วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2569

ไม้กลายเป็นหินคืออะไร ? เกิดขึ้นได้อย่างไร และทำไมยังเห็นลายไม้อยู่

 


ไม้กลายเป็นหินก้อนนี้เป็นของสะสมของผมเองครับ ไม่รู้จะเขียนอะไรแต่ใจมันอยากเขียน นึกเห็นหินก้อนนี้ขึ้นมารู้สึกว่าเขามีค่าไม่น้อย 

พบเจอครั้งแรกตอนเราเข้ามาอยู่ที่บ้านหลังนี้และพบบริเวณหน้าบ้าน วางอยู่บนแผ่นหินสีแดงขนาดใหญ่ ซึ่งจากสีเนื้อผิวและแนวชั้นที่ปรากฎ คาดว่าน่าจะเป็นหินทรายสีแดง 

เหตุที่คิดว่าเป็นหินทราย คือผิวค่อนข้างเป็นเม็ดละเอียดและสม่ำเสมอ  มีแนวชั้นหรือแนวแตกเป็นแผ่น สีแดง-น้ำตาลมักเกิดจากแร่เหล็กออกไซด์ รูปร่างผิวมนและกร่อนจากสภาพอากาศ แต่ผมไม่ขอยืนยัน 100%อาจเป็นทรายแป้งหรือหินตะกอนเนื้อละเอียดชนิดอื่นก็ได้

มาพูดถึงไม้กลายเป็นหินกันดีกว่า ( petrified wood ) เจ้าก้อนนี้ผมก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นไม้อะไร ลักษณะก้อนยังคงมีแนวชั้นและพื้นผิวคล้ายเนื้อไม้อยู่ค่อนข้างชัดเจนโดยเฉพาะบริเวณด้านข้าง

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับไม้กลายเป็นหินก็คือ แม้รูปร่างและลวดลายบางส่วนจะยังทำให้เรานึกถึงต้นไม้แต่เนื้อเดิมของมันได้ผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงเป็นเวลายาวนาน แร่ธาตุที่มากับน้ำใต้ดินค่อยๆเข้าไปเกี่ยวข้องกับเนื้อเยื่อและช่องว่างภายในไม้ จนในที่สุดสิ่งที่หลงเหลืออยู่กลายเป็นหลักฐานทางธรณีวิทยาที่ช่วยบอกเล่าเรื่องราวของสภาพแวดล้อมในอดีต

เมื่อผมยกก้อนนี้ขึ้นมาดูใกล้ๆ สิ่งที่ทำให้ผมสนใจมากที่สุดคือร่องรอยของเนื้อไม้ที่ยังมองเห็นได้มันทำให้เกิดคำถามตามมาหลายอย่าง - ไม้กลายเป็นหินต้องใช้เวลานานแค่ไหน? ทำไมลายไม้จึงยังคงอยู่? สีดำ สีน้ำตาล และแดงที่เห็นเกิดจากอะไร? และเราจะรู้ได้อย่างไรว่าไม้กลายเป็นหินก้อนหนึ่งมีอายุเท่าใด

คำถามคือทำไมไม้ไม่ย่อยสลาย วิทยาศาตร์จะเป็นผู้ให้คำตอบ นั้นเป็นเพราะว่าการที่แร่ธาตุเข้าไปอุดช่องว่างและแทนที่เนื้อไม้เดิมอย่างช้าๆไม่ใช่การที่ไม้แข็งตัวเป็นหินทันที ถ้าให้เราต้องใช้จินตการก็คือต้นไม้ล้มและถูกฝังอย่างรวดเร็ว จากนั้นถูกตะกอน โคลน ทราย หรือเถ้าภูเขาไฟทับถม ทำให้อากาศและออกซิเจนเข้าไปได้น้อย (เพราะออกซิเจนเป็นตัวเร่งปฎิกิริยาย่อยสลาย)

เมื่อออกซิเจนน้อยจุลินทรีย์และเชื้อราจึงย่อยสลายไม้ได้ไม่รวดเร็ว ไม้จึงยังคงรูป วงปี เสี้ยนไม้ และโครงสร้างของเซลล์ไว้ได้ในระยะหนึ่ง

ผมนึกถึงกระบวนการทำมัมมี่ที่เนื้อเดิมของร่างกายยังคงอยู่ โดยถูกทำให้แห้ง แช่แข็ง หรือใช้สารต่างๆยับยั้งการเน่าเปื่อย แต่ไม้กลายเป็นหินนั้น เนื้อไม้เดิมค่อยๆสลายไป แล้วแร่ธาตุจากน้ำใต้ดินเข้าไปเติมช่องว่างและแทนที่เนื้อไม้ จนองค์ประกอบส่วนใหญ่กลายเป็นหิน

"มัมมี่รักษาเนื้อเดิมเอาไว้ ส่วนไม้กลายเป็นหินรักษารูปร่างและโครงสร้างเดิมไว้ด้วยแร่ธาตุ"

ฟอสซิลไดโนเสาร์ดูจะใกล้เคียงไม้กลายเป็นหินมากกว่าด้วยกระบวนการที่คล้ายกันคือแร่ธาตุเข้าไปเติมรูพรุนภายในกระดูกจึงเกิดเป็นฟอสซิล


นอกจากมีคุณค่าทางธรณีวิทยาแล้ว ไม้กลายเป็นหินบางชิ้นยังถูกตัดและขัดเงาเพื่อทำเป็นเครื่องประดับ เนื่องจากเนื้อไม้เดิมถูกแทนที่ด้วยแร่ที่มีความแข็ง ทำให้ปรากฎสีสันและลวดลายตามธรรมชาติที่ไม่ซ้ำกัน อย่างไรก็ตาม การนำมาแปรรูปควรคำนึงถึงแหล่งที่มาและคุณค่าทางวิทยาศาสตร์


ภาพประกอบที่สร้างโดย AI ครับ

ความแข็งแรงของหินกลายเป็นเครื่องประดับซึ่งผ่านการตัด เจียระไน และขัดเงา โดยยังคงปรากฎลวดลายของเนื้อไม้และสีจากแร่ธาตุ เหตุที่มีสีต่างกันเพราะเนื้อไม้ส่วนใหญ่เปลี่ยนเป็นแร่ซิลิกา เช่น ควอตซ์หรือแคลซิโดนี  มีความแข็ง ทนทาน ขัดเงาสวยงาม แต่ละชิ้นมีลายไม่เหมือนกันคือลายเสี้ยน วงปี สีจากแร่ธาตุ เช่น เหล็กทำให้เกิดสีแดง-น้ำตาล แมงกานีส ทำให้เกิดสีดำ-ม่วง


หากพูดถึงเราคา-มูลค่าทางตลาด สินค้าที่มีราคาสูงคือ ลายไม้เดิมชัด สีสวยหายาก และไม่มีรอยแตกร้าวโดยเรียงคราวๆดังนี้

1. ไม้กลายเป็นโอปอล ชนิดที่มีประกายเหลือบสีเมื่อหมุนรับแสง หายากและราคาสูง

2. สีหายากเช่น สีฟ้า เขียว ม่วง หรือหลายสีในก้อนเดียว

3. ลายวงปีหรือหน้าตัดเซลล์ไม้ชัดเจน

4. ลายภาพธรรมชาติ คือ ลายคล้ายภูเขา แม่น้ำ ท้องฟ้า

5. ลายตัดกันหลายสีและจัดวางสมดุล

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2569

จากป่าเหนือสู่สวนอีสาน : ทดลองปลูกต้นสแล

 บันทึกเริ่มปลูก 29 พฤษภาคม 2569

                                                              ถ่าย: 30 สิงหาคม 2569

รู้จักต้นสแล ผักพื้นบ้านภาคเหนือ ดอกและผลอ่อนกินได้ ปลูกที่อีสานได้ไหม

ดอกสแลเป็นผักพื้นบ้านของภาคเหนือที่น่าสนใจ ผมรู้จักครั้งแรกจากใน Tiktok ฝรั่งมาเที่ยวเมืองไทย เชียงใหม่ ชอบอาหารไทยกินทุกอย่างแล้วผัดไทยต้มยำกุ้งจึงอยากลองทานอย่างอื่นบ้างไปเดินตลาดเจอแกงสแล  ผมเป็นคนไทยได้ยินครั้งแรกจากต่างชาติเลยอยากกินบ้าง ทดลองปลูกซื้อมาจาก Shoppee ราคาต้นละ 35 บาท ซื้อมา 2 ต้น โดยวิธีการปักชำ

ต้นสแลนี้ต้นนี้ผมปลูกลงดินโดยตรง บริเวณโคนต้นมีเศษใบไม้แห้งและวัสดุจากธรรมชาติปกคลุมพื้นดินอยู่โดยรอบ (อีสานอากาศร้อนดินแห้งเร็ว) ทำให้โคนต้นยังคงมีความชื้น และเมื่อวัสดุเหล่านี้ย่อยสลายก็จะค่อยๆกลายเป็นอินทรียวัตถุในดิน

จากโคนต้นขึ้นมา ลำต้นของสแลยังมีขนาดค่อนข้างเล็ก ตั้งแต่ที่ผมซื้อมาครั้งแรกก็ขนาดเท่านี้ยังไม่โตเท่าไหร่นัก ก็สมกับเป็นต้นที่ยังอยู่ในช่วงเจริญเติบโต ลำต้นช่วงล่างมีสีน้ำตาลอมเทา ผิวค่อนข้างเรียบ ก่อนจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมเขียวและเขียวมากขึ้นเมื่อไปหากิ่งและยอดที่ยังอ่อน

ลำต้นของมันไม่ได้ตั้งตรงเป็นเสาเพียงลำเดียว แต่เริ่มแตกกิ่งและทอดตัวออกด้านข้าง หลายทิศทางบางกิ่งค่อนข้างเรียวยาว ซึ่งเข้ากับลักษณะของสแลที่สามารถเจริญเป็นไม้พุ่มหรือไม้รอเลื้อยได้ เมื่อยังเล็กสามารถตั้งต้นและแตกกิ่งได้เอง แต่เมื่อเจริญยาวขึ้นสามารถทอดพาดอาศัยต้นอื่นเป็นที่พยุงได้
( ไม้รอเลื้อย scandent shrub ) 

ผมถ่ายภาพล่าสุดใบมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับลำต้น เป็นใบเดี่ยว รูปร่างตั้งแต่รีไปจนถึงค่อนข้างยาว ปลายใบเรียวแหลม โคนใบค่อนข้างมน ขอบใบมีรอยจักคล้ายฟันเลื่อย

แผ่นใบที่โตเต็มที่มี สีเขียวเข้ม  ผิวใบดูค่อนข้างสากและมีเส้นใบชัดเจน โดยเฉพาะเส้นกลางใบที่ทอดจากโคนไปถึงปลายใบ และมีเส้นใบย่อยแผ่ออกไปทางขอบใบ ใบสแลจึงสังเกตง่าย

บริเวณปลายกิ่งและยอดกำลังมี ใบอ่อนสีเขียวอ่อน แตกออกมาใหม่หลายใบ สีของใบอ่อนแตกต่างจากใบแก่ด้านล่างอย่างเห็นได้ชัด และกิ่งอ่อนบริเวณนี้ยังมีสีเขียวอยู่ การที่ต้นกำลังผลิยอดใหม่เช่นนี้อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่า ในช่วงที่ถ่ายภาพต้นยังมีการเจริญเติบโตอยู่

บางใบของต้นมีร่องรอยถูกแมลงกัดกิน โดยเฉพาะบริเวณขอบและปลายใบ มีส่วนของแผ่นใบหายไปเป็นหย่อมๆแต่เมื่อดูทั้งต้นแล้ว ความเสียหายยังไม่มากนัก และต้นก็ยังมีใบสมบูรณ์จำนวนมากพร้อมกับแตกยอดใหม่ต่อไป

นับแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผมปลูก ผมคิดว่าต้นสแลของผมในวันนี้อายุน้อยกำลังสร้างลำต้น กิ่ง และใบ ยังไม่เห็นช่อดอกและผล การได้เห็นยอดอ่อนค่อยๆแตกออกมาน่าสนใจมาก เพราะเป้าหมายหนึ่งที่ผมนำสแลมาปลูกก็คือ อยาหเห็นว่าต้นสแลที่ปลูกอยู่ที่ อีสาน จะเติบโตถึงวันที่ออกดอกให้ผมเก็บมาทำอาหารได้หรือไม่




วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ปลูกผักหวานป่าใต้ต้นแค ทำไมต้องมีต้นพี่เลี้ยงและช่วยให้ร่มเงาอย่างไร



แม้จะฤดูฝนแต่อากาศร้อมมาก ร้อนแบบผิดปกติจนคุณรู้สึกแสบที่ผิว ถ้าคุณรักต้นไม้แล้วละก็คุณก็อยากจะกางล้มให้มันใช่ไหมครับ ผักหวานชุดนี้เราได้เพาะขึ้นมาใหม่เมื่อปีที่แล้ว ลงปลูกไว้เป็นปีต้นก็ยังไม่โตหนัก (เป็นคนละชุดการเพาะผักหวานกับที่เคยลงบทความไปเพียงแต่ชุดนี้ไม่ได้นำมาเผยแพร่เป็นบทความและปลูกกันคนละพื้นที่) 

ผักหวานนั้น10ปีก็ตายแล้ว เราก็จะปลูกทดแทนไว้ไม่ให้ขาดช่วง ย้อนไป10กว่าปีที่แล้วถ้าปลูกหน้าฝนนั้นไม่ต้องดูแลมากต้นก็แตกกิ่งได้ดี แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้วครับเห็นได้ชัดว่าอากาศร้อนขึ้นมาก จากในรูปได้ทำที่บังแดดให้ผักหวานแล้วแต่ไม่น่าจะเพียงพอ จึงไปซื้อต้นแคมาปลูกเพื่อให้ร่มเงาเพื่อที่จะไม่ต้องรดน้ำปล่อย ปล่อยให้เขาดูแลกันเอง แต่ต้นแคร์ได้ตายครับเพราะโดนยาเคมีฆ่าหญ้า โดนละอองเพียงน้อยนิดก็ตายได้นี่เป็นประสบการณ์อันน่าจดจำ
 

หินก็อาจจะวางในตำแหน่งใกล้ลำต้นจนเกินไปจึงจำลองภาพการปลูกใหม่ตามภาพ


เราปลูกผักหวานมานานรู้จักนิสัย พวกเขาชอบดินที่มีความชื้นพอสมควรแต่ไม่แฉะ การวางหินก็เพื่อช่วยบังแดดที่ผิวดิน ลดการระเหยของน้ำ กักเก็บความชื้น หินจึงช่วยรักษาความชื้นบริเวณรากได้ อีกทั้งยังช่วยให้จำตำแหน่งต้นเล็กๆได้ไม่เผลอเหยียบหรือถอนทิ้ง

เราอาจจะวางหินใกล้โค่นต้นจนเกินไป อากาศถ่ายเทไม่สะดวก แต่พื้นที่ตรงนี้ใบไม้เยอะ อินทรียวัตถุเราใส่ไปค่อนข้างเยอะช่วยเพิ่มความเย็นให้พืชในระดับนึง

to be continue

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2569

หนอนผีเสื้อหางติ่งกินใบมะกรูดคือหนอนอะไร? โตขึ้นเป็นผีเสื้ออะไร

 

จับผู้ร้ายได้แล้วมันคือหนอนผีเสื้อหางติ่งกินใบมะกรูดเกือบหมดต้น ปล่อยไว้ต้นเหลือแต่ก้านแน่นอนครับ จึงจำเป็นต้องกำจัดทิ้ง เป็นพืชที่ปลูกไว้เป็นสมุนไพรประจำบ้าน ต้นไม่โตเพราะถูกกินใบนี้แหละ

แต่โตไปเป็นผีเสื้อแล้วสวยมากนะครับผมลองค้นข้อมูลแล้ว สีดำ มีแต้มจุดสีดำ เหลือง หรือแดง ปีกแผ่กว้างโค้งเหว้าไปด้านข้าง เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของผีเสื้อชวนเป็นสิ่งล้อตาหรือสัตว์ทั่วไปกลมเกลือนไปกับธรรมชาติยามเช้ายามมันโปยบินหาอาหารกิน


ภาพวงจรหนอนผีเสื้อครับผู้เป็นตัวร้ายขโมยใบมะกรูดผมกิน

จุดประสงค์ที่แรกผมปลูกต้นมะกรูดเพื่อหวังผลมะกรูดมาใช้งาน ตั้งใจแต่แรกคือต้องการน้ำมะกรูดเพื่อมาผสมกับน้ำยาล้างจานที่ทำเพื่อใช้เองในครอบครัว (ซื้อหัวเชื้อได้นะครับที่ สกต ประจำอำเภอ) แต่ดูแล้วน่าจะต้องปรับแผนเล็กน้อย

มีพืชอีกหลายชนิดที่เป็นแหล่งอาหารของมันเช่น มะนาว พืชตระกูลส้ม ส้มโอ และกินเกินขนาดเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว การเป็นช่วงตัวหนอนต้องสะสมวัตถุดิบเพื่อสร้างร่างกายเพื่อเตรียมเข้าดักแด้

สารอาหารที่หนอนได้จากใบมะกรูดเช่น

คาร์โบไฮเดรต/น้ำตาล --เป็นแหล่งพลังงานสำหรับการเคลื่อนไหว การกิน การเจริญเติบโต

โปรตีนและกรดอะมิโน-- สำคัญต่อการสร้างกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อ เอนไซม์ หากได้รับเพียงพอร่างกายจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

ไขมันและกรดไขมัน-- ใช้สร้างเยื่อหุ้มเซลล์และสะสมเป็นพลังงานสำคัญในช่วงดักแด้

วิตามินและแร่ธาตุ เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม  แมกนีเซียม และธาตุรองต่างๆ

น้ำ--- ใบสดเป็นแหล่งน้ำหลักของหนอน จึงไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำโดยตรง

ใบมะกรูดมีน้ำมันหอมระเหยและสารพฤกษเคมี สัตว์หลายชนิดจึงไม่กินใบมะกรูด แต่หนอนผีเสื้อแตกต่างออกไป พวกเขารับมือกับสารระเหยเหล่านี้ได้

จุดที่พบหนอนผีเสื้อหางติ่งโดยครอบคลุมทั้งประเทศการสืบพันธุ์และขยายพันธุ์จึงไม่ใกล้ชิดจนเกินไป จึงมีความหลากหลายทางด้านยีนDNA ตัวที่แสดงความหลากหลายคือสี ลวดลายของปีกผีเสื้อ ถ้าเราลองมองเปรียบเทียบกับเสือโคร่งเบงกอลที่ใกล้สูญพันธุ์จะมีลายและจุดคล้ายๆกันเนื่องจากพื้นที่ป่าในการล่าสัตว์น้อย เสือไม่สามารถขยายการสืบพันธุ์ไปยังเขตพื้นที่อื่นๆได้จึงใช้เหตุนี้มองเปรียบเทียบกันได้กรณีมีความหลากหลายทางพันธุกรรมไหม

ถ้าหนอนผีเสื้อหางติ่งกินใบมะกรูดได้โดยไม่แพ้สารระเหยในใบมะกรูดแล้วชอบกินมากๆ แต่แมลงชนิดอื่นกับหลีกเลี่ยงที่จะกินมัน เรื่องนี้งานทดลองวิทยาศาสตร์ให้คำตอบกับคุณได้
งานวิจัยที่น่าสนใจคือ สารเหม็นในตัวหนอนที่สามารถนำไปทดสอบกับมดแล้วมดวิ่งนี้ คุณสามารถต่อยอดการศึกษาเรื่องนี้ได้ทาง nature.com ผมมองว่างานทดลองนี้น่าสนใจมีประโยชน์ต่อมนุษย์มาก หนอนที่พบหลังบ้านผมจะไม่ธรรมดาแล้ว ไม่ได้เป็นแค่ศัตูพืชธรรมดา

:ชุดบทความสำรวจครัวหลังบ้าน


วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เที่ยวงานเทศกาลดอกเบญมาศ ชมดอกเบญจมาศหลากสี พร้อมเรื่องน่ารู้


 ไปเที่ยวหลายปีแล้ว แต่เพิ่งกลับมาเขียน blog เลยเพิ่งได้ลงภาพ ที่นี่จากวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เป็นงานเทศกาลดอกเบญจมาศ ( Chrysanthemum ) ช่วงเดือนกุมภาพันธุ์ของทุกปี เป็นดอกทรงกลมและซ้อน

เคยคิดจะปลูกที่บ้านอยู่ครับแต่หาที่ที่มีแดดทั้งวันยังไม่ได้ ถ้าปลูกแล้วไม่รู้จะสวยเมื่อในงานไหม


สีขาวก็สวยครับ เขาจัดปลูกเป็นแถวคล้ายทุ่งลาเวนเดอร์ สวยงามตราตรึงดี แต่นึกๆเคยเห็นคนปลูกริมรั้วก็เยอะอยู๋นะบ้านคนไทยชอบปลูกกันสลับสี หรือไม่ทุกวัฒนธรรมเอเชียคุณต้องเจอแน่ๆ ดอกจุดเด่นบ้านใครปลูกสวยแน่นอน เพราะทรงก็คล้ายดอกทานตะวันอยู่นะกับดอกเดซี่

คนมาเที่ยวบางคนซื้อกลับไปด้วยมั้งหรือยังไงไม่แน่ใจจะได้กลับบ้านไปแบบเป็นช่อเลย


อันนี้ก็เบญมาศนะไม่ใช่ดอกดาวเรือง ดอกใหญ่สดใส นี่ว่าคนชอบถ่ายรูปจุดนี้เยอะมาก


ในเอเชียเป็นดอกไม้ความหมายดี แต่ในยุโรปเคยเห็นจากในหนังเหมือนจะเป็นดอกไม้ที่เกี่ยวกับสุสานหรือรำลึกถึงผู้ตาย ไม่ใช่ดอกไม้ที่ใช้มนโอกาสงานมงคล

ในงานพอจะได้ความรู้อยู่บ้างนะถ้าอยากได้ดอกสวยใหญ่จะต้องเด็ดตาข้างออกก็จะเหลือดอกยอดเพียงดอกเดียว สารอาหารจึงพุ่งไปที่ปลายดอกเพียงดอกเดียว กับการควบคุมแสงกลางวันและกลางคืน

วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Pet Graves in My backyard

 A pet graves is one of the things you can find in my backyard. If you read documentary or magazines, you will often come across stories about graves and burial sites. They tell us stories about the past - what happened before us, where we came from, and how people once lived.


I'll start with Thailand. Here, when pets die, they are usually cremated or buried. For people, however, cremation is by far the most common practice. This is quite different from many parts of Europe and America, where burial is still common.


I have quite a lot of land, so I usually bury my pets when they pass away. Sometimes they are cremated, but not very often. I could never bring myself to do the cremation myself. I would have to ask someone else to do it because I simply couldn't bear to watch. Traditionally, cremation requires careful tending of the body so that it is completely consumed by the fire.


Thai people love their pets. Dogs and cats can be like children to their owners. So when a beloved pet dies, the funeral or farewell ceremony often depends on what the owner can afford and what they believe is appropriate. Some people keep the ashes or bones, some scatter them in a river, and the carbon they contain back to the nature.


But cremation also makes me think about something else. When everything is burned and eventually disappears, there may be left for future generations to discover and study. Graves on the hand, can preserve traces of the past and tell stories long after the people or animal are gone.


I have read magazines and articles about ancient times, and one thing we often discover is that animals were buried close to the people who had cared for them when they were alive. In a way , those graves tell us that the bond between humans and animals is not something new. It has been with us 


I was thinking about the explorers who enjoy searching for old objects along the river Thames in London. They discover ancient coins and every objects that were dropped or lost in the river, some of them dating as far back as the Ranaissance. There are people who share these discoveries on Instagram as well, known as "Mudlarks"


Human graves from the past are similar in a way. We find jewelry pottery coins valuable objects and even gold buried with the dead. These objects can tell us about the people who once owned them-their social status, their wealth and the class they belonged to.


What we leave behind in our graves may help people in the future understand who we were and how we lived. Nothing in today's world in certain. For all we know the world could end tomorrow.


That is why I believe leaving knowledge behind for future generations is incredibly valuable. The things we leave behind may one day become clues to our lives, just as the objects we discover from the past allow us to understand the people who lived hundreds or even thousands of years before us.

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569

becoming an Explorer


 From the photo, I'm fairly confident that is a butterfly , not a dragonfly. 

It most distinctive features are the orange-yellow and black wings, with broad black marking along the edges and pale or white spots within the black areas. Its overall shape and wing pattern suggest that it belongs to the family Nymphalidae ( brush-footed butterflies), particularly a group of orange-and-black butterflies such as Lacewings or their close relatives.

However, I would not claim 100% certainly from these photographs alone

I picked up of National Geographic for the first time in a very long while. It costs 170 baht an issue now-pretty expensive!

After finishing it, I suddenly felt like becoming an explorer myself. And of course, the best place to start is my own backyard.


I want to get closer to nature and find some time to relax. No matter who you are , stress is something we all have to deal with.


I came across this little creature in my backyard, and it was incredibly beautiful and immediately caught my eye. It's the rainy season in Thailand now, so there are insects everywhere-butterflies , bees, dragonflies, caterpillars, and many more.


I don't live in the city, so these are kinds of things you can see around my home everyday

I think this little backyard exploration is going to be fun, and I'd like to keep doing it.