ฆาตกรที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคนี้คงหนีไม่พ้น แอม ไซยาไนด์ ซึ่งถูกศาลตัดสินประหารชีวิต ตามข้อหานำ โพแทสเซียมไซยาไนด์ ใสในอาหารหรือน้ำดื่มให้ผู้อื่น โดยไตรตรองไว้ก่อน ไซยาไนด์ ที่ใช้เป็นโพแทสเซียมไซยาไนด์ ที่ใช้ในอุตสาหกรรมโดยทั่วไปผลิตด้วยกระบวนการทางเคมี
แล้วไซยาไนด์จากพืชมีความเป็นมาจากไหน มีความร้ายแรงต่างกันหรือไม่อย่างไร
ไซยาไนด์จากพืช มีสารธรรมชาติที่เรียกว่า cyanogenic glycosides ซึ่งเมื่อเนื้อเยื่อพืชถูกบด เคี้ยว หรือย่อยอาจปลดปล่อย ไฮโดรเจนไซยาไนด์ ( HCN) ออกมาได้
มันใกล้ตัวเราทุกคนที่ได้สัมผัสพืชจำพวกนี้ หนึ่งในนั้นคือ มันสำปะหลัง เป็นพันธุ์ที่นำส่งอุตสาหกรรมเช่น โรงงานผลิตแป้งมัน เอทานอล เป็นพันธุ์กลุ่มเกษตรศาสตร์และระยองหลายพันธุ์
แต่มีข้อยกเว้นมันสำปะหลังพันธุ์ 5 นาที หรือเรียกว่ามันพันธุ์หวานหรือมันกินสด ไฮโดรเจนไซยาไนด์ไม่มากสามารถกินได้แต่ต้องปอกเปลือกและทำให้สุกก่อนกิน
ไซยาไนด์ทำงานอย่างไรถึงฆ๋าเราได้ ?
ไซยาไนด์ทำให้เซลล์ไม่สามารถใช้ออกซิเจนได้ แม้ในเลือดยังมีออกซิเจนอยู่ จึงกระทบสมองและหัวใจอย่างรวดเร็ว ภาวะนี้เรียกว่า histotoxic hypoxia หรือ ภาวะพร่องออกซิเจนจากการที่เนื้อเยื่อใช้ไม่ได้
แล้วเซลล์ปกติทำงานงานอย่างไร
1. หลังหายใจเข้ากระบวนการมีปอดนำออกซิเจนเข้าสู่เลือด โดยมีฮีโมโกบินในเม็ดเลือดแดงพาออกซิเจนไปยังอวัยวะต่างๆ
2. เมื่อออกซิเจนเข้าสู่เซลล์และไปถึงไมโทรคอนเดรีย ซึ่งเปรียบเสมือนโรงไฟฟ้าของเซลล์
3. ไมโทรคอนเดรียใช้สารอาหาร เช่น กลูโคสและไขมัน สร้างอิเล็กตรอนพลังงานสูง
4. อิเล็กตรอนถูกส่งผ่าน "สายพาน" ที่เรียกว่า ห่วงโซ่การขนส่งอิเล็กตรอน
5. ที่ปลายสายพาน ออกซิเจนรับอิเล็กตรอนและไฮโดรเจน กลายเป็นน้ำ พร้อมทำให้เซลล์สร้าง ATP ซึ่งเป็นพลังงานที่เซลล์นำไปใช้
ปลายสายพานนี้คือเอนไซม์ cytochrome c oxidase หรือ complex IV
ไซยาไนด์เข้าไปขัดขวางตรงไหน
ไซยาไนด์จับกับส่วนที่มี เหล็กและทองแดง ภายใน complex IV โดยเฉพาะบริเวณศูนย์กลางที่ออกซิเจนต้องเข้ามารับอิเล็กตรอน การจับดังกล่าวทำให้ Complex IV ไม่สามารถส่งอิเล็กตรอนให้ออกซิเจนได้ จึงเหมือนกับการปิดประตูทางออกสุดท้ายของสายพานผลิตพลังงาน
อธิบายคือ รถส่งออกซิเจนมาถึงโรงงานตามปกติ แต่เครื่องจักรในโรงงานถูกล็อก ออกซิเจนจึงอยู่ในเลือดแต่ไม่ถูกนำไปใช้
เมื่อไมโทคอนเดรียสร้างพลังงานแบบใช้ออกซิเจนไม่ได้ เซลล์ต้องหันไปใช้การสลายกลูโคสแบบไม่ใช้ออกซิเจนซึ่งผลิต ATP ได้น้อยมากและทำให้เกิด แลกเตต สะสม ส่งผลให้เลือดเป็นกรดหรือ lactic acidosis
ยิ่งเลือดเป็นกรดมาก การทำงานของหัวใจ สมอง และหลอดเลือดยิ่งแย่ลง เกิดเป็นวงจรอันตราย
*ATPลดลง
*ปั้มควบคุมเกลือแร่บนเยื่อเซลล์หยุดทำงาน
*โซเดียมและแคลเซียมสะสมผิดปกติภายในเซลล์
*เซลล์บวม ระบบไฟฟ้าของสมองและหัวใจผิดปกติ
*เกิดชัก หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันตก และเซลล์ตาย
อาการที่สมองและหัวใจได้รับผลกระทบก่อน ได้แก่ ปวดศรีษะ สับสน กระสับกระส่าย หมดสติและชัก ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ บีบตัวอ่อนลง ความดันต่ำและหัวใจหยุดเต้น
กลไกของไซยาไนด์ซึ่งขัดขวางเอนไซม์ Complex IV ในไมโทรคอนเดรีย ทำให้เซลล์ไม่สามารถใช้ออกซิเจนสร้างพลังงาน ATP ได้










