วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
การทำปุ๋ยชีวภาพอินทรีและการทำนาเกษตรอินทรีชีวภาพ
1. ดิน 1 กิโลกรัม
2 แกลบ 1 ปีป
3.ใบไม้ 1 ปีบ
4.รำข้าว 3 กิโล
5.คลุกเค้าให้เข้ากันแล้วเลี้ยงไว้ 15 วัน ตัวจุลินทรีก็จะเริ่มเกิดขึ้น หลังจากนั้นบรรจุใส่ถุง 8 นิ้ว ยาว 12 นิ้ว ใส่เป็นถุงๆไว้
6.นำถัง 200 ลิตร ใส่น้ำสะอาดไป 180 ลิตร เอากากน้ำตาลที่ไม่มีสารเคมีเทใส่ลงไป ขนให้เข้ากัน แล้วเอาหัวเชื้อที่ใส่ถุงไว้ เอามาแช่ไว้เฉยๆ หมักไว้ 15 วัน ก็จะกลายเป็นหัวจุลินทรีขึ้นมาแล้ว
วิธีการทำนาเกษตรอินทรีชีวภาพตอนนี้ ที่นิยมกัน มี 2 วิธี
1. การดำนา ทำแบบเทคโนโลยีใหม่เลย คือเพาะกล้าไว้ในถาดยาว 2 ฟุต กว้าง 1 ฟุต แล้วใช้รถดำนา
2 วิธีนาหว่าน เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด แต่มันมีเทคนิคที่เราไม่ต้องใช้ยาคุมหญ้า ดังนี้ คือ แช่ข้าวไว้ 3 วัน รุ่งเช้าวันที่4 เอาต้นข้าวไปหว่าน (เตรียมดินไว้ให้เรียบก่อนน่ะ) เปิดน้ำเข้า ตกเย็นเปิดน้ำทิ้ง เพราะฉะนั้น ข้าวงอกก่อนต้นหญ้า 3 วันหลังจากนั้นพอข้าวงอกสูงได้ที่แล้วก็เปิดน้ำใส่ ต้นหญ้าที่เกิดทีหลังก็เน่าตาย
วิธีการฆ่าเพลี้ย โดยใช้สมุนไพรนำกิ่งก้านสะเดามาหักแล้วตำให้ละเอียด แล้วจึงไปฉีดลงในนาข้าว แต่หากวิธีนี้จะได้ผลจริงจะต้องไม่ใช้สารเคมีในการฆ่าเพลี้ยเลย
ข้อมูล ลุงทองเหมาะตัวอย่างชาวนาผู้ทำเกษตรอินทรีชีวภาพ ผู้ที่สนใจดูคลิปเพิ่มเติมได้ที่ youtube.com
วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
การดำนา ประเทศญี่ปุ่น Planting Rice
ในแปลงนานั้น ชาวนาจะไถน้ำที่ค้างอยู่ในแปลงนาออกไปให้หมด ให้เหลือแต่โคลนเลนและพื้นต้องเรียบเป็นระนาบเดียวกัน สาเหตุที่ต้องกวาดน้ำให้เหลือแต่โคลนนั้น เพื่อที่เครื่องดำนา จะแทงต้นกล้าลงไปให้จมโคลนได้สนิท
พื้นที่บางส่วนที่เครื่องดำนาเข้าไม่ถึง เช่น หัวมุมแปลงนา หรือพื้นที่ที่ติดกับประตูระบายน้ำ (floodgate) ชาวนาก็ต้องลงมือดำนาเอง ซึ่งก็ป็นวิธีแบบโบราณที่เราเคยเห็นๆกัน
ต่อมา
ขนต้นกล้าอ่อนจากแปลงเพาะต้นกล้า ก่อนหน้านี้ แกะต้นกล้าออกมาจากถาดให้เรียบร้อย หรือจะหมุนให้เป็นแท่งจะได้ขนย้ายง่ายๆ ( เจ้าของแปลงนากล่าวไว้ว่า การเพาะต้นกล้าอ่อนนั้นเพียงเราศึกษาข้อมูลเล็กน้อย ดูวิธีการปลูก หรือเข้าฝึกอบรม ที่ price trade center ก็สามารถทำได้แล้ว )
สำหรับ mechanical finger (ตัวที่แทงต้นกล้าลงไปในโคลน) จะเคลื่อนที่จากขวาไปซ้าย เหมือนนาฬิกาเดินจากขวาไปซ้าย mechanical finger จะอยู่ติดกับโคลน เจ้าของแปลงนากล่าวไว้ว่าเครื่องนี้ช่วยให้งานของพวกเค้าง่ายขึ้นมาก มันมีประโยชน์มากจริงๆ พวกเราจึงมีเวลาไปทำอย่างอื่นได้
เจ้าของแปลงนากล่าวว่า สมัยก่อนชาวนาลำบากมาก พวกเค้าต้องทำทุกอย่างเอง ไม่มีเครื่องทุนแรง
เมื่อดำนาเสร็จแล้วหลังจากนั้นอีก 8 วัน ต้นข้าวก็จะทรงตัวได้เองแล้ว และก็ต้องคอยดูแลเอาน้ำเข้าแปลงนาตลอด จนถึงฤดูเก็บเกี่ยว
credit homemadejapan.blogspot.com
การเตรียมต้นกล้าสำหรับดำนา ประเทศญี่ป่น Rice nursery
ขั้นตอนที่หนึ่ง การเตรียมแปลง
1. เตรียมพื้นที่ หนึ่งแปลงสำหรับปลูกต้นกล้า ไถพื้นที่ให้เรียบเตียน เปิดน้ำเข้าพื้นที่เพื่อให้พื้นแชะคล้ายโคลน
2. เตรียมไม้ไผ่เพื่อมาร์คจุด วางลงไว้บนพื้น ความกว้างเท่ากับแผ่นพลาสติก( พลาสติกใช้สำหรับรองต้นข่าวอ่อน )
3. นำคลาด ลาก กวาดพื้นโคลนให้เรียบ เพื่อสร้างพื้นผิวสำหรับต้นกล้า
4. นำแผ่นพลาสติกบาง ความกว้างเท่ากับไม้ไผ่ที่เรามาร์คจุดไว้ เจาะรูแผ่นพลาสติกด้วย แล้วนำไปวางไว้บนโคลน จะเป็นฐานสำหรับปลูกต้นกล้า เอาโคลนกลบไว้บนขอบแผ่นพลาสติกนิดหน่อย กันแผ่นพลาสติกปลิว ( เหตุผลที่นำแผ่นพลาสติกมาวางลงไว้บนพื้นโคลนก่อน ก็คือว่าเมื่อเวลาถอดต้นกล้า จะได้ถอดง่าย ต้นกล้าไม่จมดิน )
สี่ขั้นตอนข้างต้นเป็นขั้นตอนของการเตรียมดิน ขั้นตอนในการปลูกต้นกล้าของญี่ปุ่นเค้านั้น ง่ายสบายกว่าเมืองไทยบ้านเราเยอะเลยครับ บ้านเรานั้นยังต้องถอดกล้ากันอยู่เลย
ขั้นตอนที่สอง การเตรียมต้นกล้า
1. การเตรียมเมล็ดข้าวสำหรับเพาะต้นกล้านั้น พวกเค้าจะทำกันที่ ศูนย์การค้าข้าวหรือเรียกว่า price trade center ซึ่งจะมีเครื่องใช้ไฟฟ้าและสิ่งอำนวยการสะดวกช่วยในการทำงานของพวกเค้า
2. เตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว และก็สารกำจัดศัตรูพืช ลงไปในถาดเพาะต้นกล้า ซึ่งขั้นตอนตรงนี้ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าเครื่องไฟฟ้า ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ชาวญี่ปุ่นคิดค้นขึ้นครับ ตามตัวอย่างที่เห็นอยู่ในคลิปครับ
3. ยกถาดเมล็ดต้นกล้าขึ้นบนรถบรรทุก เพื่อที่จะนำถาดเมล็ดต้นกล้าไปวางลงแปลงที่เตรียมไว้ในขั้นตอนที่หนึ่ง
4. นำถาดเมล็ดต้นกล้า วางไปลงบนแผ่นพลาสติก วางจนเต็มแผ่นพลาสติก ตรงขั้นตอนที่ 4 นี่ ก็จะได้แปลงเพาะต้นกล้าแล้ว ( nursery beds )
5. เมื่อได้แปลงเพาะต้นกล้าแล้ว ก็ถึงคราวที่จะต้องนำผ้าบางๆ คล้ายมุ่งมาคลุมแปลงต้นกล้า เพื่อกันนกมาจิกกินเมล็ดข้าว กันลมและกันฝน ปิดให้สนิท
6. เปิดน้ำเข้าแปลงต้นกล้า ( floodgates ) ระบบชลประทานที่ญี่ปุ่นเป็นระบบชลประทานคอนกรีต ขนาดเล็กเข้าถึงพื้นที่ของชาวนาทุกแปลง ทำให้ชาวนาควบคุมน้ำที่จะเข้าไปในแปลงข้าวได้ง่ายขึ้น
From homemadejapan.blogspot.com
วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554
เริ่มต้นเป็นชาวนาและกว่าจะได้เมล็ดข้าว แบบดั้งเดิม
อันดับแรกข้อ1 อันนี้ก่อนที่จะลงนาทุกๆครั้งต้องใส่ปุ๋ยขี้วัวขี้ควายก่อน ซึ่งแถวบ้านผมนิยมใช้เพราะเลี้ยงกันเยอะเเถมรักษาระบบนิเวศวิทยาได้ดี ขั้นตอนก็คือตักมูลหรือขี้ที่ภาษาบ้านเราเรียกกัน การใส่ในที่นานั้นมักใส่กันเป็นกองๆเป็นจุดเเล้วค่อยมาหว่านเพื่อกระจายไปในที่ต้นข้าวไม่งามโดยดูจากปีที่ผ่านมา การใส่ฝุ่นส่วนมากเเล้วจะทำระหว่างปลายเดือนเมษายน
กองฝุ่นหรือปุ๋ยที่มาจากขี้วัวเเละควาย
อันดับ2 การไถนาหุด(ดะ) การไถนี้ก็เพื่อเป็นการไถเพื่อพรวนดินกลบตอฟางที่ตายเเละฆ่าหญ้าเพื่อทำเป็นปุ๋ย
การไถหุด
อันดับที่3 การตกกล้าหรือภาษาไทยเรียกว่าการเพาะพันธ์ข้าว ขออนุญาตท่านก็เเล้วกันเพราะตัวผมจะว่าไปเเล้วการพูดภาษาไทยนั้นบอกตามตรงเลยว่ากระผมนั้นสามปีใช้เเค่ไม่กี่คำ ถ้าเขียนเเละอ่านก็ได้ครับ(หากพุดภาษาไทยที่บ้านผมรับรองเลยว่าโดนต่อยปากเจ่อครับ) การตกกล้าแถวบ้านผมจะเริ่มทำปลายเดือนเมษายนเขาเรียกว่า ตกกล้าบก หากตกกล้าน้ำจะประมาณก็ประมาณกลางๆพฤษภาคม เพราะเข้าสู่ฤดูฝนเต็มรูปแบบ( การเพาะพันธุ์ข้าวนั้นใช้เมล็ดพันธุ์ 5 กิโลกรัมต่อไร่ เมือต้นกล้าอายุได้ 30 วัน จึงทำการถอนกล้าไปปลูก )
การตกกล้าบกและกล้าน้ำ
สภาพของกล้าน้ำ
ขั้นตอนที่4เข้าสู่การทำนาเต็มรูปแบบ ขั้นตอนนี้หละครับที่เหนื่อยมากๆ เมื่อถึงเดือนมิถุนายนฤดูการทำนาปักดำไถหว่าน เริ่มเเล้ว ก่อนการปักดำต้องไถเเละหลก(ถอน)กล้า เพื่อนำไปปักดำ โดยการหลกกล้ามักจะเเบ่งเป็นมัดๆ โดยนิยมนับกันดังนี้
๔ มัดเป็น ๑ขบ ๑๐ ขบเป็น๑ปุง โดยเนื้อที่ประมาณ๑ไร่ใช้กล้าในการดำประมาณ๑๒๐มัดหรือ ๓ ปรุง
การหลก(ถอน)กล้า
5.การไถดำขั้นตอนนี้ถือว่ายากนิดนึงเพราะต้องทำหลายขั้นตอน ตั้งเเต่ไถ คราด เเละซ่อมเเจนา(คือการทำพื้นที่ให้เข้าไปปักดำได้เช่นขุดโดยการใช้จอบ) การคราดก็คือการปรับสภาพดินให้ได้ใกล้เคียงกันที่สุดเพราะโดยสภาพทั่วไปของบ้านผม มักมีที่ราบที่โนนเเตกต่างกันไป
การไถนาเพื่อปักดำ
6.การดำนา ในการดำนานั้นหากคนที่เก่งจริงพื้นที่หนึ่งไร่จะใช้เวลาในการดำประมาณสามวันไม่รวมการถอนกล้า เพราะการหลกหรือถอนภายในหนึ่งวันจะได้ไม่เกินหนึ่งร้อยมัด การดำนาต้องใช้กำลังขาเป็นพิเศษต้องหน้าต้องก้มอยู่กับดินตลอดเวลาเเละที่สำคัญร้อนมากเพราะเเสงพระอาทิตย์จะสะท้อนใส่หน้าคนดำนาจะตลอดเวลา ( การปักดำนั้นจะใช้ต้นกล้า 3 ต้นต่อกอข้าว ระยะห่างระหว่างต้น 30 เซนติเมตร และระยะห่างระหว่างแถว 50 เซนติเมตร )
หลังจากปักดำเสร็จเเล้วใช่ว่าจะหนีจากนาได้นะครับต้องรอดูเเละเฝ้าประจำว่าน้ำมากไปหรือเปล่าหรือว่าน้อยไป หากมากก็เป่ง(ปล่อย)น้อยก็ตันทางน้ำ(ดูคันนาว่ามีรอยรั่วไหม)เพราะบางพื้นที่คันนามีรอยรั่วเกิดกะพวกปูขุดรูในคันนา
ชาวนาเราลำบากมากครับ ข้าวที่เรากินเเต่ละวัน ข้าวที่ท่านเห็นมาจากเเรงงานชนชั้นรากหญ้าของประเทศ ชาวนาคู่กับคนไทยมานานนับร้อยปี หากจะถามว่าชาวนาเราทำไมไม่รวยสักที ตลอดชาติเเละตลอดไปในความคิดของผมบอกว่ายากครับ หากรวยหรือมีกินป่า่นนี้คงสบายไปนานเเล้ว ไม่ต้องรอมาถึงร้อยปีจนถึงปัจจุบัน เเต่สิ่งที่ได้จากการทำนาคือได้ผลผลิตพออยู่พอกิน มีรายได้เล็กๆน้อยๆจากการขายแม้จะไม่ได้มากแต่ก็ถือว่าได้ สิ่งที่ชาวนาอย่างพวกผมภูมิใจหนักหนาคือเงินจากการขายผลิตเเละหยาดเหงื่อไม่ได้คดโกงใครมา มีเเต่จะถูกโกงด้วยซ้ำ เงินเหล่านี้สามารถให้โอกาสกับลูกๆได้มีโอกาสสบายไม่ได้ลำบากเหมือนกับปู่ย่าตายายเเละพ่อเเม่ นั้นก็คือเด็กๆและคนทั่วไปที่เป็นลูกชาวนาในอดีต ปัจจุบันเรียนหนังสือจบสูงๆมีงานทำที่ดีไม่ต้องมาเปื้อนขี้โคลนขี้ตมในทุ่งไร่ทุ่งนา เเละเด็กๆโดยส่วนมากในปัจจุบันมักจะเป็นลูกเเก้วอยู่กับความสบายตลอด คุณละครับท่านผู้อ่านที่เคารพคุณลืมสภาพเก่าหรือยัง ลูกชาวนา
( outside ) การควบคุมระดับน้ำในนาข้าวนั้นสำคัญมาก โดยจะต้องระบายน้ำให้ท่วมสูงประมาณ 10 เซยติเมตร จนกว่าต้นข้าวจะแตกกอ ระหว่างนี้ระดับน้ำไม่เกิน 15 เซนติเมตร เมื่อข้าวออกร่วงก็ระบายน้ำออกให้หมด
พืชทุกชนิดล้วนมีศัตรูพืช ศัตรูชนิดหนึงของข้าวก็คือเพลี้ยโดยในวิถีเกษตรอินทร์นั้นนิยมใช้นำหมักชีวภาพจากสะเดา ฉีดพ้นให้ทั่วลงแปลงนาก็สามารถกำจัดได้แล้ว นอกจากนี้น้ำมันดอกสะเดายังลดปูนากัดกินต้นข้าวได้อีกด้วย เมื่อปูสัมผัสน้ำมันดอกสะเดาจะเกิดอาการกล้ามหลุด เมื่อปูนากล้ามหลุดก็ไม่สามารถกัดกินต้นข้าวได้ ส่วนหอยเชอรี่นั้นกำจัดได้ด้วยยางมะละกอเมื่อหอยเชอรี่ถูกยางมะละกอจะเป็นอัมพาธและตายในที่สุด
ในความเป็นจริงเมล็ดข้าวจะมีการกลายพันธุ์ ดังนั้นเมล็ดพันธุ์ข้าวควรจะเปลี่ยนทุกๆ 3-4 ปี
เมล็ดพันธุ์ข้าว เมื่อเมล็ดพันธุ์ข้าวดี การผลิตข้าวของเกษตรกรมีการควบคุมที่ดี การเตรียมดิน การปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว ก็จะให้ผลผลิตสูงต่อไร่และข้าวมีคุณภาพดีไม่หักง่าย
กว่าจะได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีนั้น เริ่มต้นจากการวิจัย ศึกษาสายพันธุ์ข้าวแต่ละชนิด ข้อดีข้อเสีย จนนำไปสู่การปรับปรุงพันธุ์ ทดสอบผลของการวิจัย ดังนั้นการได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีจึงใช้เวลาหลายปี
วิธีขยายพันธุ์ข้าวให้เป็นที่นิยม คงจะอยู่ในหน้าที่ความรับผิดชอบของใครไม่ได้นอกจากกรมการค้าข้าว ขั้นตอนแรก ทำการคัดเลือกตัวแทนเกษตรกรและพื้นที่ปลูก เกษตรกรผู้มีความสนใจ ( เกษตรกรผู้สนใจคงมีฐานะอยู่ไม่น้อย ลำพังเกษตกรหาเช้ากินค่ำย่อมเป็นไปไม่ได้ ) ปฏิบัติตามกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ โดยอยู่ภายใต้การติดตามดูแลของเจ้าหน้าที่ ขั้นตอนต่อมา การเตรียมแปลง นับว่าไม่ง่ายเลยสำหรับการเตรียมแปลงขยายเมล็ดพันธุ์ข้าว ไหนจะต้องกำจัดวัชพืช กำจัดเมล็ดข้าวที่ตกค้างอยู่ในนาจากการเก็บเกี่ยวเมื่อครั้งทำนาก่อนหน้านั้น( วิธีนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ปล่อยน้ำเข้านา เมื่อเมล็ดข้าวที่ตกค้างอยู่ในนางอกได้ที่พอสมควร แล้วไถกลบ ง่ายไหมละครับท่าน หรือเรียกง่ายๆก็คือ วิธีกำจัดพันธุ์ปน) ขั้นตอนการเก็บเกี่ยว ต้องระวังไม่ให้มีการปะปนพันธุ์ เพราะจะมีการตรวจคุณภาพก่อนการจัดซื้อ หากเมล็ดพันธุ์มีคุณภาพก็จะถูกซื้อคืนจากกรมการค้าข้าว
ท้ายสุดนี้หากเมล็ดพันธุ์ใดได้รับความนิยม ก็จะโด่งดังไปโดยปริยาย โดยปากต่อปากของเกษตรกรผู้ทดลองปลูกเมล็ดพันธุ์ข้าวเอง เรียกได้ว่าเป็นการทำการตลาดไปด้วยในตัว ดีกว่าที่กรมการค้าข้าวทำการขยายพันธุ์เอง ( ความคิดเห็นส่วนตัว )
ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก bannangio.com
วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554
การเกี่ยวข้าวที่ไต้หวัน
การทำนาแบบไต้หวัน
จากแผนที่เราคงเห็นว่าไต้หวันล้อมรอบด้วยทะเลทั้งสี่ทิศ โอบอ้อมด้วยมหาสมุทร ด้านเหนือ ของไต้หวันจดทะเลตงไห่ ด้านตะวันออกเฉียงเหนือคือ หมู่เกาะลิวกิว ด้านตะวันออกคือ มหาสมุทรแปซิฟิค ไต้หวันตั้งอยู่ระหว่างแถบโซนอบอุ่น กับแถบโซนร้อน จึงมีอากาศแถบ โซนร้อนและใกล้แถบโซนร้อน เนื่องจากมีทะเลล้อมอยู่ทั้ง 4 ด้าน ทั้งถูกกระทบ กระเทือนจากลมฤดูกาลในมหาสมุทร จึงมีอากาศดีตลอดปี ฤดูหนาวไม่หนาวจัด และฤดูร้อนก็ร้อนไม่มาก นอกจากเขตภูเขาสูง อุณหภูมิถัวเฉลี่ยต่อปีประมาณ 22 องศาเซนเซียส เขตทั่ว ๆ ไปไม่มีหิมะและน้ำแข็งตลอดปี หิมะมักจะมีอยู่บน ภูเขาที่สูงเหนือระดับน้ำทะเล 3000 เมตรขึ้นไป ไต้หวันมีฝนตกชุก มีพายุต่อนข้างมาก
พื้นที่ไต้หวันมีครึ่งหนึ่งขึ้นไปเป็นพื้นที่ที่คลุมด้วยป่าไม้ กว้างกว่าสวิสเซอร์ แลนด์ที่ได้รับสมญานามว่าบ้านเมืองป่าไม้ในยุโรป 1 เท่าตัว ปริมาณภัณฑ์ไม้สำรองมีถึง กว่า 300 ล้านลูกบาตรเมตร พัยธุ์ไม้ของไต้หวันมีร่วม 4000 ชนิด เป็นสวนพฤษชาติ ธรรมชาติที่มีชื่อดังในเอเซีย มีื 4 ใน 5 เป็นป่าไม้เศรษฐกิจ ไต้หวันมีต้น การบูรมากที่สุดในโลก การบูรและเม็ดการบูรเป็นสินค้าสำคัญอย่างหนึ่งของไต้หวัน ปริมาณการผลิตเป็นประมาณร้อยละ 70 ของยอดปริมาณการผลิตทั่วโลกไต้หวันมีสินในน้ำทะเลอุดมสมบูรณ์มาก ปลามี 500 กว่าชนิด เมืองเกาสง จีหลง ซูอ้่าว หวาเหลียน ซินก่างและเผิงหู เป็นต้นล้วนเป็นแหล่งจับปลาที่มีชื่อดัง
การทำนาของไต้หวันที่เมืองไถจงนั้น เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จเเล้วนิยมหว่านเมล็ดผักกาดเพื่อพักดินให้มีโอกาสพัก เเละผักกาดคือปุ๋ยอย่างดี การเพาะพันธุ์ต้นกล้าเพาะใส่ในถาดพลาสติค รอระยะต้นกล้ายาวเเล้ว ค่อยไปปักดำโดยใช้รถปักดำ โดยขั้นตอนของเขา สามขั้นตอน คือ เพาะพันธุ์ ไถ ดำ ขณะที่บ้านเรา เพาะพันธ์ ไถ คราด ถอน ดำโดยใช้เเรงงานคนยกเว้นแค่ไถเพราะใช้คนบวกเครื่องจัก ส่วนไต้หวันนั้นล้วนๆ คือเครื่องจักร ที่นี้เรามาดูการทำนากันเลย ขั้นตอนเเรก นำต้นกล้ามาใส่ที่รถปักดำเลย
เกษตรกรไต้หวันนำต้นกล้าที่เพาะในถาดพลาสติค มาใส่ในรถปักดำ เพื่อจะเริ่มทำการปักดำ
ตอนนี้เริ่มปักดำแล้วน่ะครับ
ส่วนไหนรถไม่สามารถเข้าใด้ คนคือเเรงงานที่ดีที่สุด เข้าได้ทุกซอกมุม
เป็นยังงัยครับการทำนาที่ไต้หวันนั้นใช้เวลาในการทำน้อยมากเเละไม่เหนื่อย เพราะที่นั้นพึ่งพาเทคโนโลยี่ คนที่ปลูกข้าวที่ไต้หวันคือบุคคลที่ได้รับการเชิดชูอย่างมาก เเละที่สำคัญไต้หวันคือประเทศที่ดำเนินการควบคู่ได้ดีประเทศหนึ่ง อุตสาหกรรมควบคู่เกษตรกรรม
ขอขอบคุณที่มาของภาพและข้อมูลจาก bannangio.com