสงได้เต็มที่ บวกกับช่วงนี้ฝนตกบ่อยติดต่อกันจึงเจริญเติบโตเร็วครับ เป็นช่วงที่ผมชอบมากมันอุดมสมบูรณ์ไม่มีโรค แต่ต้นมันก็ตายไปเยอะจากตอนที่ปลูกแล้วฝนไม่ตกไป 3 สัปดาห์ 


อันนี้ได้ 3 เดือนแล้ว ต้นน่าจะสูง 150 เซนติเมตรได้แล้ว ผมแทบจะไม่มีทางเดินเข้าไปด้านในได้เลย ชอบมากจริงๆช่วงนี้ ได้เห็นใบไม้พริ้วไปกับลมในระยะสายตา ช่วงนี้ก็ไม่มีวัชพืชเลยเพราะใบมันสำปะหลังคลุมดินหมดแล้ว 

 
อายุมันได้เกือบ 4 เดือน ผมฉีดปุ๋ยเกร็ดไปอีกครับ ตอนนั้นขยันมากก็เอาสูตรมาจากช่อง youtube อื่นๆ เก็บประสบการณ์ไปเรื่อยๆครับ  ช่วงนี้ลำต้นจะใหญ่มากใบด้านล่างจะเริ่มร่วงแล้วเป็นสัญญาณว่าแป้งมันเริ่มลงหัวแล้ว 



มัน 5 เดือนแล้วผมก็ฉีดปุ๋ยเกร็ดลงหัวมันอีกครับ บอกเลยว่าปีแรกๆขยันจริง มันก็ท่วมหัวแล้ว สูตรลงหัวมันผมก็ได้มาจากyoutube จำช่องพี่เขาไม่ได้แล้ว แล้วหลังๆเขาก็ไม่ลงคลิปเลยครับ ก็เป็นบูม99 + ปุ๋ยเกร็ด 0- 0-60 โดยฉีดลงที่โค้นต้นเลยครับ ส่วนถังฉีดยาก็ซื้อจาก shoppee ราคาหลักร้อยครับไม่แพงมาก

ช่วงมันอายุ 4 เดือนขึ้นไปแล้วถึงจะเริ่มฉีดปุ๋ยสูตรลงหัว ผมเคยเจอบางช่องแนะนำให้ปุ๋ยลงหัวตั้งแต่ 3 เดือนแต่ผมไม่เชื่อถือในความคิดนั้นเพราะว่าลำต้นมันยังอ่อนอยู่เลยครับ เขาสามารถที่จะเจริญเติบโตเป็นลำต้นที่แข็งแรงได้อีก หากใส่ปุ๋ยลงหัวที่มันยังอายุน้อยๆ ผมว่าลำต้นจะชงักเป็นผลเสียมากกว่า 


อันนี้คือมันสำปะหลัง 6 เดือนแล้ว หัวมันเกิดและขยายขนาดไปเยอะเลยครับ รากสะสมอาหารหลายรากอวบหนาและยาว กลายเป็นหัวที่เห็นชัดเจนรอบโคนต้น แต่ยังมีเวลาเพิ่มน้ำหนักและสะสมแป้งต่อไปอีกหลายเดือนครับ  ผมโกยดินดูต่อต้นจะหลายหัว โกยหลายๆหลุมจำนวนและขนาดก็แตกต่างกันอยู่นะครับ อาจจะเป็นเพราะระยะการปลูก การรับแสงของพืชไม่เสมอกัน ในจะปุ๋ยที่ได้รับ แล้วปีแรกผมโชคดีมากๆที่ไม่เจอโรคใบด่าง โรคเพลี้ยแป้ง

หลังจากนี้ไม่นานผมก็ฉีดยาฆ่าหญ้าอีกครั้งหนึง โดยใช้สูตร เฮอร์ต้า-เอ็ก เผาไหม้ + ไกลโฟเสต ดูดซึม+ จับใบ ช่วงนี้มันสำปะหลังโตใหญ่แล้ว ลงดูดซึมได้เลยครับ แล้วหลังจากนี้จนถอนมันผมก็จะไม่ฉีดยาฆ่าหญ้าอะไรอีกแล้ว 



จนมันสำปะหลังอายุ 9 เดือน ใบนั้นร่วงจนเกือบหมด เหลือเพียงยอดด้านบน ผลจากการฉีดหญ้าครั้งสุดท้ายประมาณเดือนที่ 6 ผ่านฤดูหนาวจนกระทั่งฤดูร้อนเดือนเมษายน จะเห็นว่าไม่มีวัชพืชตกค้างอยู่เลย การกำจัดหญ้าในครั้งที่2ได้นับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากครับ หากทำไม่ดี ในเดือนที่9-10หญ้าจะรกมาก ก็จะยุ่งยากสำหรับการตัดแนวพันธุ์ต้นมันในครั้งต่อ คุณอาจจะหาคนงานยากหรืออาจต้องขึ้นเงินจูงใจแรงงานให้ตัดต้นให้


 อันนี้ถอนแล้วครับประมาณเดือนเมษายน จำได้ว่าถอนทั้งหมด 13 ไร่ ได้ 67 ตัน ราคามัน 3 บาท เปอร์เซ็นแป้ง 25 % ได้เงินเกือบ 200,000 บาท แต่หักค่าถอนค่าแรงต่าง ก็เหลือประมาณ 180,000 บาท


ผมลงคลิปไว้นานแล้วแต่เพิ่งลงbloggerช่วงนี้เอง

ไว้จะมาเขียนอีกนะครับในปีต่อๆไปเป็นอย่างไร

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2569

ตัดต้นยูคาและบันทึกการงอกใหม่หลังตัดจากสวนจริง

 

เริ่มตัดขายตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2569 ความสูงของต้น ราวประมาณ 12-20 เมตร อายุประมาณ 3 ปี
ดินและน้ำตามธรรมชาติ ไม่เคยใส่ปุ๋ย เลี้ยงแล้วปล่อยทิ้ง รอวันต้นเติบโตเต็มที่แล้วตัดอีกครั้งหนึ่ง

เหตุผลที่ตัดในช่วงนี้ง่ายต่อการดูแล ตัดเสร็จแล้วน้ำฝนตามฤดูฝนทำให้ต้นใหม่เจริญเติบโตได้ง่าย ไม่ต้องลงทุนรถน้ำ ช่วงที่ราคาดีก็จะเป็นช่วงเดือน พฤศจิกายน ถึง กุมภาพันธ์ ไม้ขนาดประมาณ 2-10 นิ้วมีช่วงราคาอ้างอิงราว 1100-1600 บาท/ตัน ส่วนไม้ใหญ่กว่า 10 นิ้ว อาจอยู่ประมาณ 1800-2300 บาท/ตัน  (ราคาอ้างอิงข้อมูลปี 2569 )

อีสานปลูกยูคาลิปตัสเยอะมาก น่าจะเป็นพื้นที่สำคัญปลูกยูคาลิปตัสของประเทศไทย เป็นไม้ทนแล้ง สภาพดินเหมาะดินค่อนข้างแห้งแล้งและมีอุตสาหกรรมรับซื้อไม้รองรับ ประสบการณ์ของผมพบเจอทั้งปลูกลงในแปลงใหญ่ กับปลูกตามหัวไร่ปลายนา หรือปลูกเป็นแนวรอบพื้นที่เกษตรกรรม โรงงานอุตสาหกรรมที่พบเช่นโรงงานผลิตกระดาษขนาดใหญ่มาก โรงงานไม้สับก็มี เชื้อเพลิงชีวมวล และเสาไม้ 

ค่าดินที่เหมาะกับการเพาะปลูก โดยทั่วไปเป็นดินกรดอ่อนๆ ช่วงที่เหมาะประมาณ ph 5.0-6.5 
ยูคาค่อนข้างทนสภาพดินได้ดีจึงยังขึ้นได้ในดินที่เป็นกรดมากกว่านี้ 

จริงหรือไม่ปลูกยูคา รากยูคาปล่อยสารทำให้ดินเป็นพิษจนปลูกอย่างอื่นไม่ได้

ผมคิดว่าเป็นคำตอบที่เหมารวมเกินไปหากตอบว่าใช่  จากประสบการณ์ผมว่ายูคาเป็นพืชที่โตเร็วมาก เพียง2 ปี ก็สูงเท่าตึก 2 ชั้นแล้ว หากพืชโตเร็วขนาดนั้นย่อมต้องใช้น้ำและธาตุอาหารค่อนข้างมาก ผมปลูกซ้ำมา 2 รอบแล้ว ครั้งนี้ตัดรอบที่ 3 เมื่อตัดไม้ออกไป ผมจึงไม่เคยขนกิ่งใบเปลือกออกจากพื้นที่เลย เพื่อที่ว่าธาตุอาหารอย่างไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแคลเซียมจะยังคงอยู่ในพื้นที่ รอกระบวนการย่อยสลาย โอกาสเกิดเสื่อมดินก็จะลดลง เพราะดินก็ค่อนข้างเลวร้ายอยู่แล้ว นี้คงเป็นสาเหตุมากกว่าที่ทำให้ดินเสีย ไม่ใช่รากยูคาปล่อยสารพิษทำให้ดินเสียอย่างที่เคยเข้าใจผิดกันมา

ทำไมถึงเลือกปลูกยูาลิปตัส 
ผมนั้นมีพื้นที่เล็กๆน้อยๆเยอะกระจายไปหลายพื้นที่เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับการทำสวน ซึ่งต้องใช้เวลาดูแลและแหล่งน้ำที่ต้องการอย่างเพียงพอ การปลูกยูคาจึงเป็นตัวเลือกแรกๆ ไม่ต้องใช้เวลาดูแลปล่อยให้โตตามธรรมชาติ สัก 1 ปี อาจจะหาคนมากำจัดวัชพืชบ้าง 
ตัดแล้วก็ยังแตกหน่อใหม่ได้อีก  แต่ผมก็รู้สึกว่ามันโตช้ากว่าแต่ก่อนเยอะ บางทีอาจต้องซื้อที่ตรวจค่า phของดินมาตรวจดูบ้าง

ก่อนที่ผมจะปลูกยูคา คำถามขึ้นมากมายเกิดขึ้นในใจมันจะทำให้ดินเสื่อมสภาพซึ่งผมคิดว่ามันเป็น myth จนเกินไป ผมแค่ปลูกต้นยูคาในพื้นที่ว่างเปล่าเพียงเล็กน้อย 1 ไร่กว่าเท่านั้น ไม่ได้เป็นสวนยูคาเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่จึงตัดปัญหาเรื่องความหลากลายทางชีวภาพไปได้เลย แต่ก็ไม่ได้ทิ้งประเด็นนี้ไปจนเกินไปนัก แม้จะปลูกเพียงพืชที่เพียงเล็กน้อยแต่มันให้ความรู้สึกว่างเปล่ามากๆแทบจะไม่มีผีเสื้อในสวนยูคาเลย ทั้งบรรยากาศที่ดูอ้างว่าง  ถ้ามีเวลาก็อยากจะปลูกพืชอย่างอื่นแทรกเข้าไปบ้าง 

แต่ด้านบวกยูคาก็มีเช่นกัน เนื่องจากเป็นพืชโตเร็วจึงดูดซับคาร์บอนระหว่างการเจริญเติบโตได้มากและเร็ว ในพื้นที่และเวลาค่อนข้างน้อยแต่กลับให้ไม้ปริมาณมาก 
ในด้านน้ำ ยูคามีระบบรากที่หาแหล่งน้ำได้ดีจึงต้องการน้ำมากกว่าพืชชนิดอื่นที่เป็นหญ้าหรือพืชไร่ แต่ก็ไม่ใช่ว่ายูคาดูดน้ำจนทำให้น้ำใต้ดินแห้งเสมอไป เพราะต้องวิเคราะห์ประเภทดิน ปรืมาณฝน การปลูกหนาแน่นเกินไปหรือไม่ประกอบการวิเคราะห์

ดังนั้นการปลูกที่เราไม่ได้ไปถางป่าธรรมชาติเป็นเรื่องที่ทำได้ คุณอาจจะปลูกเป็นแนวเขตหรือผสมกับพืชชนิดอื่นได้รักษาพืชด้านล่างไว้ก็จะเป็นมิตรกลับระบบนิเวศมากกว่าที่ผมปลูกอยู่ตอนนี้

ผมคิดว่าที่ผมปลูกยูคาสวนขนาด 1 ไร่ผมไท้คิดว่าเป็นการทำลายธรรมชาติโดยตัวมันเอง เราต้องใช้วิธีการจัดสรรพื้นที่เข้าช่วย 

ไว้จะมาอัพเดตเพิ่มเติม

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2569

ไม้กลายเป็นหินคืออะไร ? เกิดขึ้นได้อย่างไร และทำไมยังเห็นลายไม้อยู่

 


ไม้กลายเป็นหินก้อนนี้เป็นของสะสมของผมเองครับ ไม่รู้จะเขียนอะไรแต่ใจมันอยากเขียน นึกเห็นหินก้อนนี้ขึ้นมารู้สึกว่าเขามีค่าไม่น้อย 

พบเจอครั้งแรกตอนเราเข้ามาอยู่ที่บ้านหลังนี้และพบบริเวณหน้าบ้าน วางอยู่บนแผ่นหินสีแดงขนาดใหญ่ ซึ่งจากสีเนื้อผิวและแนวชั้นที่ปรากฎ คาดว่าน่าจะเป็นหินทรายสีแดง 

เหตุที่คิดว่าเป็นหินทราย คือผิวค่อนข้างเป็นเม็ดละเอียดและสม่ำเสมอ  มีแนวชั้นหรือแนวแตกเป็นแผ่น สีแดง-น้ำตาลมักเกิดจากแร่เหล็กออกไซด์ รูปร่างผิวมนและกร่อนจากสภาพอากาศ แต่ผมไม่ขอยืนยัน 100%อาจเป็นทรายแป้งหรือหินตะกอนเนื้อละเอียดชนิดอื่นก็ได้

มาพูดถึงไม้กลายเป็นหินกันดีกว่า ( petrified wood ) เจ้าก้อนนี้ผมก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นไม้อะไร ลักษณะก้อนยังคงมีแนวชั้นและพื้นผิวคล้ายเนื้อไม้อยู่ค่อนข้างชัดเจนโดยเฉพาะบริเวณด้านข้าง

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับไม้กลายเป็นหินก็คือ แม้รูปร่างและลวดลายบางส่วนจะยังทำให้เรานึกถึงต้นไม้แต่เนื้อเดิมของมันได้ผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงเป็นเวลายาวนาน แร่ธาตุที่มากับน้ำใต้ดินค่อยๆเข้าไปเกี่ยวข้องกับเนื้อเยื่อและช่องว่างภายในไม้ จนในที่สุดสิ่งที่หลงเหลืออยู่กลายเป็นหลักฐานทางธรณีวิทยาที่ช่วยบอกเล่าเรื่องราวของสภาพแวดล้อมในอดีต

เมื่อผมยกก้อนนี้ขึ้นมาดูใกล้ๆ สิ่งที่ทำให้ผมสนใจมากที่สุดคือร่องรอยของเนื้อไม้ที่ยังมองเห็นได้มันทำให้เกิดคำถามตามมาหลายอย่าง - ไม้กลายเป็นหินต้องใช้เวลานานแค่ไหน? ทำไมลายไม้จึงยังคงอยู่? สีดำ สีน้ำตาล และแดงที่เห็นเกิดจากอะไร? และเราจะรู้ได้อย่างไรว่าไม้กลายเป็นหินก้อนหนึ่งมีอายุเท่าใด

คำถามคือทำไมไม้ไม่ย่อยสลาย วิทยาศาตร์จะเป็นผู้ให้คำตอบ นั้นเป็นเพราะว่าการที่แร่ธาตุเข้าไปอุดช่องว่างและแทนที่เนื้อไม้เดิมอย่างช้าๆไม่ใช่การที่ไม้แข็งตัวเป็นหินทันที ถ้าให้เราต้องใช้จินตการก็คือต้นไม้ล้มและถูกฝังอย่างรวดเร็ว จากนั้นถูกตะกอน โคลน ทราย หรือเถ้าภูเขาไฟทับถม ทำให้อากาศและออกซิเจนเข้าไปได้น้อย (เพราะออกซิเจนเป็นตัวเร่งปฎิกิริยาย่อยสลาย)

เมื่อออกซิเจนน้อยจุลินทรีย์และเชื้อราจึงย่อยสลายไม้ได้ไม่รวดเร็ว ไม้จึงยังคงรูป วงปี เสี้ยนไม้ และโครงสร้างของเซลล์ไว้ได้ในระยะหนึ่ง

ผมนึกถึงกระบวนการทำมัมมี่ที่เนื้อเดิมของร่างกายยังคงอยู่ โดยถูกทำให้แห้ง แช่แข็ง หรือใช้สารต่างๆยับยั้งการเน่าเปื่อย แต่ไม้กลายเป็นหินนั้น เนื้อไม้เดิมค่อยๆสลายไป แล้วแร่ธาตุจากน้ำใต้ดินเข้าไปเติมช่องว่างและแทนที่เนื้อไม้ จนองค์ประกอบส่วนใหญ่กลายเป็นหิน

"มัมมี่รักษาเนื้อเดิมเอาไว้ ส่วนไม้กลายเป็นหินรักษารูปร่างและโครงสร้างเดิมไว้ด้วยแร่ธาตุ"

ฟอสซิลไดโนเสาร์ดูจะใกล้เคียงไม้กลายเป็นหินมากกว่าด้วยกระบวนการที่คล้ายกันคือแร่ธาตุเข้าไปเติมรูพรุนภายในกระดูกจึงเกิดเป็นฟอสซิล


นอกจากมีคุณค่าทางธรณีวิทยาแล้ว ไม้กลายเป็นหินบางชิ้นยังถูกตัดและขัดเงาเพื่อทำเป็นเครื่องประดับ เนื่องจากเนื้อไม้เดิมถูกแทนที่ด้วยแร่ที่มีความแข็ง ทำให้ปรากฎสีสันและลวดลายตามธรรมชาติที่ไม่ซ้ำกัน อย่างไรก็ตาม การนำมาแปรรูปควรคำนึงถึงแหล่งที่มาและคุณค่าทางวิทยาศาสตร์


ภาพประกอบที่สร้างโดย AI ครับ

ความแข็งแรงของหินกลายเป็นเครื่องประดับซึ่งผ่านการตัด เจียระไน และขัดเงา โดยยังคงปรากฎลวดลายของเนื้อไม้และสีจากแร่ธาตุ เหตุที่มีสีต่างกันเพราะเนื้อไม้ส่วนใหญ่เปลี่ยนเป็นแร่ซิลิกา เช่น ควอตซ์หรือแคลซิโดนี  มีความแข็ง ทนทาน ขัดเงาสวยงาม แต่ละชิ้นมีลายไม่เหมือนกันคือลายเสี้ยน วงปี สีจากแร่ธาตุ เช่น เหล็กทำให้เกิดสีแดง-น้ำตาล แมงกานีส ทำให้เกิดสีดำ-ม่วง


หากพูดถึงเราคา-มูลค่าทางตลาด สินค้าที่มีราคาสูงคือ ลายไม้เดิมชัด สีสวยหายาก และไม่มีรอยแตกร้าวโดยเรียงคราวๆดังนี้

1. ไม้กลายเป็นโอปอล ชนิดที่มีประกายเหลือบสีเมื่อหมุนรับแสง หายากและราคาสูง

2. สีหายากเช่น สีฟ้า เขียว ม่วง หรือหลายสีในก้อนเดียว

3. ลายวงปีหรือหน้าตัดเซลล์ไม้ชัดเจน

4. ลายภาพธรรมชาติ คือ ลายคล้ายภูเขา แม่น้ำ ท้องฟ้า

5. ลายตัดกันหลายสีและจัดวางสมดุล

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2569

จากป่าเหนือสู่สวนอีสาน : ทดลองปลูกต้นสแล

 บันทึกเริ่มปลูก 29 พฤษภาคม 2569

                                                              ถ่าย: 30 สิงหาคม 2569

รู้จักต้นสแล ผักพื้นบ้านภาคเหนือ ดอกและผลอ่อนกินได้ ปลูกที่อีสานได้ไหม

ดอกสแลเป็นผักพื้นบ้านของภาคเหนือที่น่าสนใจ ผมรู้จักครั้งแรกจากใน Tiktok ฝรั่งมาเที่ยวเมืองไทย เชียงใหม่ ชอบอาหารไทยกินทุกอย่างแล้วผัดไทยต้มยำกุ้งจึงอยากลองทานอย่างอื่นบ้างไปเดินตลาดเจอแกงสแล  ผมเป็นคนไทยได้ยินครั้งแรกจากต่างชาติเลยอยากกินบ้าง ทดลองปลูกซื้อมาจาก Shoppee ราคาต้นละ 35 บาท ซื้อมา 2 ต้น โดยวิธีการปักชำ

ต้นสแลนี้ต้นนี้ผมปลูกลงดินโดยตรง บริเวณโคนต้นมีเศษใบไม้แห้งและวัสดุจากธรรมชาติปกคลุมพื้นดินอยู่โดยรอบ (อีสานอากาศร้อนดินแห้งเร็ว) ทำให้โคนต้นยังคงมีความชื้น และเมื่อวัสดุเหล่านี้ย่อยสลายก็จะค่อยๆกลายเป็นอินทรียวัตถุในดิน

จากโคนต้นขึ้นมา ลำต้นของสแลยังมีขนาดค่อนข้างเล็ก ตั้งแต่ที่ผมซื้อมาครั้งแรกก็ขนาดเท่านี้ยังไม่โตเท่าไหร่นัก ก็สมกับเป็นต้นที่ยังอยู่ในช่วงเจริญเติบโต ลำต้นช่วงล่างมีสีน้ำตาลอมเทา ผิวค่อนข้างเรียบ ก่อนจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมเขียวและเขียวมากขึ้นเมื่อไปหากิ่งและยอดที่ยังอ่อน

ลำต้นของมันไม่ได้ตั้งตรงเป็นเสาเพียงลำเดียว แต่เริ่มแตกกิ่งและทอดตัวออกด้านข้าง หลายทิศทางบางกิ่งค่อนข้างเรียวยาว ซึ่งเข้ากับลักษณะของสแลที่สามารถเจริญเป็นไม้พุ่มหรือไม้รอเลื้อยได้ เมื่อยังเล็กสามารถตั้งต้นและแตกกิ่งได้เอง แต่เมื่อเจริญยาวขึ้นสามารถทอดพาดอาศัยต้นอื่นเป็นที่พยุงได้
( ไม้รอเลื้อย scandent shrub ) 

ผมถ่ายภาพล่าสุดใบมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับลำต้น เป็นใบเดี่ยว รูปร่างตั้งแต่รีไปจนถึงค่อนข้างยาว ปลายใบเรียวแหลม โคนใบค่อนข้างมน ขอบใบมีรอยจักคล้ายฟันเลื่อย

แผ่นใบที่โตเต็มที่มี สีเขียวเข้ม  ผิวใบดูค่อนข้างสากและมีเส้นใบชัดเจน โดยเฉพาะเส้นกลางใบที่ทอดจากโคนไปถึงปลายใบ และมีเส้นใบย่อยแผ่ออกไปทางขอบใบ ใบสแลจึงสังเกตง่าย

บริเวณปลายกิ่งและยอดกำลังมี ใบอ่อนสีเขียวอ่อน แตกออกมาใหม่หลายใบ สีของใบอ่อนแตกต่างจากใบแก่ด้านล่างอย่างเห็นได้ชัด และกิ่งอ่อนบริเวณนี้ยังมีสีเขียวอยู่ การที่ต้นกำลังผลิยอดใหม่เช่นนี้อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่า ในช่วงที่ถ่ายภาพต้นยังมีการเจริญเติบโตอยู่

บางใบของต้นมีร่องรอยถูกแมลงกัดกิน โดยเฉพาะบริเวณขอบและปลายใบ มีส่วนของแผ่นใบหายไปเป็นหย่อมๆแต่เมื่อดูทั้งต้นแล้ว ความเสียหายยังไม่มากนัก และต้นก็ยังมีใบสมบูรณ์จำนวนมากพร้อมกับแตกยอดใหม่ต่อไป

นับแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผมปลูก ผมคิดว่าต้นสแลของผมในวันนี้อายุน้อยกำลังสร้างลำต้น กิ่ง และใบ ยังไม่เห็นช่อดอกและผล การได้เห็นยอดอ่อนค่อยๆแตกออกมาน่าสนใจมาก เพราะเป้าหมายหนึ่งที่ผมนำสแลมาปลูกก็คือ อยาหเห็นว่าต้นสแลที่ปลูกอยู่ที่ อีสาน จะเติบโตถึงวันที่ออกดอกให้ผมเก็บมาทำอาหารได้หรือไม่




วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ปลูกผักหวานป่าใต้ต้นแค ทำไมต้องมีต้นพี่เลี้ยงและช่วยให้ร่มเงาอย่างไร



แม้จะฤดูฝนแต่อากาศร้อมมาก ร้อนแบบผิดปกติจนคุณรู้สึกแสบที่ผิว ถ้าคุณรักต้นไม้แล้วละก็คุณก็อยากจะกางล้มให้มันใช่ไหมครับ ผักหวานชุดนี้เราได้เพาะขึ้นมาใหม่เมื่อปีที่แล้ว ลงปลูกไว้เป็นปีต้นก็ยังไม่โตหนัก (เป็นคนละชุดการเพาะผักหวานกับที่เคยลงบทความไปเพียงแต่ชุดนี้ไม่ได้นำมาเผยแพร่เป็นบทความและปลูกกันคนละพื้นที่) 

ผักหวานนั้น10ปีก็ตายแล้ว เราก็จะปลูกทดแทนไว้ไม่ให้ขาดช่วง ย้อนไป10กว่าปีที่แล้วถ้าปลูกหน้าฝนนั้นไม่ต้องดูแลมากต้นก็แตกกิ่งได้ดี แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้วครับเห็นได้ชัดว่าอากาศร้อนขึ้นมาก จากในรูปได้ทำที่บังแดดให้ผักหวานแล้วแต่ไม่น่าจะเพียงพอ จึงไปซื้อต้นแคมาปลูกเพื่อให้ร่มเงาเพื่อที่จะไม่ต้องรดน้ำปล่อย ปล่อยให้เขาดูแลกันเอง แต่ต้นแคร์ได้ตายครับเพราะโดนยาเคมีฆ่าหญ้า โดนละอองเพียงน้อยนิดก็ตายได้นี่เป็นประสบการณ์อันน่าจดจำ
 

หินก็อาจจะวางในตำแหน่งใกล้ลำต้นจนเกินไปจึงจำลองภาพการปลูกใหม่ตามภาพ


เราปลูกผักหวานมานานรู้จักนิสัย พวกเขาชอบดินที่มีความชื้นพอสมควรแต่ไม่แฉะ การวางหินก็เพื่อช่วยบังแดดที่ผิวดิน ลดการระเหยของน้ำ กักเก็บความชื้น หินจึงช่วยรักษาความชื้นบริเวณรากได้ อีกทั้งยังช่วยให้จำตำแหน่งต้นเล็กๆได้ไม่เผลอเหยียบหรือถอนทิ้ง

เราอาจจะวางหินใกล้โค่นต้นจนเกินไป อากาศถ่ายเทไม่สะดวก แต่พื้นที่ตรงนี้ใบไม้เยอะ อินทรียวัตถุเราใส่ไปค่อนข้างเยอะช่วยเพิ่มความเย็นให้พืชในระดับนึง

to be continue

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2569

หนอนผีเสื้อหางติ่งกินใบมะกรูดคือหนอนอะไร? โตขึ้นเป็นผีเสื้ออะไร

 

จับผู้ร้ายได้แล้วมันคือหนอนผีเสื้อหางติ่งกินใบมะกรูดเกือบหมดต้น ปล่อยไว้ต้นเหลือแต่ก้านแน่นอนครับ จึงจำเป็นต้องกำจัดทิ้ง เป็นพืชที่ปลูกไว้เป็นสมุนไพรประจำบ้าน ต้นไม่โตเพราะถูกกินใบนี้แหละ

แต่โตไปเป็นผีเสื้อแล้วสวยมากนะครับผมลองค้นข้อมูลแล้ว สีดำ มีแต้มจุดสีดำ เหลือง หรือแดง ปีกแผ่กว้างโค้งเหว้าไปด้านข้าง เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของผีเสื้อชวนเป็นสิ่งล้อตาหรือสัตว์ทั่วไปกลมเกลือนไปกับธรรมชาติยามเช้ายามมันโปยบินหาอาหารกิน


ภาพวงจรหนอนผีเสื้อครับผู้เป็นตัวร้ายขโมยใบมะกรูดผมกิน

จุดประสงค์ที่แรกผมปลูกต้นมะกรูดเพื่อหวังผลมะกรูดมาใช้งาน ตั้งใจแต่แรกคือต้องการน้ำมะกรูดเพื่อมาผสมกับน้ำยาล้างจานที่ทำเพื่อใช้เองในครอบครัว (ซื้อหัวเชื้อได้นะครับที่ สกต ประจำอำเภอ) แต่ดูแล้วน่าจะต้องปรับแผนเล็กน้อย

มีพืชอีกหลายชนิดที่เป็นแหล่งอาหารของมันเช่น มะนาว พืชตระกูลส้ม ส้มโอ และกินเกินขนาดเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว การเป็นช่วงตัวหนอนต้องสะสมวัตถุดิบเพื่อสร้างร่างกายเพื่อเตรียมเข้าดักแด้

สารอาหารที่หนอนได้จากใบมะกรูดเช่น

คาร์โบไฮเดรต/น้ำตาล --เป็นแหล่งพลังงานสำหรับการเคลื่อนไหว การกิน การเจริญเติบโต

โปรตีนและกรดอะมิโน-- สำคัญต่อการสร้างกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อ เอนไซม์ หากได้รับเพียงพอร่างกายจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

ไขมันและกรดไขมัน-- ใช้สร้างเยื่อหุ้มเซลล์และสะสมเป็นพลังงานสำคัญในช่วงดักแด้

วิตามินและแร่ธาตุ เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม  แมกนีเซียม และธาตุรองต่างๆ

น้ำ--- ใบสดเป็นแหล่งน้ำหลักของหนอน จึงไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำโดยตรง

ใบมะกรูดมีน้ำมันหอมระเหยและสารพฤกษเคมี สัตว์หลายชนิดจึงไม่กินใบมะกรูด แต่หนอนผีเสื้อแตกต่างออกไป พวกเขารับมือกับสารระเหยเหล่านี้ได้

จุดที่พบหนอนผีเสื้อหางติ่งโดยครอบคลุมทั้งประเทศการสืบพันธุ์และขยายพันธุ์จึงไม่ใกล้ชิดจนเกินไป จึงมีความหลากหลายทางด้านยีนDNA ตัวที่แสดงความหลากหลายคือสี ลวดลายของปีกผีเสื้อ ถ้าเราลองมองเปรียบเทียบกับเสือโคร่งเบงกอลที่ใกล้สูญพันธุ์จะมีลายและจุดคล้ายๆกันเนื่องจากพื้นที่ป่าในการล่าสัตว์น้อย เสือไม่สามารถขยายการสืบพันธุ์ไปยังเขตพื้นที่อื่นๆได้จึงใช้เหตุนี้มองเปรียบเทียบกันได้กรณีมีความหลากหลายทางพันธุกรรมไหม

ถ้าหนอนผีเสื้อหางติ่งกินใบมะกรูดได้โดยไม่แพ้สารระเหยในใบมะกรูดแล้วชอบกินมากๆ แต่แมลงชนิดอื่นกับหลีกเลี่ยงที่จะกินมัน เรื่องนี้งานทดลองวิทยาศาสตร์ให้คำตอบกับคุณได้
งานวิจัยที่น่าสนใจคือ สารเหม็นในตัวหนอนที่สามารถนำไปทดสอบกับมดแล้วมดวิ่งนี้ คุณสามารถต่อยอดการศึกษาเรื่องนี้ได้ทาง nature.com ผมมองว่างานทดลองนี้น่าสนใจมีประโยชน์ต่อมนุษย์มาก หนอนที่พบหลังบ้านผมจะไม่ธรรมดาแล้ว ไม่ได้เป็นแค่ศัตูพืชธรรมดา

:ชุดบทความสำรวจครัวหลังบ้าน


วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เที่ยวงานเทศกาลดอกเบญมาศ ชมดอกเบญจมาศหลากสี พร้อมเรื่องน่ารู้


 ไปเที่ยวหลายปีแล้ว แต่เพิ่งกลับมาเขียน blog เลยเพิ่งได้ลงภาพ ที่นี่จากวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เป็นงานเทศกาลดอกเบญจมาศ ( Chrysanthemum ) ช่วงเดือนกุมภาพันธุ์ของทุกปี เป็นดอกทรงกลมและซ้อน

เคยคิดจะปลูกที่บ้านอยู่ครับแต่หาที่ที่มีแดดทั้งวันยังไม่ได้ ถ้าปลูกแล้วไม่รู้จะสวยเมื่อในงานไหม


สีขาวก็สวยครับ เขาจัดปลูกเป็นแถวคล้ายทุ่งลาเวนเดอร์ สวยงามตราตรึงดี แต่นึกๆเคยเห็นคนปลูกริมรั้วก็เยอะอยู๋นะบ้านคนไทยชอบปลูกกันสลับสี หรือไม่ทุกวัฒนธรรมเอเชียคุณต้องเจอแน่ๆ ดอกจุดเด่นบ้านใครปลูกสวยแน่นอน เพราะทรงก็คล้ายดอกทานตะวันอยู่นะกับดอกเดซี่

คนมาเที่ยวบางคนซื้อกลับไปด้วยมั้งหรือยังไงไม่แน่ใจจะได้กลับบ้านไปแบบเป็นช่อเลย


อันนี้ก็เบญมาศนะไม่ใช่ดอกดาวเรือง ดอกใหญ่สดใส นี่ว่าคนชอบถ่ายรูปจุดนี้เยอะมาก


ในเอเชียเป็นดอกไม้ความหมายดี แต่ในยุโรปเคยเห็นจากในหนังเหมือนจะเป็นดอกไม้ที่เกี่ยวกับสุสานหรือรำลึกถึงผู้ตาย ไม่ใช่ดอกไม้ที่ใช้มนโอกาสงานมงคล

ในงานพอจะได้ความรู้อยู่บ้างนะถ้าอยากได้ดอกสวยใหญ่จะต้องเด็ดตาข้างออกก็จะเหลือดอกยอดเพียงดอกเดียว สารอาหารจึงพุ่งไปที่ปลายดอกเพียงดอกเดียว กับการควบคุมแสงกลางวันและกลางคืน