วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2569

ไซยาไนด์ในพืช

 ฆาตกรที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคนี้คงหนีไม่พ้น แอม ไซยาไนด์ ซึ่งถูกศาลตัดสินประหารชีวิต ตามข้อหานำ โพแทสเซียมไซยาไนด์ ใสในอาหารหรือน้ำดื่มให้ผู้อื่น โดยไตรตรองไว้ก่อน  ไซยาไนด์ ที่ใช้เป็นโพแทสเซียมไซยาไนด์ ที่ใช้ในอุตสาหกรรมโดยทั่วไปผลิตด้วยกระบวนการทางเคมี 

แล้วไซยาไนด์จากพืชมีความเป็นมาจากไหน มีความร้ายแรงต่างกันหรือไม่อย่างไร

ไซยาไนด์จากพืช มีสารธรรมชาติที่เรียกว่า cyanogenic glycosides ซึ่งเมื่อเนื้อเยื่อพืชถูกบด เคี้ยว หรือย่อยอาจปลดปล่อย ไฮโดรเจนไซยาไนด์ ( HCN) ออกมาได้

มันใกล้ตัวเราทุกคนที่ได้สัมผัสพืชจำพวกนี้ หนึ่งในนั้นคือ มันสำปะหลัง เป็นพันธุ์ที่นำส่งอุตสาหกรรมเช่น โรงงานผลิตแป้งมัน เอทานอล เป็นพันธุ์กลุ่มเกษตรศาสตร์และระยองหลายพันธุ์

แต่มีข้อยกเว้นมันสำปะหลังพันธุ์ 5 นาที หรือเรียกว่ามันพันธุ์หวานหรือมันกินสด ไฮโดรเจนไซยาไนด์ไม่มากสามารถกินได้แต่ต้องปอกเปลือกและทำให้สุกก่อนกิน

ไซยาไนด์ทำงานอย่างไรถึงฆ๋าเราได้ ?

ไซยาไนด์ทำให้เซลล์ไม่สามารถใช้ออกซิเจนได้ แม้ในเลือดยังมีออกซิเจนอยู่ จึงกระทบสมองและหัวใจอย่างรวดเร็ว  ภาวะนี้เรียกว่า histotoxic hypoxia หรือ ภาวะพร่องออกซิเจนจากการที่เนื้อเยื่อใช้ไม่ได้


แล้วเซลล์ปกติทำงานงานอย่างไร

1. หลังหายใจเข้ากระบวนการมีปอดนำออกซิเจนเข้าสู่เลือด โดยมีฮีโมโกบินในเม็ดเลือดแดงพาออกซิเจนไปยังอวัยวะต่างๆ

2. เมื่อออกซิเจนเข้าสู่เซลล์และไปถึงไมโทรคอนเดรีย ซึ่งเปรียบเสมือนโรงไฟฟ้าของเซลล์

3. ไมโทรคอนเดรียใช้สารอาหาร เช่น กลูโคสและไขมัน สร้างอิเล็กตรอนพลังงานสูง

4. อิเล็กตรอนถูกส่งผ่าน "สายพาน" ที่เรียกว่า ห่วงโซ่การขนส่งอิเล็กตรอน

5. ที่ปลายสายพาน ออกซิเจนรับอิเล็กตรอนและไฮโดรเจน กลายเป็นน้ำ พร้อมทำให้เซลล์สร้าง ATP ซึ่งเป็นพลังงานที่เซลล์นำไปใช้

ปลายสายพานนี้คือเอนไซม์ cytochrome c oxidase หรือ complex IV 

ไซยาไนด์เข้าไปขัดขวางตรงไหน

ไซยาไนด์จับกับส่วนที่มี เหล็กและทองแดง ภายใน complex IV โดยเฉพาะบริเวณศูนย์กลางที่ออกซิเจนต้องเข้ามารับอิเล็กตรอน การจับดังกล่าวทำให้ Complex IV ไม่สามารถส่งอิเล็กตรอนให้ออกซิเจนได้ จึงเหมือนกับการปิดประตูทางออกสุดท้ายของสายพานผลิตพลังงาน

อธิบายคือ รถส่งออกซิเจนมาถึงโรงงานตามปกติ แต่เครื่องจักรในโรงงานถูกล็อก ออกซิเจนจึงอยู่ในเลือดแต่ไม่ถูกนำไปใช้

เมื่อไมโทคอนเดรียสร้างพลังงานแบบใช้ออกซิเจนไม่ได้ เซลล์ต้องหันไปใช้การสลายกลูโคสแบบไม่ใช้ออกซิเจนซึ่งผลิต ATP ได้น้อยมากและทำให้เกิด แลกเตต สะสม ส่งผลให้เลือดเป็นกรดหรือ lactic acidosis 

ยิ่งเลือดเป็นกรดมาก การทำงานของหัวใจ สมอง และหลอดเลือดยิ่งแย่ลง เกิดเป็นวงจรอันตราย 

*ATPลดลง

*ปั้มควบคุมเกลือแร่บนเยื่อเซลล์หยุดทำงาน

*โซเดียมและแคลเซียมสะสมผิดปกติภายในเซลล์

*เซลล์บวม ระบบไฟฟ้าของสมองและหัวใจผิดปกติ

*เกิดชัก หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันตก และเซลล์ตาย

อาการที่สมองและหัวใจได้รับผลกระทบก่อน ได้แก่ ปวดศรีษะ สับสน กระสับกระส่าย หมดสติและชัก ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ บีบตัวอ่อนลง ความดันต่ำและหัวใจหยุดเต้น

กลไกของไซยาไนด์ซึ่งขัดขวางเอนไซม์ Complex IV ในไมโทรคอนเดรีย ทำให้เซลล์ไม่สามารถใช้ออกซิเจนสร้างพลังงาน ATP ได้


การให้ออกซิเจนอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้ป่วยจึงต้องได้รับยาต้านพิษโดยแพทย์อย่างเร่งด่วน เช่น  hydroxoccobalamin 

ในธรรมชาติมีพืชต้านพิษไซยาไนด์หรือไม่
ปัจจุบันไม่มีพืชชนิดใดที่ได้รับการพิสูจน์ว่าสามารถใช้เป็นยาต้านพิษเฉียบพลันในคนได้ ร่างกายมนุษย์มีกลไกกำจัดไซยาไนด์ตามธรรมชาติ โดยเอนไซม์ rhodanese จะนำกำมะถันมาต่อกับไซยาไนด์ เปลี่ยนเป็น ไทโอไซยาเนต ซึ่งมีพิษต่ำกว่าและขับออกทางปัสสาวะ

พืชที่มีกำมะถันสูงช่วยได้หรือไม่
พืชอย่างกระเทียม หัวหอม บรอกโคลี กะหล่ำ และพืชตระกูลถั่วมีสารประกอบกำมะถัน แต่การกินพืขเหล่านี้ไม่รวดเร็ว ไม่แน่นอน  ไม่ได้ให้สารในรูปหรือปริมาณที่ใช้รักษาพิษเฉียบพลัน


 

วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2569

ปลูกมะพร้าวน้ำหอมด้วยตนเอง

 

coconut
ได้เก็บมะพร้าวแก่และเพาะไว้ตั้งแต่ช่วงมกราคมต้นปี2569 วางไว้ที่พื้นเฉยๆคิดแบบคนประมาทเขาจะงอกโดยง่าย แต่เรื่องจริงหรือพวกเขาไม่งอก 100 % การเขียนเรื่องนี้ไม่น่าจะมีประโยชน์อะไรกับผู้อ่านมากนักนอกจากความผิดพลาดของเราเองจะเป็นประโยชน์กับผู้อื่น

เพราะอะไรถึงไม่งอก

ผมรู้เหตุผลภายหลังสาเหตุที่ไม่งอกเพราะลูกมะพร้าวแห้งจัดหรือเคยตากแดดไว้นาน นึกย้อนตอนเก็บมาจากต้นนั้นต้นมะพร้าวแม่ค่อนข้างสูงมากเก็บด้วยมือเปล่าไม่ได้ ผมรอให้ลูกมะพร้าวร่วงหล่นลงพื้นด้วยตัวเอง แล้วช่วงนั้นแดดร้อนจัดเดือนมีนาคม ทำให้มะพร้าวศูนย์เสียความสามารถในการงอกไป

สไตส์งานเขียนผมต้องวิเคราะห์ทางวิทยาศาตร์เรื่องนี้มีเหตุผลคือ มะพร้าวเป็นเมล็ดแบบ Recalcittrant seed (เมล็ดไม่ทนต่อการแห้ง) ไม่ทนต่อการศูนย์เสียน้ำ หากเราปล่อยมะพร้าวแก่ตากแดดไว้เป็นเวลานานแม้จะคาอยู่ที่ต้นมะพร้าวก็ตาม เพราะท่อน้ำเลี้ยงแห้งเป็นสีน้ำตาลเข้มแล้ว เกิดผลสำคัญดังนี้

ตัวอ่อน (embryo)ของมะพร้าวเป็นเนื้อเยื่อมีชีวิต ลูกมะพร้าวเมื่อถูกความร้อนจากแดดเป็นเวลานานความชื้นภายในเมล็ดลดลง เมื่อศูนย์เสียน้ำมากเกินไป เยื่อหุ้มเซลล์และระบบเมแทบอลิซึมเสียหาย ทำให้ความสามารถในการงอกลดลงหรือหมดไป

เปลือกมะพร้าวบริเวณผิวชั้นนอก หรือเรียกว่า กาบหรือเปลือกมะพร้าว เป็นเซลล์แบบเส้นใย เมื่อเซลล์โตเต็มที่ทำหน้าที่เหมือนฉนวนและเกราะป้องกัน เกิด ลิกนินสะสม ทำให้เหนียวและแข็ง แต่หน้าที่นี้ไม่ได้ช่วยลดการสูญเสียน้ำและป้องกันตัวอ่อนได้ทั้งหมด เมื่อตากแดดและแห้งเป็นเวลานาน น้ำภายในผลทั้งเปลือกและกะลาค่อยๆสูญเสียได้ เนื้อเยื่อมีชีวิตด้านในจึงได้รับผลกระทบและตายในที่สุด


น้ำมะพร้าวภายในหากทดลองเขย่าแรงๆน้ำมะพร้าวยังมีอยู่ หมายความว่าอาหารสะสมยังมีอยู่ แต่ตัวอ่อนตายแล้ว  หากเปรียบกับการเพาะมะพร้าวของภาพด้านบนนั้นหมายความว่าต้นอ่อนหรือเนื้อเยื่อได้ตายตั้งแต่อยู่บนต้นมะพร้าวแล้ว 



ภาพนี้ได้ลูกมะพร้าวมาเดือนพฤษภาคม โดยได้ลูกมะพร้าวที่แห้งคาต้นมะพร้าวเหมือนกับภาพแรก แต่ต้นนี้สามารถงอกได้ดี นั้นหมายความว่าเนื้อเยื่อภายในยังมีชีวิตอยู่ แสดงว่าไม่ได้ศูนย์เสียความสามารถในการงอกไปทั้งหมด 

ผมจะนำต้นนี้ไปแยกปลูก มาทดลองกันว่าจะเจริญเติบโตได้ต่อไปหรือไม่


วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2569

พริกจินดา ปลูกเองไม่ใช่สารเคมี

 ปลูกเบี้ยลงบนกระถางที่เป็นยางยางรถยนต์ จุดประสงค์เพื่อการปลูกไว้กินเองเหมาะสมกับการปลูกบนพื้นที่เล็กๆเคลื่อนย้ายได้สะดวก มีหลายแบบให้เลือกนะครับ เช่น ถุงดำ กระถางเล็ก กระถางยางรถยนต์เก่า หรือปลูกในถุงปลูกโดยตรง 



 ผมทำการโรยเมล็ดทั้งหมดในซองแล้วนำฟางลงกลบหน้าดิน ผลที่ได้คืองอก 5 ต้นถือเป็นการล้มเหลวมาก555 ผมก็ทิ้งไว้แบบนั้นไม่ทำอะไร ไม่แยกออกไปปลูกลงดิน เป็นเวลานานถึง 2 เดือนครับ ไม่ได้ลงระบุวันที่การทดลองไว้เพราะคิดว่าจะไม่สนใจปลูกแล้ว  เวลาผ่านไปจนต้นพริกบางต้นมีดอก/ตุ่มดอกแล้ว 


แท้จริงแล้วถือว่าเกินอายุจะนำไปแยกปลูกลงดินแล้ว เพราะต้นไม่เขียวสดเลย แต่ด้วยใจอยากจะทดลองทำอะไรแปลกๆ เลยนำไปปลูกลงดิน  

ใบพริกค่อนข้างเขียวอ่อนจนออกเหลืองหลายใบ เกินจากรากดินยังเดินไม่เต็มที่จากในกระถางที่เพาะปลูก การนำไปลงพื้นดินปลูกจึงยังไม่รีบใส่ปุ๋ยหนักๆ

มุมนี้จะเห็นได้ชัดน้องเขางอกเพียง 4-5 ต้นจริงๆครับ จากที่เมล็ดพริกทั้งซอง เป็นการปลูกโดยไม่ได้ศึกษาหาความรู้ก่อนว่าควรเพาะเมล็ดพริกแบบไหน 


นำไปลงดินวันอังคารที่ 15 กันยายน - จนถึงวันนี้ต้นก็ไม่เฉาเหี่ยว แสดงว่ารากมีการติดดิน ไม่แน่การจะได้กินพริกก็ได้ครับ รอติดตามผลมาดูกันว่ามันจะได้ผลหรือตายครับ



วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2569

กะเพราป่าอีสาน

 



ผมว่ากะเพราะที่ปลูกขึ้นเองหอมมากกว่าตลาดเชิงการค้าครับ ตามรูปนี่ก็กะเพราป่า เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ นำไปผัดกะเพรารับรองหอมและเผ็ดร้อน คุณลักษณะที่แตกต่างจากกะเพราะพาณิชย์ ลำต้นเรียวเดี่ยว มีขนเยอะ บนใบมีขนอ่อน ขอบใบหยัก  ตลอดเวลาที่พบเจอจะขึ้นเองตามธรรมชาติท่ามกลางวัชพืช โดยไม่ได้เป็นแปลงปลูกที่ได้รับการดูแลมากนัก


ฤดูฝนตกทุกวันเช่นนี้ในเดือนกันยายน การพบเจอกะเพราเล็กๆกำลังโตเป็นเรื่องปกติจริงๆนะ ขึ้นง่าย โตง่าย ไม่ต้องมีใครมาดูแลแต่กลับเป็นกะเพราที่อร่อย ถ้าขยี้ใบแล้วมีกลิ่นกะเพราฉุนจัด พื้นที่ตรงนี้เกิดกะเพราขึ้นเองและตายมาหลายรุ่นแล้ว บางครั้งก็หายไปไม่งอกอีกเลย อยู่มาวัยนึงเราก็พบเจอเขาเอง ต้นที่งอกตรงนี้ก็มาจากต้นใหญ่ข้างๆที่ตายหรือกำลังตายที่ครั้งหนึ่งได้ให้ดอกและติดเมล็ด ถ้าพบอเจอเก็บเมล็ดแยกไว้ แล้วนำไปปลูกประจำสวนของเราได้

ต้นนี้เป็นกะเพราต้นกำเนิดและกำลังตายลงต้นที่อยู่ด้านล่างคือลูกของพวกเขา ต้นนี้ให้กิ่งช่อและดอกเยอะมาก ผมเก็บไปกินหลายครั้งแล้ว ใบก็ค่อยๆเหลือน้อยเล็กลง ช่อดอกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำ ลำต้นเริ่มโทรม เขาเป็นกะเพราะที่เข้าสู่ระยะสืบพันธุ์เต็มที่ หลังออกดอกและติดเมล็ดมากๆการเจริญทางใบจะลดลงและต้นค่อยๆเสื่อมโทรม


ผมเขียนบทความกะเพราขึ้นมาอีกครั้งเพราะเกิดความนิยมอาหารไทยในประเทศญี่ปุ่น เรียกว่าอาหารไทยดังในประเทศญี่ปุ่นจนมีเทศกาลอาหารไทยเป็นประจำทุกปี  youtuberทำคลิปท่องเที่ยวเป็นประจำทุกปีเมื่อถึงเทศกาลอาหารไทยและผัดกะเพราเป็นอาหารที่คนญี่ปุ่นรู้จักค่อนข้างมากโดยนิยมเรียกอาหารจานนี้ว่า Gapao Rice  มันเป็นความรู้สึก amazingนะหากเขารู้ว่ากะเพราเป็นสมุนไพรไทยชนิดหนึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่ชื่ออาหาร และจะล้ำลึกเขาไปอีกหากพวกเขารู้จักกะเพราป่าหรือกะเพราท้องถิ่น

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2569

How do butterflies mate I caught in my garden

 

การเดินเล่นในสวนหลังบ้านแค่ 5 นาที การได้พบเจอผีเสื้อผสมพันธุ์ด้วยตาตนเองตราตรึงเป็นยิ่งกว่าอ่านเจอในตำราเรียนเก่าๆหรือในนิตยสารรายเดือน มือถือเครื่องเดียวทำให้เราเก็บ moment นี้ได้ง่ายๆ

ข้อดีของการติดมือถือตลอดเวลาไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อเลยถ้าเจอสิ่งนี้ในธรรมชาติ  เราคงไม่อยากให้สิ่งนี้พบแล้วก็จากไปใช่ไหม มาดูกันเถอะมันให้อะไรกับเราบ้าง

วิเคราะห์ทางกายภาพ พวกเขามีปีกด้านบน สีส้มสลับดำเป็นแถบชัดเจน และขอบปีกค่อนข้างหยัก ส่วนด้านใต้ปีกจะออกน้ำตาลและมีลายพรางละเอียด  ความตื่นเต้นจนต้องหยิบมือถือมาถ่ายไว้คือพวกเขาอยู่กันสองตัว และอาจจะผสมพันธุ์กันอยู่ เพราะสองตัวอยู่ชิดกันมากบริเวณปลายท้อง ซึ่งเป็นท่าที่พบในการผสมพันธุ์ของผีเสื้อ 

อวัยวะสืบพันธุ์อยู่ตรงปลายสุดของท้อง ไม่ได้อยู่บริเวณอกหรือโคนขา เวลาผสมพันธุ์ตัวผู้จะนำปลายท้องไปประกบกับปลายท้องของตัวเมีย โดยอวัยวะเพศของตัวผู้จะยึด/เชื่อมกับบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ของตัวเมีย แล้วเกิดการปฎิสนธิภายใน โดยส่งอสุจิเข้าสู่ระบบสืบพันธุ์ของตัวเมีย



ทั้งสองตัวนี้หันไปคนละทิศทางแต่ปลายท้องติดกัน และอยู่อย่างนี้นานมากครับ บินก็ไปกันเป็นคู่กว่าผมจะจับภาพได้บินหนีตามไปนานเหมือนกัน ตรงสวนนี้มีผีเสื้อเจอทุกวันก็คงจะเกี้ยวพาราสีกันแตกต่างกันไปตามชนิดกระพือปีก/ใช้กลิ่นฟีโรโมนในการเลือกคู่


ผมเดาไม่ออกเลยว่าตัวไหนเป็นตัวเมียหรือตัวผู้ กล้องก็เก็บภาพได้ชัดสุดเพียงเท่านี้ ถ้าจะนำภาพด้านบนไปใช้ผมไม่แนะนำ แค่เป็นเพียงการศึกษาเท่านั้นครับ

แต่ถ้าให้ผมตัดสินใจผมคิดว่าตัวด้านบนเป็นตัวผู้ครับ เพราะตัวผู้นั้นต้องใช้สีสันบนปีกในการเกี้ยวพาราสีและปล่อยฟีโรโมนจากบริเวณใต้ปีก ซึ่งตัวผู้จะมีเกล็ดกลิ่นซึ่งเป็นเกล็ดพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการกระจายฟีโรโมน แต่ผีเสื้อชนิดอื่นบางกลุ่มมีอวัยวะสร้าง/กระจายกลิ่นบริเวณส่วนท้องได้เช่นกัน ส่วนตัวเมียจะมีหนวดของตัวเมียทำหน้าที่เหมือนเครื่องตรวจจับสารเคมี และใช้สิ่งนี้ในการเลือกคู่ 


วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569

บันทึกปลูกมันสำปะหลัง ปี 2569-2570

 หลังจากอกหักปีที่แล้ว มาเริ่มต้นกันไหมกับปีนี้ครับ

เสร็จการถอนมันแล้ว ก็ได้ลงขี้ไก่แกลบทันที 1 รถ สิบล้อ  โดยจ้างรายหรือหว่านขี้ไก่ทั่วไร่ ผมตัดสินใจตากแดดไปอีก 1 สัปดาห์เพื่อฆ่าเชื้อ จริงๆผมอยากโรยปูนขาวไปด้วยแต่ก็ตัดสินใจภายหลังไม่ลง ปูนขาวสามารถฆ่าเชื้อราได้ครับแต่ก็มีโทษเหมือนกันเพราะดินจะเป็นกรดเกินไป  สัปดาห์ที่1 ผ่านไปจึงไปไถไร่ทิ้งไว้  จนฝนตกวันที่ 1 พฤษภาคม เตรียมตัวหาแรงงานปลูกมันเช่นเคย ปีนี้หาง่ายหน่อยครับได้คิววันที่ 5 พฤษภาคม ดินระเหยพอสมควรไม่เปียกชุ่มแล้ววันที่ 4 พฤษภาคม ก็ไถ่แปรเตรียมปลูกได้เลย แต่หากฝนตกลงมาซ้ำอีกจนแปรปลูกไม่ได้ก็ต้องเลื่อนการปลูกไปก่อนโชคดีฝนไม่ตกมาซ้ำจึงปลูกตามแผนต่อไปได้   ปีนี้ก็เกือยหาแรงงานปลูกมันไม่ได้เพราะว่าผมปลูกมันแบบไม่ได้ยกร่อง แรงงานต้องการให้ยกร่องเพื่อจะปลูกได้ง่าย แต่ให้เงินเพิ่มไปก็เลยตกลงกันได้

ผลที่ได้ตามคลิปนี้


สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เคยพูดอธิบายเลยคือดินที่ไร่เป็นดินแดงละเอียด ละเอียดกว่าดินลูกรัง ดินแดงถ้าตามทางการมีค่าเหล็กออกไซด์สูง จึงเห็นเป็นสีแดง เวลาจับรู้สึกว่าดินเป็นผงเม็ดเล็ก เนียนกว่าดินทราย เมื่อเปียกก็เหนียวปั้นเป็นก้อนได้ แต่พอแห้งจะจับตัวแข็งแน่น น้ำซึมผ่านค่อนข้างช้ากว่าดินทราย แต่ก็มีข้อดีคืออุ้มน้ำและธาตุอาหารได้ดีอยู่นะ แต่ก็คิดว่ารากอาจเดินไม่สะดวกเหมือนกันเพราะบางทีเห็นรอยน้ำขังเวลาฝนตกหนักๆ



ปีนี้ลองทำวิธีใหม่ ไม่ฉีดยาเผาไหม้เพื่อฆ่าหญ้าต่าง ผมใช้วิธีการดายหญ้าเอา จังหวะหาแรงงานได้ด้วย ทั้งหมด 6 คน วันเดียวเสร็จเลย 13 ไร่ วิธีนี้หญ้าจะไม่รกมากนะครับแรงงานถึงมาทำให้ ถ้าปล่อยให้หญ้ารกแล้วต้องฉีดยากำจัดอย่างเดียว ค่าแรงไม่แพงมากครับ คนละ 300 บาท แต่ก็แปลกแรงงานดายหญ้ามีแต่ผู้หญิงมาทำ ด้วยงานที่ไม่ใช่แรงเยอะหรือเปล่า  



ผลที่ได้จากการดายหญ้าก็ดี น่าพอใจมากครับ ไม่มีหญ้าเลย สะอาดตาอีกด้วย อีกประการคือต้นมันสำปะหลังไม่ถูกสารเคมีเลยต้นไม่เฉา เจริญเติบโตรวดเร็ว


แต่มีปัญหาให้หนักใจอยู่นะครับ มันเป็นโรคใบด่างเยอะเหมือนกัน บางบริเวณโตตามไม่ทันเพื่อนเลย การปลูกครั้งหน้าคงต้องตรวจธาตุอาหารในดินอย่างจริงจังแล้วครับ แต่หากดินขาดอิรทรียวัตถุไปจริงๆปีนี้ผมก็ลงขี้ไก่แกลบไปเยอะมากๆเลยครับ บางบริเวณเจริญเติบโตแข็งแรงดี ปีหน้าว่าจะลองขี้หมูรองพื้นเพิ่มครับหากขี้ไก่ไม่ได้ผลแล้วจริงๆ ปีนี้ก็แก้ปัญหาหน้างานไปก่อนฉีดปุ๋ยเกร็ดบำรุงทางใบช่วยต้นมันให้แข็งแรงอีกทางต้านทานโรค




วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569

บันทึกปลูกมันสำปะหลังปี 2568-2569

 เนื่องจากปีที่แล้วผมลงขี้ไก่แกลบเป็นปุ๋ยรองพื้นไว้แล้ว ปีนี้จึงงดใส่ขี้ไก้แกลบครับ แต่จะใช้ปุ๋ยเคมีในการรองพื้นปลูกมันสำปะหลัง

หลังจากเสร็จสิ้นแล้วถอนครั้งที่แล้วราคามันตกต่ำเป็นประสบการณืมากครับต่อให้ลงทุนมากแค่ไหน ถ้าราคามันสำปะหลังตกต่ำทุกอย่างก็จบ แต่สุดท้ายเราก็ต้องเริ่มต้นกันใหม่

ปีนี้ก็เหมือนเดิมครับแต่ผลลับที่ได้เจ็บปวดมากครับ มาดูกันเถอะว่ามันเกิดอะไรขึ้น

เมื่อถอนมันเสร็จ ก็จัดการไถไร่ครั้งแรกเพื่อพลิกหน้าดิน เป็นการตากหน้าดินไปในตัวฆ่าเชื้อต่างๆ รอฝนจนตก ปีนี้ฝนตกเร็วผมได้ปลูกวันที่ 30 เมษายน 2568 ซึ่งวันที่ 29 เมษายน 2569 ก็นัดคนงานแปรปลูกและรองพื้น  ปีนี้ผมรองพื้นโดยวิธีใหม่ โดยใช้ปุ๋ยเคมียี่ห้อเต่าบิน มีธาตุอาหารหลักครบและผสมโดโลไมหรือเกลือจืดเพื่อฆ่าเชื้อราไปในตัว 10 ถุง ทั้งหมด 13 ไร่ ไม่ได้ใช้ขี้ไก่แกลบเหมือนปีที่แล้วกลัวว่าดินจะเป็นเชื้อราจึงเว้นไปหนึ่งปี

นึกเลยเสียดายอย่างหนึ่งผมน่าจะตรวจค่า ph ในดิน เพราะปีที่แล้วก็เป็นโรคเยอะ นี่คือจุดที่พลาดไป

ปลูกวันแรก คลิปด้านล่าง


ตามคลิปเหมือนดินจะแห้งใช่ไหม แต่ความเป็นจริงแล้วดินยังมีความชื้นอยู่เยอะเพราะเราจะรอให้ฝนตกหนักมากๆรอดินระเหย1-2 วันจึงเข้าไปแปรปลูกได้เลย ดินที่ได้จึงยังมีความชื้นสูงอยู่ หลังปลูกเสร็จก็มารอลุ้นเอาว่าฝนจะตกไหมอีกที


ฝนตกมาตามนัด จำได้ว่าตกหนักมากหลังปลูก ก็ถือว่าโชคดีไปปีนี้


ได้ 1 เดือน หญ้าขึ้นเยอะมาก ก็ฉีดหญ้าเหมือนเดิม เผาไหม้เฮอร์ต้าเอ็ก ผสมจับใบ ในคลิปลมแรงมากนะครับ จริงๆหลังฉีดได้ไปตรวจแปลงอีกต้นมันสำปะหลังโดนยาไปเยอะมากใบเฉาเยอะมากเหมือนกัน จริงๆถ้าไม่ฉีดก็ได้เช่นกัน วิธีอื่นอาจจะหาคนงานมาทำดายหญ้าหรือถากหญ้ากำจัดวัชพืช วิธีนี้จะปลอดภัยมากเลยครับ ต้นมันไม่โดนสารเคมี ต้นมันได้น้ำ ปุ๋ย แสงแดดเต็มที่และก็พรวนดินไปในตัว แต่คนงานหาอยากครับและหญ้าต้องต้นเล็กกว่าในคลิปจึงจะทำได้ ถ้าต้นใหญ่อย่างในคลิปฉีดยาเอาดีกว่าครับ


กำจัดหญ้าแล้วก็ฉีดปุ๋ยเกร็ด ปุ๋ยน้ำ เพิ่มความแข็งแรง เนื่องจากสังเกตแล้วว่าต้นมันไม่สวย เจริญเติบโตไม่แข็งแรง  ติดโรคตั้งแต่อายุยังน้อย สาเหตุหนึ่งคือแปลงข้างๆเอามันไว้ค้างปีไม่ได้ถอนมัน ทำให้แหล่งเชื้อโรคยังมีอยู่ ปีนั้นเจ้าของไร่ไว้มันค้างปีกันเยอะมากเพราะราคามันสำปะหลังตกต่ำ หลายๆเจ้าของเลยเลือกที่จะไม่ถอน แปลงของผมเลยได้รับผลกระทบไปด้วย แต่ก็มีได้อีกหลายสาเหตุเช่นกันเช่นการตัดท่อนพันธุ์ที่ไม่สมบูรณ์ติดโรคมา คิดว่าตรงนี้ก็มีส่วนมาก คนงานที่มาตัดให้ไม่เลือกต้นที่สมบูรณ์ให้นัก ท่อนพันธุ์ที่ได้ก็อ่อนแอตามไปด้วย คลิปด้านล่างเป็นตัวอย่าง


ปีนี้เป็นปีที่ดี ฝนไม่เคยทิ้งช่วงเลยแต่โรคระบาดหนัก และต้นอ่อนแอ ฉีดปุ๋ยเกร็ดเพิ่มเท่าไหร่ บ่อยแค่ไหนก็ไม่ฟื้น มันสำปะหลังถ้าโตไม่ทันเพื่อนแล้วเขาจะเป็นต้นที่แกรน ไม่มีหัวไปเลย 



ผลสุดท้ายก็ได้ผลผลิตตกต่ำจริงๆ


ผมคิิดมันสำปะหลังจะหัวใหญ่หรือไม่ ได้ผลผลิตดี จริงๆสังเกตได้ตั้งแต่ความสมบูรณ์ของต้นมันไปแล้วครับ มีความสูง 2 เมตร  ดินที่โคนรากจะแตกร้าวเราสามารถประเมินได้ตั้งแต่จุดนั้นเลย

ถึงจะได้ผลผลิตตกต่ำแต่ปีนี้มันสำปะหลังราคาดีครับ กิโลกรัมละ 3 บาท แป้ง 25% ทำให้พอมีกำไรอยู่บ้าง แต่ก็ต้องก้าวผ่านไป เริ่มต้นใหม่