วิธีเลือกเมล็ดข้าวปลูก
น้ำเกลือบ่น 2 กิโลกรัม ผสมกับน้ำ 20 ลิตร ละลายให้เข้ากันแล้วก็เอาข้าวปลูกมาลงรอยลงไปแช่ ข้าวด้อยมันจะลอยน้ำ นำข้าวที่เหลือที่ได้คุณภาพไปล้างน้ำเปล่าให้สะอาดแล้วก็แช่น้ำไว้อีก 2 คืน หุ้มอีก 2 คืน พอรากเริ่มแย้มๆ ปริๆ เราก็เอาไปหว่านข้าวก็จะเริ่มงอก นกและหนูก็จะไม่กิน
ถ้าให้ดีคือเราหว่านข้าวปลูกพร้อมถั่ว โดยจะเป็นถั่วชนิดอะไรก็ได้เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วงอก ถั่วแดง ถั่วดำ โดยนำมาแช่พร้อมกับข้าวปลูกแล้วก็หว่านไปด้วยกัน พอข้าวโตได้สัก 20 เซนติเมตร ใส่น้ำลงเข้าไปในนา สัก 10 เซนติเมตร ถั่วเริ่มเน่าเกิดก๊่าซไนโตรเจนเป็นปุ๋ยโดยปริยายโดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยแต่งหน้า
วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
การปลูกมันสำปะหลัง
มันสำปะหลัง
สายพันธุ์มันสำปะหลัง
-ระยอง 90
-เกษตรศาสตร์ 50
-ห้วยบง 60
-ระยอง 72 หรือเกล็ดมังกร
การเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง
การเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังโดยการให้น้ำ
วงจรการเจริญเติบโตของมันสำะหลังเก็บเกี่ยววงได้หัวที่อายุ 12-14 เดือน หากได้ผลผลิตต่อไร้สูงควรปลูกช่วงเดือน เมษายน-พฤษภาคม เพราะเป็นช่วงฤดูต้นฝน รากมันสำปะหลังแทรกลงดินได้ดี มันหัวใหญ่ จนเข้าสู่ช่วงฤดูแล้งฝนไม่ตกในช่วงเดือน พฤศจิกายน-มีนาคม ใบมันสำปะหลังร่วงลดจำนวนใบลงเพื่อลดการคายน้ำ การสร้างแป้งของมันสำปะหลังจึงลดลง ดังนั้นหากให้น้ำในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม มันสำปะหลังมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ใบมันสำปะหลังร่วงน้อย การลร้างแป้งมันสำปะหลังจึงเกิดขึ้นต่อไป ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเก็บเกี่ยว
การเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังโดยการใช้หินฝุ่น
หินฝุ่นคือหินที่ได้มาจากกระบวนการโม่หิน เป็นหินปูนบดหยาบๆ มีสารองค์ประกอบดังนี้ แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน เหล็ก แมงกานีส ทองแดง สังกะสี ซึ่งเป็นธาตุอาหารรองของมันสำปะหลัง หากนำมาใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งให้อาหารหลักอย่าง ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม หัวมันมีขนาดใหญ่
การใช้หินฝุ่นเป็นการช่วยปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้มีความเป็นกลางมากขึ้น คุณสมบัติทางกายภาพของดินดีขึ้น เช่น ดินร่วนซุนขึ้น ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น ดินระบายน้ำได้ดี จุลินทรีย์ในดินทำงานได้ดี
1. ดินมีอินทรีย์สาร (ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก) การใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักจะช่วยให้การแตกรากค่อนข้างดี รากจะแตกเยอะมาก ทำให้เมื่อโตขึ้น 1 ต้นจะได้ประมาณ 15-20 หัว
2. ฝนตกถี่ (ดินมีความชื้น) ช่วงที่มีการแตกรากของต้นมันสำปะหลัง จำเป็นอย่างยิ่งที่ดินต้องมีความชื้น ให้รากนั้นแทรกลงไปในดินได้หรือเรียกว่ารากเดินไปได้ ฉะนั้นแล้วเกษตรกรควรปลูกมันสำปะหลังพฤษภาคม ฝนเริ่มตกแล้ว
เกษตรกรบางส่วนปลูกมันช่วงเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม หรือเรียกว่าช่วงปลายฝนต้นหนาวซึ่งดินมีความชื้นอยู่บ้าง อาจารย์แนะนำว่าไม่ควรปลูกมันในช่วงนี้เนื่องจาก หลังจากเดือนธันวาคมฝนจะไม่ตกอีกเลย ฝนจะไปตกอีกที่ปลายเดือนเมษายน ต้นเดือนพฤษภาคม หรือปลูกได้แต่รากมันสำปะหลังจะไม่สามารถแทรกลงไปในดินได้เต็มที่ ทำให้มันหัวไม่ใหญ่ ขายได้ราคาไม่ดี
3. ท่อนพันธุ์ดี (สมบูรณ์ ไม่ทิ้งไว้นานเกินไป ไม่อ่อนหรือแก่เกินไป) ท่อนพันธุ์มันนั้นต้องมีความสมบูรณ์ ไม่ควรที่จะตัดท่อนมันทิ้งไว้นานเกิน 15 วัน ควรจะรีบปลูกทันที
ลักษณะการปลูกมันสำปะหลังคือใช้วิธีการตัดเฉียง เพื่อให้เกิดเนื้อที่หน้าตัดมากจะได้จำนวนรากที่มากกว่าการตัดตรง แต่มีข้อแม้ว่าถ้าตัดเฉียง จะต้องปลูกเอียง หลังจากนั้นนำไปจุ่มน้ำยาเร่งรากและน้ำยาฆ่าเพลี้ยแป้ง
4. รู้วิธีการ (จังหวะการปลูก การใส่ปุ๋ย การใส่ยา การกำจัดหญ้าหรือวัชพืชหรือเรียกว่า "การทำรุ่น")
การทำมันสำปะหลังหัวดก
วิเคราะห์ปัจจัย 3 ประการ
1. พันธุกรรม 10 %
พันธุกรรม ส่วนใหญ่นักวิชาการจะพยายามค้นคว้า หามาเผยแพร่ให้เกษตรกรอยู่แล้วและพันธุ์ใดจะเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่
การเตรียมท่อนพันธุ์เส้นผ่านศูนย์กลาง 2 ซม. อายุ 8-12 เดือน ตัดตรงยาว 20 เซ็นติเมตร นำไปแช่น้ำยาหัวดก และกำจัด ป้องกันเพลี้ยแป้ง นาน 10-12 นาที (ห้ามเกินกว่าเวลานี้) น้ำยาใช้ 3 ชนิดรวมกัน+สารไทอะมีโทแซม 25 %WG 4 กรัม หริอ ไดโนทีฟูเรน 10 % WP 20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หากแช่นานหัวไม่ดก การเจริญเติบโตของต้นไม่ดี น้อยไม่เป็นไรแต่อย่าเกิน
2. สิ่งแวดล้อม 80 % น้ำ อากาศ แสงแดด อุณหภูมิ ความชื้น สภาพดินและธาตุอาหาร
สิ่งแวดล้อม ผมจะกล่าวถึงธาตุอาหารที่พืชต้องการมีทั้งหมด 17 ธาตุ (นักวิทยาศาตร์พบขณะนี้) 3 ธาตุแรก คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน ได้รับจากอากาศและน้ำ อีก 14 ธาตุ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม กำมะถัน แคลเซีย แมกนีเซียม เหล็ก แมงกานีส ทองแดง สังกะสี โบรอน คลอรีน โมลิบดีนัม และนิเกิล ได้รับจากดิน ซึ่งจะขาดธาตุใดธาตุหนึ่งไม่ได้เลย ต้องให้ความสำคัญการให้ธาตุที่ครบเป็นหลัก สำหรับในการทดลองการเพิ่มผลผลิตของพืชต่างๆ จากประสบการณ์ที่ค้นคว้าทดลองมาพืชเจริญเติบโตดี ผลผลิตสูง คุณภาพดีและลดต้นทุนด้วย สำหรับการปลูกพืชเศษฐกิจธาตุอาหารหลักใช้ปุ๋ยเคมีธาตุอาหารรองและเสริมใช้อินทรียวัตถุ คือใส่ปุ๋ยพืชเหมือนกับการทำต้มยำ ถ้าเราปรุงได้สูตรมันก็อร่อยกินข้าวได้เยอะ พืชก็เหมือนกันธาตุอาหารแต่ละธาตุต้องใส่ให้เหมาะสมกัน พืชถึงจะได้กินมากทำให้การเจริญเติบโตดี
3. ฮอร์โมน 10 %
ฮอร์โมน มีทั้งหมด 5 ชนิด ออกซิน ไซโตไคนิน จิบเบอเรลลิน กรดแอบไซซิก และเอทีลีน พืชจะสร้างขึ้นมาเองเพื่อการเจริญเติบโตตามธรรมชาติ ถ้าเราให้ธาตุอาหารเค้าเพียงพอไม่จำเป็นต้องฉีดพ่นให้เค้า แต่ละชนิดมีหน้าที่ต่างกันเช่น ไซโตไคนินจะกระตุ้นการแบ่งเซลส์ ออกซินขยายขนาดของเซลส์ จิบเบอเรลินช่วยการยืดตัวของลำต้นและกิ่ง (อ้างอิง : kmsmily)
หัวดกเกิดจากการนำท่อนพันธุ์แช่น้ำยาซึ่งสามารถทำให้หัวดกได้ทุกสายพันธุ์ ผลจากการแช่น้ำยา
1. หัวดก
2. ท่อนพันธุ์งอกดี
3. เจริญเติบโตดีลำต้นใหญ่
4. ท่อนพันธุ์ที่มีขนาดเล็กเปอร์เซ็นการงอกดีมีลำต้นใหญ่กว่าเดิม
5. ท่อนพันธุ์อายุมากยังสามารถงอกและเจริญเติบดี (อ้างอิง:kmsmily)
การแช่น้ำยากับมันคอนโดนั้นแต่กับมันสำปะหลังหัวไม่ดก เนื่องจากการใช้มีดคว้านเป็นชั้นๆทำให้ท่อลำเลียงอาหารขาดไม่เชื่อมต่อกันจึงไม่มีอาหารมาหล่อเลี้ยงราก และท่อนพันธุ์อยู่ลึกเลยขาดอ๊อกซิเจน การพัฒนาของหัวไม่เกิดขึ้นรากค่อยๆตาย
การเตรียมแปลงปลูก
การไถครั้งแรก ไถดะด้วยผาน 3 ทิ้งไว้ 10-15 วัน เพื่อตากดินและกำจัดหญ้า ไถแนวทิศเหนือ-ใต้ ไถครั้งที่สอง ใช้ผาน 7 ไถตัดตามแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก ยกร่องปลูกตามแนวทิศเหนือ-ใต้ ระยะระหว่างร่องห่าง 60 ซม.สูง 40 ซม.กว้าง 60 ซม.(เราจะปลูกระยะต้นห่าง 1.20x1 เมตร ครับ) 1 ไร่ (40x40 ม.) ใช้ท่อนพันธุ์ 1,333 ท่อน
ข้อดีของการเตรียมพื้นที่ปลูกแบบนี้
1. การไถตัดทำให้โครงสร้างเม็ดดินเขว้าสลับกัน การระเหยของน้ำจะช้าลงเก็บน้ำใต้ดินได้ยาวนาน
2. ดินจะไม่จับตัวแน่นการลงหัวขยายหัวง่ายลดความเครียดของมันฯทำให้เจริญเติบโตดี
3. การยกร่องแนวทิศเหนือ-ใต้ ทำให้ใบมันฯรับแสงแดดได้เต็มที่ผลิตแป้งได้มาก
4. ขนานของร่องใหญ่เวลาฝนตกทำให้ร่องไม่หายมันฯมีพื้นที่ลงหัวมาก
5. ระยะปลูกห่างมันฯไม่เกิดความเครียดจากการแย้งอาหารกัน ประหยัดท่อนพันธุ์ ค่าแรงงานปลูกๆได้มากไร่ขึ้น (อ้างอิง:kmsmily)
ปุ๋ยมันสำปะหลัง
-เกษตรนิยมใส่ขี้ไก่ก่อนการไถไร่ เพื่อไถ่กลบ ทำให้หัวมันใหญ่เสมอกันและทั่วถึง ส่งผลให้เกิดจุลินทรีย์ในดินเยอะ ซึ่งได้ออกซิเจนรากมันสำปะหลังนำไปใช้ ขนาดหัวมันเริ่มใหญ่ขึ้น
ใส่ปุ๋ยเคมีซึ่งมีธาตุโพแทสเซียมสูงเพราะพืชต้องใช้ในการสร้างแป้ง
-การให้ปุ๋ยทางใบ พืชจะโตเร็ว มีการสร้าง สะสมปรุงอาหารจากใบ มีประสิทธิภาพคลุมลูกหญ้าได้และต้นมันโตคลุมลูกหญ้าได้อีกทางหนึ่ง
-การให้ปุ๋ยเคมี มีธาตุอาหาร N P K ที่มีความสำคัญต่อพืช เป็นปุ๋ยที่ไม่มีอันตราย แต่ก็มีข้อควรวิเคราะห์ว่าราคาแพง พืชนำไปใช้ยากต้องรอการทำละลายจากฝนและถ้าหากฝนตกมากไปเกิดการชะล้างปุ๋ย ต้นทุนของเกษตรกรก็จะสูงขึ้นอันเนื่องมาจากสภาพดินที่แย่ลง
โรค
โรคใบไหม้
เพลี้ยแป้ง
วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2555
ผลผลิตข้าวต่อไร่ของไทยปี 2009
ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตร ( FAO ) ปี 2009
http://faostat.fao.org/site/567/default.aspx
หน่วย Yield เป็น เป็นเฮกโตกรัมต่อเฮกเตอร์ ( 100 กรัม/ 10,000 ตารางเมตร )
ข้อมูลผลผลิตจากกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
http://www.brrd.in.th/rkb/data_002/rice_xx2-02_New_index.html
ตารางเปรียบเทียบผลผลิตข้าวกับการบริโภคของแต่ละประเทศ ข้อมูลจาก USDA
http://faostat.fao.org/site/567/default.aspx
หน่วย Yield เป็น เป็นเฮกโตกรัมต่อเฮกเตอร์ ( 100 กรัม/ 10,000 ตารางเมตร )
ตารางเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
ข้อมูลผลผลิตจากกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
http://www.brrd.in.th/rkb/data_002/rice_xx2-02_New_index.html
ตารางเปรียบเทียบผลผลิตข้าวกับการบริโภคของแต่ละประเทศ ข้อมูลจาก USDA
วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554
แรดดำตะวันตก ถูกประกาศว่าสูญพันธ์แล้วโดย IUCA
แรดดำตะวันตก หรือ แรดดำแอฟริกันตะวันตก (ชื่อวิทยาศาสตร์: Diceros bicornis longipes) เป็นสปีชีส์ย่อยหายากของแรดดำ การสำรวจล่าสุดไม่พบแม่แต่เพียงตัวเดียว และใน ค.ศ. 2011 มันถูกประกาศว่าสูญพันธุ์โดย IUCN ครั้งหนึ่งมันเคยอาศัยอยู่กระจัดกระจายในทุ่งหญ้าสะวันนาแห่งแอฟริกากลางตะวันตก แต่ถูกบุกรุกล่า
แรดดำตะวันตกลำตัวยาว 3-3.8 เมตร สูง 1.4-1.7 เมตร น้ำหนัก 800-1,300 กิโลกรัม มีสองเขา เขาแรกวัดความยาวได้ 0.5-1.3 เมตร และเขาที่สองวัดได้ 2-55 เซนติเมตร
แรดดำตะวันตกถูกล่าอย่างหนักในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 แต่ประชากรเพิ่มขึ้นในคริสต์ทศวรรษ 1930 หลังมีมาตรการอนุรักษ์ออกมา แต่ด้วยความพยายามคุ้มครองได้ลดลงเป็นเวลาหลายปี ทำให้ประชากรแรดดำตะวันตกลดลง จนถึง ค.ศ. 1980 ประชากรลดลงเหลือเพียงหลักร้อย การบุกรุกล่าสัตว์ดำเนินต่อไปและจนถึง ค.ศ. 2000 มีการประเมินว่ามีแรดดำตะวันตกหลงเหลืออยู่เพียง 10 ตัว ต้น ค.ศ. 2006 การสำรวจอย่างเข้มข้นทางแคเมอรูนเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ของแรดดังกล่าว ไม่พบแม้แต่ตัวเดียว แต่ความพยายามค้นหาตัวที่ยังหลงเหลืออยู่ดำเนินต่อไป ไม่มีแรดดำตะวันตกที่ทราบกันว่ามีการเลี้ยงไว้ ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2011 สปีชีส์ย่อยดังกล่าวถูกประกาศว่าสูญพันธุ์โดยสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ
credit : wikipedia.org
แรดดำตะวันตกลำตัวยาว 3-3.8 เมตร สูง 1.4-1.7 เมตร น้ำหนัก 800-1,300 กิโลกรัม มีสองเขา เขาแรกวัดความยาวได้ 0.5-1.3 เมตร และเขาที่สองวัดได้ 2-55 เซนติเมตร
แรดดำตะวันตกถูกล่าอย่างหนักในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 แต่ประชากรเพิ่มขึ้นในคริสต์ทศวรรษ 1930 หลังมีมาตรการอนุรักษ์ออกมา แต่ด้วยความพยายามคุ้มครองได้ลดลงเป็นเวลาหลายปี ทำให้ประชากรแรดดำตะวันตกลดลง จนถึง ค.ศ. 1980 ประชากรลดลงเหลือเพียงหลักร้อย การบุกรุกล่าสัตว์ดำเนินต่อไปและจนถึง ค.ศ. 2000 มีการประเมินว่ามีแรดดำตะวันตกหลงเหลืออยู่เพียง 10 ตัว ต้น ค.ศ. 2006 การสำรวจอย่างเข้มข้นทางแคเมอรูนเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ของแรดดังกล่าว ไม่พบแม้แต่ตัวเดียว แต่ความพยายามค้นหาตัวที่ยังหลงเหลืออยู่ดำเนินต่อไป ไม่มีแรดดำตะวันตกที่ทราบกันว่ามีการเลี้ยงไว้ ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2011 สปีชีส์ย่อยดังกล่าวถูกประกาศว่าสูญพันธุ์โดยสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ
credit : wikipedia.org
วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2554
การปลูกข้าว
การทำนาข้าว หมายถึง การปลูกข้าว การปลูกข้าวในประเทศไทย แบ่งออกได้เป็น 3 วิธีด้วยกัน ดังนี้
1. การปลูกข้าวไร่ การปลูกข้าวไร่ หมายถึง การปลูกข้าวบนที่ดอนและไม่มีน้ำขังในพื้นที่ปลูก ชนิดของข้าวที่ปลูกก็เรียกว่า ข้าวไร่ พื้นที่ดอนส่วนมาก เช่น เชิงภูเขามักจะไม่มีระดับ คือ สูง ๆ ต่ำ ๆ จึงไม่สามารถไถเตรียมดินและปรับระดับได้ง่าย ๆ เหมือนกับพื้นที่ราบ เพราะฉะนั้นชาวนามักจะปลูกแบบหยอด โดยขั้นแรกทำการตัดหญ้าและต้นไม้เล็กออก แล้วทำความสะอาดพื้นที่ที่จะปลูกแล้วใช้หลักไม้ปลายแหลมเจาะดินเป็นหลุมเล็ก ๆ ลึกประมาณ 3 เซนติเมตร ปากหลุมมีขนาดกว้างประมาณ 1 นิ้ว หลุมนี้มีระยะห่างกันประมาณ 25 x 25 เซนติเมตร ระหว่างแถวและระหว่างหลุมภายในแถว ปกติจะต้องหยอดเมล็ดพันธุ์ทันทีหลังจากที่ได้เจาะหลุม โดยหยอด 5-8 เมล็ดต่อหลุม หลังจากหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวแล้วก็ใช้เท้ากลบดินปากหลุม เมื่อฝนตกลงมาหรือเมล็ดได้รับความชื้นจากดิน ก็จะงอกและเจริญเติบโตเป็นต้นข้าว เนื่องจากที่ดอนไม่มีน้ำขังและไม่มีการชลประทาน การปลูกข้าวไร่จึงต้องใช้น้ำฝนเพียงอย่างเดียว พื้นดินที่ปลูกข้าวไร่จะแห้งและขาดน้ำทันทีเมื่อสิ้นฤดูฝน ดังนั้นการปลูกข้าวไร่จะต้องใช้พันธุ์ที่มีอายุเบา โดยปลูกในต้นฤดูฝน และแก่เก็บเกี่ยวได้ในปลายฤดูฝน การปลูกข้าวไร่ ชาวนาจะต้องหมั่นกำจัดวัชพืช เพราะที่ดอนมักจะมีวัชพืชมากกว่าที่ลุ่ม เนื้อที่ที่ใช้ปลูกข้าวไร่ในประเทศไทยมีจำนวนน้อย และมีปลูกมากในภาคเหนือและภาคใต้ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางปลูกข้าวไร่น้อยมาก
2. การปลูกข้าวนาดำ การปลูกข้าวในนาดำ เรียกว่า การปักดำ ซึ่งการปักดำนั้นจะกระทำเมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 25-30 วัน จากการตกกล้าในดินเปียกหรือการตกกล้าในดินแห้ง ก็จะโตพอที่จะถอนเอาไปปักดำได้ สำหรับต้นกล้าที่ได้มาจากการตกกล้าแบบดาปกนั้น ในเมืองไทยยังไม่เคยปฏิบัติ คิดว่าจะต้องมีอายุประมาณ 20 วัน จึงเอาไปปักดำได้ เพราะต้นกล้าขนาด 10-14 วันนั้น อาจมีขนาดเล็กเกินไปที่จะใช้ปักดำในพื้นที่นาของเรา ขั้นแรกให้ถอนต้นกล้าขึ้นมาจากแปลงแล้วมัดรวมกันเป็นมัด ๆ ถ้าต้นกล้าสูงมากก็ให้ตัดปลายใบทิ้ง สำหรับต้นกล้าที่ได้มาจากการตกกล้าในดินเปียก จะต้องสลัดเอาดินโคลนที่รากออกเสียด้วย แล้วเอาไปปักดำในพื้นที่นาที่ได้เตรียมไว้ พื้นที่นาที่ใช้ปักดำควรมีน้ำขังอยู่ประมาณ 5-10 เซนติเมตร เพราะต้นข้าวอาจถูกลมพัดจนพับลงได้ในเมื่อนานั้นไม่มีน้ำอยู่เลย ถ้าระดับน้ำในนานั้นลึกมาก ต้นข้าวที่ปักดำอาจจมน้ำในระยะแรก และทำให้ต้นข้าวจะต้องยึดต้นมากกว่าปกติ จนมีผลให้แตกกอน้อย การปักดำที่จะให้ได้ผลผลิตสูง จะต้องปักดำให้เป็นแถวเป็นแนว และมีระยะห่างระหว่างกอมากพอสมควร โดยทั่วไปแล้วการปักดำมักใช้ต้นกล้าจำนวน 3-4 ต้นต่อกอ ระยะปลูกหรือปักดำ 25 x 25 เซนติเมตร ระหว่างกอและระหว่างแถว
ซึ่งวิธีการปลูกแบ่งออกได้เป็นสองตอน ตอนแรกได้แก่การตกกล้าในแปลงขนาดเล็ก และตอนที่สองได้แก่การถอนต้นกล้าเอาไปปักดำในนาผืนใหญ่ ดังนั้น การปลูกแบบปักดำอาจเรียกว่า indirect seeding ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
3. การปลูกข้าวนาหว่านการปลูกข้าวนาหว่าน เป็นการปลูกข้าวโดยเอาเมล็ดพันธุ์หว่านลงไปในพื้นที่นาที่ได้ไถเตรียมดินไว้โดยตรง ซึ่งเรียกว่า direct seeding การเตรียมดินก็มีการไถดะและไถแปร ปกติชาวนาจะเริ่มไถนาสำหรับปลูกข้าวนาหว่านตั้งแต่เดือนเมษายน เนื่องจากพื้นที่นาสำหรับปลูกข้าวนาหว่านไม่มีค้นนากั้น จึงสะดวกแก่การไถด้วยรถแทร็กเตอร์ขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีชาวนาจำนวนมากที่ใช้ แรงวัวและควายไถนา การปลูกข้าวนาหว่านมีหลายวิธีด้วยกัน เช่น การหว่านสำรวย การหว่านคราดกลบหรือไถกลบ และการหว่านน้ำตม
หลังจากทำการปลูกข้าวแล้ว ยังมีขั้นตอนอื่นๆที่สำคัญที่จะต้องคำนึงถึง ดังต่อไปนี้
1. การดูแลรักษา
2. การเก็บเกี่ยว
3. การนวดข้าว
4. การทำความสะอาดเมล็ดข้าว
5. การตากข้าว
6. การเก็บรักษาข้าว
ที่มา ไก่เขียว
http://www.vcharkarn.com/vcafe/176233
โรคและแมลง
-แมลงเต่าทอง เป็นสัตว์กินสัตว์ เป็นแมลงประเภทตัวห้ำ ถือเป็นมิตรกับนาข้าว เพราะช่วยกำจัดแมลงที่ทำลายต้นข้าว ช่วยกำจัดเพลี้ย และยังมีแมลงที่เป็นประโยชน์ต่อนาข้าวอีกเช่น แมลงปอ แมงมุม ตัวหั่มตัวเบียน
-วัชพืชจำพวกผักอีฮีนหรือผักขาเขียด ควบคุมการขยายตัวของวัชพืชนี้ด้วย แหนแดง ก่อนนำแหนแดงลงนาควรใส่ปุ๋ยก่อนหนึ่งครั้ง เพื่อบำรุงให้ต้นแหนแดงเขียวชอุ่ม ไม่เช่นนั้นต้นจะเป็นสีแดงเพราะขาดปุ๋ย
- ใบสีแสด เกิดจากแมลงพาหะเพลี้ยจักจั่นปีกลายหยัก กำจัดโดยเชื้อเมราไทเซียม ผสมสาหร่ายสไปรูไรน่า ผสมน้ำยาเสริมประสิทธิภาพ และตัดใบที่เป็นสีแสดออกพอสมควร
1. การปลูกข้าวไร่ การปลูกข้าวไร่ หมายถึง การปลูกข้าวบนที่ดอนและไม่มีน้ำขังในพื้นที่ปลูก ชนิดของข้าวที่ปลูกก็เรียกว่า ข้าวไร่ พื้นที่ดอนส่วนมาก เช่น เชิงภูเขามักจะไม่มีระดับ คือ สูง ๆ ต่ำ ๆ จึงไม่สามารถไถเตรียมดินและปรับระดับได้ง่าย ๆ เหมือนกับพื้นที่ราบ เพราะฉะนั้นชาวนามักจะปลูกแบบหยอด โดยขั้นแรกทำการตัดหญ้าและต้นไม้เล็กออก แล้วทำความสะอาดพื้นที่ที่จะปลูกแล้วใช้หลักไม้ปลายแหลมเจาะดินเป็นหลุมเล็ก ๆ ลึกประมาณ 3 เซนติเมตร ปากหลุมมีขนาดกว้างประมาณ 1 นิ้ว หลุมนี้มีระยะห่างกันประมาณ 25 x 25 เซนติเมตร ระหว่างแถวและระหว่างหลุมภายในแถว ปกติจะต้องหยอดเมล็ดพันธุ์ทันทีหลังจากที่ได้เจาะหลุม โดยหยอด 5-8 เมล็ดต่อหลุม หลังจากหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวแล้วก็ใช้เท้ากลบดินปากหลุม เมื่อฝนตกลงมาหรือเมล็ดได้รับความชื้นจากดิน ก็จะงอกและเจริญเติบโตเป็นต้นข้าว เนื่องจากที่ดอนไม่มีน้ำขังและไม่มีการชลประทาน การปลูกข้าวไร่จึงต้องใช้น้ำฝนเพียงอย่างเดียว พื้นดินที่ปลูกข้าวไร่จะแห้งและขาดน้ำทันทีเมื่อสิ้นฤดูฝน ดังนั้นการปลูกข้าวไร่จะต้องใช้พันธุ์ที่มีอายุเบา โดยปลูกในต้นฤดูฝน และแก่เก็บเกี่ยวได้ในปลายฤดูฝน การปลูกข้าวไร่ ชาวนาจะต้องหมั่นกำจัดวัชพืช เพราะที่ดอนมักจะมีวัชพืชมากกว่าที่ลุ่ม เนื้อที่ที่ใช้ปลูกข้าวไร่ในประเทศไทยมีจำนวนน้อย และมีปลูกมากในภาคเหนือและภาคใต้ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางปลูกข้าวไร่น้อยมาก
2. การปลูกข้าวนาดำ การปลูกข้าวในนาดำ เรียกว่า การปักดำ ซึ่งการปักดำนั้นจะกระทำเมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 25-30 วัน จากการตกกล้าในดินเปียกหรือการตกกล้าในดินแห้ง ก็จะโตพอที่จะถอนเอาไปปักดำได้ สำหรับต้นกล้าที่ได้มาจากการตกกล้าแบบดาปกนั้น ในเมืองไทยยังไม่เคยปฏิบัติ คิดว่าจะต้องมีอายุประมาณ 20 วัน จึงเอาไปปักดำได้ เพราะต้นกล้าขนาด 10-14 วันนั้น อาจมีขนาดเล็กเกินไปที่จะใช้ปักดำในพื้นที่นาของเรา ขั้นแรกให้ถอนต้นกล้าขึ้นมาจากแปลงแล้วมัดรวมกันเป็นมัด ๆ ถ้าต้นกล้าสูงมากก็ให้ตัดปลายใบทิ้ง สำหรับต้นกล้าที่ได้มาจากการตกกล้าในดินเปียก จะต้องสลัดเอาดินโคลนที่รากออกเสียด้วย แล้วเอาไปปักดำในพื้นที่นาที่ได้เตรียมไว้ พื้นที่นาที่ใช้ปักดำควรมีน้ำขังอยู่ประมาณ 5-10 เซนติเมตร เพราะต้นข้าวอาจถูกลมพัดจนพับลงได้ในเมื่อนานั้นไม่มีน้ำอยู่เลย ถ้าระดับน้ำในนานั้นลึกมาก ต้นข้าวที่ปักดำอาจจมน้ำในระยะแรก และทำให้ต้นข้าวจะต้องยึดต้นมากกว่าปกติ จนมีผลให้แตกกอน้อย การปักดำที่จะให้ได้ผลผลิตสูง จะต้องปักดำให้เป็นแถวเป็นแนว และมีระยะห่างระหว่างกอมากพอสมควร โดยทั่วไปแล้วการปักดำมักใช้ต้นกล้าจำนวน 3-4 ต้นต่อกอ ระยะปลูกหรือปักดำ 25 x 25 เซนติเมตร ระหว่างกอและระหว่างแถว
ซึ่งวิธีการปลูกแบ่งออกได้เป็นสองตอน ตอนแรกได้แก่การตกกล้าในแปลงขนาดเล็ก และตอนที่สองได้แก่การถอนต้นกล้าเอาไปปักดำในนาผืนใหญ่ ดังนั้น การปลูกแบบปักดำอาจเรียกว่า indirect seeding ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
3. การปลูกข้าวนาหว่านการปลูกข้าวนาหว่าน เป็นการปลูกข้าวโดยเอาเมล็ดพันธุ์หว่านลงไปในพื้นที่นาที่ได้ไถเตรียมดินไว้โดยตรง ซึ่งเรียกว่า direct seeding การเตรียมดินก็มีการไถดะและไถแปร ปกติชาวนาจะเริ่มไถนาสำหรับปลูกข้าวนาหว่านตั้งแต่เดือนเมษายน เนื่องจากพื้นที่นาสำหรับปลูกข้าวนาหว่านไม่มีค้นนากั้น จึงสะดวกแก่การไถด้วยรถแทร็กเตอร์ขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีชาวนาจำนวนมากที่ใช้ แรงวัวและควายไถนา การปลูกข้าวนาหว่านมีหลายวิธีด้วยกัน เช่น การหว่านสำรวย การหว่านคราดกลบหรือไถกลบ และการหว่านน้ำตม
หลังจากทำการปลูกข้าวแล้ว ยังมีขั้นตอนอื่นๆที่สำคัญที่จะต้องคำนึงถึง ดังต่อไปนี้
1. การดูแลรักษา
2. การเก็บเกี่ยว
3. การนวดข้าว
4. การทำความสะอาดเมล็ดข้าว
5. การตากข้าว
6. การเก็บรักษาข้าว
ที่มา ไก่เขียว
http://www.vcharkarn.com/vcafe/176233
โรคและแมลง
-แมลงเต่าทอง เป็นสัตว์กินสัตว์ เป็นแมลงประเภทตัวห้ำ ถือเป็นมิตรกับนาข้าว เพราะช่วยกำจัดแมลงที่ทำลายต้นข้าว ช่วยกำจัดเพลี้ย และยังมีแมลงที่เป็นประโยชน์ต่อนาข้าวอีกเช่น แมลงปอ แมงมุม ตัวหั่มตัวเบียน
-วัชพืชจำพวกผักอีฮีนหรือผักขาเขียด ควบคุมการขยายตัวของวัชพืชนี้ด้วย แหนแดง ก่อนนำแหนแดงลงนาควรใส่ปุ๋ยก่อนหนึ่งครั้ง เพื่อบำรุงให้ต้นแหนแดงเขียวชอุ่ม ไม่เช่นนั้นต้นจะเป็นสีแดงเพราะขาดปุ๋ย
- ใบสีแสด เกิดจากแมลงพาหะเพลี้ยจักจั่นปีกลายหยัก กำจัดโดยเชื้อเมราไทเซียม ผสมสาหร่ายสไปรูไรน่า ผสมน้ำยาเสริมประสิทธิภาพ และตัดใบที่เป็นสีแสดออกพอสมควร
ข้าวลูกผสม ความหวังเพิ่มผลผลิต
การปรับปรุงพันธุ์ข้าวลูกผสมในประเทศไทย เริ่มต้นจากการคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวที่มีความโดดเด่น โดยในปี พ.ศ. 2543 ทีมวิจัยของ ดร.ปัทมา ได้คัดเลือกสายพันธุ์ข้าวหลากหลายสายพันธุ์มาทดสอบคู่ผสม อาทิเช่น สุพรรณบุรี 1, 2 และ 3, ปทุมธานี ข้าวขาวดอกมะลิ โดยใช้เวลาในการวิจัยกว่า 8 ปี จนกระทั่งได้สายพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าเดิม 20% ตลอดจนต้านทานโรคแมลง โดยใช้ชื่อสายพันธุ์ลูกผสมนี้ว่า T6-4
ข้าวลูกผสม T6-4 เป็นพันธุ์แม่ที่ได้จากข้าวพันธุ์สุพรรณบุรี 3 ซึ่งเป็นพันธุ์พ่อ โดยผลจากการทดลองปลูกข้าวลูกผสม T6-4 พบว่าได้ผลผลิตต่อไร่สูงถึง 1,578 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ได้ข้าวลูกผสมที่ให้ผลผลิตต่อไรมากกว่า 2 กิโลกรัมประมาณ 20 สายพันธุ์ ทั้งนี้คาดหวังว่าอีก 3 ปีจะสามารถพัฒนาจนถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ชาวนาได้ลองปลูกเพื่อประเมินว่าคุ้มหรือไม่
“ทีมวิจัยได้อาศัยประสบการณ์จากการร่วมทำวิจัยกับ ศ.หยวนที่ประเทศจีน โดยคัดข้าวลูกผสมมา 20 สายพันธุ์จากทั้งหมด 400 สายพันธุ์ หลังจากทดลองปลูกในแปลงขนาดเล็ก พบให้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่า 2,000 กิโลกรัม จากที่ตั้งไว้ 1,000 กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม ผลที่ได้เป็นระดับของงานวิจัย หากนำไปปลูกจริง ผลผลิตต่อไร่อาจจะไม่สูงเท่านี้ เพราะความผันแปรของปัจจัยแวดล้อม” ดร.ปัทมากล่าว
แปลงผลิตภัณฑ์ข้าวลูกผสม
เมื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวลูกผสมได้แล้ว จากนี้จะนำไปทดสอบปลูกในแปลงสถานี โดยจากนี้จะนำไปปลูกในแปลงทดลองขนาดใหญ่ จากนั้นจึงค่อยไปทดลองปลูกในแปลงเกษตร และให้เกษตรกรเป็นผู้ปลุกในที่สุด เพื่อศึกษาถึงวิธีการปลูกและเงื่อนไขต่าง อาทิ การใส่ปุ๋ย การเก็บเกี่ยว คาดว่าขั้นตอนดังกล่าวจะทำเสร็จในเวลา 3 ปี
นักวิจัย กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ต้องผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อนำไปทดสอบที่สถานีทดลองข้าวในเขตภาคกลางอีกหลายสถานี โดยต้องทดลองปลูกอย่างน้อย 3 ฤดูเก็บเกี่ยวซึ่งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี จากนั้นจึงนำไปทดสอบกับแปลงเกษตรที่ใหญ่ขึ้น และในขั้นตอนสุดท้ายคือปลูกในแปลงขนาดใหญ่แล้วให้ชาวนาเลือกว่าจะใช้พันธุ์ไหนดีที่สุด
นักวิจัย กล่าวต่อว่า เทคนิคผสมข้ามสายพันธุ์เป็นทางเลือกหนึ่งการปรับปรุงพันธุ์ข้าวนอกเหนือจากเทคนิคทางพัฒนากรรมสมัยใหม่ หรือการดัดแปรพันธุกรรมในระดับยีน หรือ จีเอ็มโอ ซึ่งยังคงเป็นข้อถกเถียงถึงปัญหาด้านความปลอดภัยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะระบบนิเวศน์ใกล้เคียง
"ทุกวันนี้ผลผลิตเฉลี่ยของข้าวไทยตลอดทั้งปีไม่เพิ่มขึ้น ซึ่งพันธุ์ข้าวลูกผสมเป็นทางออกที่ช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวได้ โดยไม่ต้องพึ่งจีเอ็มโอ" นักวิจัยกล่าว
การวิจัยพันธุ์ข้าวลูกผสมนอกจากจะเพิ่มผลผลิตต่อไร่แล้ว การพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ต้านทานโรคแมลง ยังเป็นเป้าหมายที่นักวิจัยต้องการ โดยเฉพาะโรคไหม้ ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ของเกษตรกร ที่ทำให้ผลผลิตได้ไม่ตรงตามที่คาดการณ์ไว้
นอกจากนี้ทิศทางของงานวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวยังมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มคุณค่าด้านสารอาหารลงในข้าวสายพันธุ์ลูกผสม ให้มีคุณค่าเทียบเท่าข้าวหอมมะลิ มีปริมาณแป้งหรืออะไมเลส (Amylase) สูง เหมาะสำหรับภาคอุตสาหกรรม ที่ต้องการใช้ข้าวเป็นส่วนผสมหลัก เช่น อุตสาหกรรม แป้ง อุตสาหกรรมยา ซึ่งช่วยเพิ่มทางเลือกของความต้องการผลผลิตข้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม ทดแทนการผลิตเพื่อบริโภคเพียงอย่างเดียว
ที่มา เอกวิทย์ เตระดิษฐ์ ณ วิชาการ.คอม
พันธ์ข้าวลูกผสม ผ่าทางตันวิกฤตข้าวไทย
พันธุ์ข้าวลูกผสม ผ่าทางตันวิกฤตข้าวไทย
สถานการณ์ราคาข้าวผันผวน เริ่มส่งสัญญาณตั้งแต่เดือนต้นปี 2551 จนถึงเดือนเมษายน และยังไม่มีวี่แววที่จะลดลง เหตุผลประการหนึ่งมาจากภาวะความแปรปรวนของสภาพอากาศ พายุไซโครน ทำให้ปริมาณผลผลิตในประเทศส่งออกข้าวเสียหาย ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม พม่า แม้กระทั่งอินเดีย ที่เจอกับภัยแล้ง ฝนฟ้าไม่เอื้ออำนวย เป็นสาเหตุให้ปริมาณสำรองข้าวในตลาดโลกลดลงอย่างเห็นได้ชัด
แต่สิ่งที่ทำให้ตลาดโลกตื่นเต้นกันยกใหญ่ มาจากการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระบุว่า ปรากฏการณ์ธรรมชาติเอลนีโญ อาจเวียนกลับมาอีกรอบในปีนี้ และส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนข้าวครั้งใหญ่ ทำให้ทุกประเทศเร่งกักตุนข้าว ดันให้ราคาข้าวในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นไปอีก
จุดเริ่มต้นของข้าวลูกผสมมาจากประเทศจีน จากเหตุผลที่ปริมาณข้าวไม่เพียงพอต่อการบริโภคของคนในประเทศ ส่งผลให้ ศ.หยวน ลองปิง (Prof.Yuan Longping) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาข้าวลูกผสมแห่งจีน (China National Hybrid Rice R&D Center) ได้รับยกย่องให้เป็น บิดาแห่งพันธุ์ข้าวลูกผสม ซึ่งเป็นแนวทางให้นักวิจัยทั่วโลกหันมาทำการวิจัยเพื่อพัฒนาพัฒนาข้าวลูกผสมมากขึ้น
สำหรับการพัฒนาพันธุ์ข้าวในประเทศไทย เริ่มต้นทำในหลายหน่วยงาน ทั้งมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย ตลอดจนภาคเอกชน ที่ต้องการพัฒนาพัฒนาข้าวให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูง เนื่องจากที่ผ่านมาไทยเป็นประเทศส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลก แต่ปริมาณข้าวที่ผลิตได้ยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น
จากสถิติระบุว่าผลผลิตข้าวของประเทศไทยโดยเฉลี่ย ระหว่างปี 2546-2548 อยู่ที่ประมาณ 450 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งจัดอยู่อันดับที่ 6 ของโลก ต่ำกว่าประเทศเวียดนามที่ผลผลิตข้าวเฉลี่ยราว 750 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่จีนครองอันดับสูงสุดผลิตข้าวเฉลี่ยได้มากกว่า 1,000 กิโลกรัมต่อไร่
“แม้ไทยจะเป็นประเทศส่งออกข้าวติดอันดับหนึ่ง แต่อาจจะต้องเสียแชมป์ให้ประเทศคู่แข่งได้ หากผลผลิตต่อไร่ยังคงหยุดนิ่ง ตรงกันข้ามกับประเทศคู่แข่งที่สามารถเพิ่มผลผลิตได้สูงกว่า” นักวิจัยกล่าว
ความคิดเห็นที่น่าสนใจ
unity sun power "เทคโนโลยีพันธุ์ข้าวลูกผสมจะมาพร้อม ๆ กับเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะกับพันธุ์นั้น ๆ ในประเทศไทยเกษตรกรใช้เทคโนโลยีการผลิตที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขต่าง ๆ เข่น การเข้าถึงชลประทาน สภาพภูมิศาสตร์ นิเวศน์เกษตร ปริมาณน้ำฝนและการกระจายของฝน ที่ดิน ทุน แรงงาน ขนาดของฟาร์ม การใช้พันธุ์ลูกผสมอาจไม่เพิ่มผลผลิตตามที่หวัง และอาจปลูกได้เฉพาะในเขตชลประทาน ซึ่งมีไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ผลิตข้าว ถ้าจะเพิ่มให้ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ แต่ไทยทำไม่ได้เพราะผู้คัดค้านมีเยอะ จะสร้างเขื่อนทีแสนจะลำบากจะผันน้ำจากแม่น้ำโขงก็ยาก"
alexanderray "ผมว่าที่จริงข้าวแพง น่าจะเป็นสาเหตุเพราะนักเก้งกำไร มากกว่าประเทศเราส่งข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลก ถึงเกือบร้อยละ 50 การที่ข้าวแพงแต่ชาวนายากจน เพราะน่าจะมาการกดราคา ข้าวจากชาวนา แล้วขายข้าวแพงให้เราทาน ฉะนั้นเงินก็ตกกับพ่อค้า ผมว่านอกจากที่เราจะปลูกข้าวลูกผสมแล้ว น่าจะเก็บข่าวพันธุ์พื้นเมืองไว้ด้วยก็ดี เป็นธนาคารข้าว นอกจากธนาคารข้าว ก็น่าจะมีโรงสีของรัฐ โกง ดังเก็บข้าวของรัฐ โดยไม่ต้องฝากเก็บกับโรงสีข้าวของเอกชน เพราะถ้าเก็บไว้เอกชน รัฐไม่มีเงินมาจ่ายค่าเช่าโกดัง โรงสีเอกชนก็ยักยอกข้าวไปขายเพราะต้องเอาเงินมาดูแลโรงสี แม้จะกู้กับธ.ก.ส. มาก็ไม่คุ้มทุน ลงทุนสร้างโรงสีรัฐครั้งเดียวแต่คุ้มไปถึง สิบ ปี รัฐก็ได้ภาษีข้าวเต็มเม็ดเต็มหน่วย ชาวนา ก็ลืมตาอา ปากได้เพราะรัฐรับซื้อข้าวเป็นราคามาตรฐาน ในตลาด เพราะบ้างที่ราคาข้าวถูกพ่อค้า กดราคาจนน่าเกลียด
เรื่องการชลประทานถ้าหากเราไปเปรียบเทียบกับเวียดนาม ขอบอกว่าเราได้เปรียบที่สภาพภูมิประเทศมาก เรามีแม่นําเยอะ กว่า ข้าวที่ได้มีคุณภาพ เราสามารถทำนาปรัง ปีละสองครั้ง แต่เราขาด คนเพราะว่า คนส่วนใหญ่มักจะหันน่าเข้าเมือง เพราะว่าการปลูกข้าวนั้นประเทศไทยเรา ยิ่งปลูก ทุนหายกำไรหด ส่วนที่เวียดนามนั้น รัฐจะเข้าไปดูแลเป็นส่วนใหญ่เพราะเป็นปัจจัยหลัก แล้วยังมีระบบการจัดการที่ดีกว่าระบบของไทย มาก"
ที่มา เอกวิทย์ เตระดิษฐ์ ณ วิชาการ . คอม
‘ราคาข้าวยังพุ่งไม่หยุด’ พาดหัวข่าวปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ ต่อเนื่องมานานหลายสัปดาห์ บ่งบอกถึงสัญญาณบางอย่างที่ทุกฝ่ายต้องเตรียมการรับมือ และหาทางแก้ไข ซึ่งทางแก้ที่ดีที่สุดในมุมมองของนักวิจัย คือการค้นหาพันธุ์ข้าวที่ให้ปริมาณผลผลิตสูง เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค โดยใช้เทคนิคปรับปรุงพันธุ์ “ข้าวลูกผสม”
แต่สิ่งที่ทำให้ตลาดโลกตื่นเต้นกันยกใหญ่ มาจากการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระบุว่า ปรากฏการณ์ธรรมชาติเอลนีโญ อาจเวียนกลับมาอีกรอบในปีนี้ และส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนข้าวครั้งใหญ่ ทำให้ทุกประเทศเร่งกักตุนข้าว ดันให้ราคาข้าวในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นไปอีก
ดร. ปัทมา ศิริปัญญานักวิจัยและรองคณะบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร
ดร.ปัทมา ศิริธัญญา นักวิจัยและรองคณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง กล่าวในงานเสวนาคุยกันฉันท์วิทย์ พันธุ์ข้าวลูกผสม...ความหวังที่อุดมด้วยผลผลิต ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ทางออกที่จะสามารถแก้ปัญหาข้าวขาดตลาดได้นั้น คือการเพิ่มปริมาณผลผลิตด้วยการปรับปรุงพันธุ์ ซึ่งแนวโน้มของนักปรับปรุงพันธุ์หลายประเทศมุ่งหน้าพัฒนาคือ “ข้าวลูกผสม” จากเทคนิคผสมข้ามพันธุ์ เพื่อให้ได้ข้าวที่มีปริมาณผลผลิตสูงและต้านทานโรคแมลง
ศ. หยวน ลองปิง บิดาแห่งเทคโนโลยีข้าวลูกผสม
จุดเริ่มต้นของข้าวลูกผสมมาจากประเทศจีน จากเหตุผลที่ปริมาณข้าวไม่เพียงพอต่อการบริโภคของคนในประเทศ ส่งผลให้ ศ.หยวน ลองปิง (Prof.Yuan Longping) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาข้าวลูกผสมแห่งจีน (China National Hybrid Rice R&D Center) ได้รับยกย่องให้เป็น บิดาแห่งพันธุ์ข้าวลูกผสม ซึ่งเป็นแนวทางให้นักวิจัยทั่วโลกหันมาทำการวิจัยเพื่อพัฒนาพัฒนาข้าวลูกผสมมากขึ้น
จากสถิติระบุว่าผลผลิตข้าวของประเทศไทยโดยเฉลี่ย ระหว่างปี 2546-2548 อยู่ที่ประมาณ 450 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งจัดอยู่อันดับที่ 6 ของโลก ต่ำกว่าประเทศเวียดนามที่ผลผลิตข้าวเฉลี่ยราว 750 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่จีนครองอันดับสูงสุดผลิตข้าวเฉลี่ยได้มากกว่า 1,000 กิโลกรัมต่อไร่
“แม้ไทยจะเป็นประเทศส่งออกข้าวติดอันดับหนึ่ง แต่อาจจะต้องเสียแชมป์ให้ประเทศคู่แข่งได้ หากผลผลิตต่อไร่ยังคงหยุดนิ่ง ตรงกันข้ามกับประเทศคู่แข่งที่สามารถเพิ่มผลผลิตได้สูงกว่า” นักวิจัยกล่าว
ความคิดเห็นที่น่าสนใจ
unity sun power "เทคโนโลยีพันธุ์ข้าวลูกผสมจะมาพร้อม ๆ กับเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะกับพันธุ์นั้น ๆ ในประเทศไทยเกษตรกรใช้เทคโนโลยีการผลิตที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขต่าง ๆ เข่น การเข้าถึงชลประทาน สภาพภูมิศาสตร์ นิเวศน์เกษตร ปริมาณน้ำฝนและการกระจายของฝน ที่ดิน ทุน แรงงาน ขนาดของฟาร์ม การใช้พันธุ์ลูกผสมอาจไม่เพิ่มผลผลิตตามที่หวัง และอาจปลูกได้เฉพาะในเขตชลประทาน ซึ่งมีไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ผลิตข้าว ถ้าจะเพิ่มให้ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ แต่ไทยทำไม่ได้เพราะผู้คัดค้านมีเยอะ จะสร้างเขื่อนทีแสนจะลำบากจะผันน้ำจากแม่น้ำโขงก็ยาก"
alexanderray "ผมว่าที่จริงข้าวแพง น่าจะเป็นสาเหตุเพราะนักเก้งกำไร มากกว่าประเทศเราส่งข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลก ถึงเกือบร้อยละ 50 การที่ข้าวแพงแต่ชาวนายากจน เพราะน่าจะมาการกดราคา ข้าวจากชาวนา แล้วขายข้าวแพงให้เราทาน ฉะนั้นเงินก็ตกกับพ่อค้า ผมว่านอกจากที่เราจะปลูกข้าวลูกผสมแล้ว น่าจะเก็บข่าวพันธุ์พื้นเมืองไว้ด้วยก็ดี เป็นธนาคารข้าว นอกจากธนาคารข้าว ก็น่าจะมีโรงสีของรัฐ โกง ดังเก็บข้าวของรัฐ โดยไม่ต้องฝากเก็บกับโรงสีข้าวของเอกชน เพราะถ้าเก็บไว้เอกชน รัฐไม่มีเงินมาจ่ายค่าเช่าโกดัง โรงสีเอกชนก็ยักยอกข้าวไปขายเพราะต้องเอาเงินมาดูแลโรงสี แม้จะกู้กับธ.ก.ส. มาก็ไม่คุ้มทุน ลงทุนสร้างโรงสีรัฐครั้งเดียวแต่คุ้มไปถึง สิบ ปี รัฐก็ได้ภาษีข้าวเต็มเม็ดเต็มหน่วย ชาวนา ก็ลืมตาอา ปากได้เพราะรัฐรับซื้อข้าวเป็นราคามาตรฐาน ในตลาด เพราะบ้างที่ราคาข้าวถูกพ่อค้า กดราคาจนน่าเกลียด
เรื่องการชลประทานถ้าหากเราไปเปรียบเทียบกับเวียดนาม ขอบอกว่าเราได้เปรียบที่สภาพภูมิประเทศมาก เรามีแม่นําเยอะ กว่า ข้าวที่ได้มีคุณภาพ เราสามารถทำนาปรัง ปีละสองครั้ง แต่เราขาด คนเพราะว่า คนส่วนใหญ่มักจะหันน่าเข้าเมือง เพราะว่าการปลูกข้าวนั้นประเทศไทยเรา ยิ่งปลูก ทุนหายกำไรหด ส่วนที่เวียดนามนั้น รัฐจะเข้าไปดูแลเป็นส่วนใหญ่เพราะเป็นปัจจัยหลัก แล้วยังมีระบบการจัดการที่ดีกว่าระบบของไทย มาก"
ที่มา เอกวิทย์ เตระดิษฐ์ ณ วิชาการ . คอม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




