วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2555

หนูเป็นแสนเป็นล้านตัว ฟาร์มประเทศออสเตรเลีย





หนูสามารถผสมพันธุ์และออกลูกได้ตลอดทั้งปี โดยออกลูกปีละ 4-7 ครอก ลูกครอกหนึ่งมีจำนวน 8-12 ตัว เริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุได้ 3-5 เดือน เมื่อผสมพันธุ์จะตั้งท้องเพียง 21-22 วัน เป็นสัตว์ที่กินอาหารได้แทบทุกอย่างและกินไม่เลือก มีอายุขัยโดยเฉลี่ยประมาณ 2 ปี ให้ลูกได้ตลอดทั้งชีวิต 6-10 ครอก

การขาดสัตว์ผู้ล่าในประเทศออสเตรเลีย ยกตัวอย่างเช่น จระเข้ไปกินคางคกก็จะตายด้วยพิษคางคก ทำให้จำนวนจระเข้ลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่งเนื่องจากตายเพราะกินคางคก


วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2555

ผักหวานป่า

ผักหวานป่า



 ยอดผักหวาน


สายพันธุ์ผักหวาน
ผักหวานสายพันธุ์ดง มีใบแหลม จะออกดอกช้าและผลสุกช้าที่สุดในจำนวนสายพันธุ์
ผักหวานสายพันธุ์โคก ใบรี ใบมน

การขยายพันธุ์
-เพาะเมล็ด
-ตอนกิ่ง
-ปลายราก



ผักหวานป่า แรกอยู่ตามเนินเขาป่า เมื่อจะนำมาบริโภคจำต้องเก็บมาจากป่า กระทั่งปัจจุบันเป็นที่นิยม เพื่อเพียงพอต่อความต้องการของตลาดจึงมีการทำสวนผักหวานกันเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น ภาคเหนือที่เชียงใหม่ เชียงราย ตาก ภาคใต้ที่สุราษฎร์ธานี ภาคกลางที่ลพบุรี อุทัยธานี สระบุรี ผักหวานป่าเป็นพืชกึ่งร่มกึ่งแจ้ง ชอบที่เย็น โดยอาศัยร่มเงาจากต้นพี่เลี้ยง การปลูกต้นพี่เลี้ยงและผักหวานป่าจึงเป็นคู่สร้างคู่สม ห่างจากกันไม่ได้  การปลูกพี่เลี้ยงมักปลูกควรอยู่ฝั่งทางตะวันตกเพื่อบังแสงแดดในช่วงบ่าย

รสชาติ มักนิยมนำยอดผักหวานป่ามาประกอบอาหาร ยอดมีสีเขียวอมเหลือง ลักษณะเป็นใบเรียงเดียวสลับกัน แคบรี ปลายใบแหลม รสชาติหวานกรุบ สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเช่น แกงผักหวานป่าใส่ไข่มดแดง ผักหวานป่าผัดน้ำมันหอย ทอดมันผักหวาน แกงเลียงผักหวานป่า ต้มจืดผักหวานป่า หรือแปรรูปเป็นผลิตพันธุ์เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า หากวิเคราะห์ธาตุอาหารอุดมไปด้วย โปรตีน เกลือแร่ วิตามิน บีตาแคโรทีน

ต้นผักหวาน  เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง หากสูงมากต้องต่อตั้งร้านเก็บยอดผักหวาน แต่โดยทั่วไปเพื่อให้ง่ายต่อการเก็บยอดก็ไม่ควรปล่อยให้ต้นสูงมากนัก หรือต้นขนาดเล็กๆเป็นพุ่มก็มี มื่อโตเต็มที่ลำต้นมีสีน้ำตาลปนดำ ขนาดลำต้นเท่าแขน เมื่อใบผักหวานแก่เต็มที่ใบมีรูปร่างรีกว้าง ใบสีเขียวเข้ม เนื้อกรอบ แข็ง

ผลผักหวาน เมื่อผักหวานโตเต็มที่ เริ่มออกช่อประมาณเดือนกุมภาพันธุ์ ช่อดอกคล้ายดอกมะม่วงหรือลำใย เกิดตามกิ่งหรือลำต้น เมื่อช่อติดลูกจะเริ่มเป็นตุ่มสีเขียวมีนวลเคลือบอัดแน่นเป็นกระจุก เมื่อสุกจะเป็นสีเหลืองหรือส้ม (ผลเริ่มสุกเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม)

ลูกผักหวาน

ขั้นตอนการเพาะผักหวาน
ลูกผักหวานเมื่อสุกมีสีแหลืองหรือออกเหลืองแกมส้ม จะเพาะผักหวานได้ต้องนำเอาเปลือกและเนื้อผักหวานออกก่อน ควรใส่ถุงมือหรือใส่ลงกะละมังใช้เท้าเหยียบให้เนื้อผักหวานหลุด เมื่อเปลือกออกหมดแล้ว นำเมล็ดใส่ตาข่ายล้างน้ำให้สะอาดจนกระทั่งหมดเนื้อ พอเนื้อหมดแล้วนำมาแช่น้ำเพื่อดูลูกไหนเสียไม่เสีย ลูกไหนลอยแสดงว่าเสียเราจะไม่ใช่ เก็บแต่ลูกจมน้ำมาพึ่งให้แห้ง ประมาณ 1 วันแล้วจึงนำมาเพาะในขี้เถ้าแกลบ

วิธีเพาะลงกระบะ
เมล็ดผักหวานสุกงอม




ขัดเนื้อผักหวานออกจนเห็นเป็นสีขาว



เตรียมทรายลงกะบะ




เรียงเมล็ดลงกะบะ ปิดด้วยทรายและรดน้ำ





รากยาวอายุ 10 วัน




มีสองรากแก้ว




ปลายรากผักหวานเน่า



 

วิธีเพาะโดยนำเมล็ดลงดิน
ใช้แกลบดำหรือทรายค่อนข้างสะอาดเพื่อป้องกันการเกิดเชื้อรา นำแกลบดำโรยบนพื้นดิน หนา 5-10 ซม.(เพาะผักหวานในที่แดดเพราะผักหวานต้องแดดและความชื้น) หว่านเม็ดผักหวานลงไป โปรยแกลบดำปิดทับ ป้องกันแดดด้วยใบมะพร้าวหรือสแลนก็ได้ รดน้ำวันละครั้ง ภายใน 10 วัน รากจะยาวประมาณ 1 นิ้ว แม้ว่ากระทั่งรากขาด รากก็จะงอกออกมาเหมือนเดิม ดังนั้นต้นที่ออกมาใหม่ๆต้องระมัดระวังหรือหาอะไรคอบเอาไว้

การปลูกผักหวานป่าทำได้ทั้งการเพาะเมล็ดลงถุงชำเพื่อเป็นต้นกล้า ข้อดีคือมีระยะเวลาหลายเดือนในการเตรียมปลูก หรือโดยวิธีการหยอดเมล็ดลงหลุมปลูกโดยตรง ทำให้ประหยัดต้นทุนและแรงงาน แต่มีข้อจำกัดที่เมล็ดผักหวานที่จะปลูกเก็บไว้ได้ไม่เกิน 10 วันนับจากเก็บลงจากต้น

การปลูกต้นพี่เลี้ยงพร้อมกับต้นกล้าผักหวาน หรือปลูกต้นพี่เลี้ยงไว้ก่อนผักหวานก็ได้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของต้นผักหวาน ต้นพี่เลี้ยง ที่สำคัญในระยะเวลาที่เหมาะสมกับอายุของต้นกล้าผักหวาน หากให้ดีควรปลูกต้นพี่เลี้ยงไว้ 3เดือน-1 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพดินพี่ทำให้ต้นพี่เลี้ยงโตให้ร่มเงา เมื่อผักหวานเริ่มแทงยอดในช่วง 3-5 เดือนแรก ต้นอ่อนของผักหวานป่าต้องการร่มมาก หากโดนแดดไปเต็มๆยอดจะยุบลงไปทันที การให้ร่มเงาผักหวานหากไม่สะดวกต้นไม้ จะเป็นอุปกรณ์ช่วยก็ได้

เมื่อต้นพี่เลี้ยงอายุได้2-3 ปี ควรตัดความสูงของต้นพี่เลี้ยงให้อยู่ที่ประมาณ 3 เมตร เพื่อป้องกันการโค่นล้มในกรณีการปลูกอยู่กลางแจ้งพื้นที่โล่ง

ขั้นตอนการปลูก
ผักหวานชอบปลูกในที่เนินน้ำไม่ท่วมขัง มีร่มไม้ที่เป็นพี่เลี้ยง เช่น ลำใย มะม่วง ฝรั่ง แต่ถ้าเป็นต้นสัก มะขาม ไผ่ ผักหวานจะไม่ค่อยขึ้นเพราะมีรากเยอะ เลือกพื้นที่ที่จะปลูก พูนดินขึ้น 5-10 ซม. ทำเป็นแอ่งหน่อยๆให้น้ำขังนิดๆ ใช้เหล็กหรืออะไรก็ได้ทิ่มลงไปในดิน ก็จะเกิดรูยาวๆลงดิน นำรากเม็ดผักหวานทิ่มลงไปในดิน กลบดิน 2 ใน 3 ส่วน (เหตุผลที่ใช้เหล็กทิ่มลงไปในดินเนื่องจากผักหวานในช่วงเดือนแรกระบบรากจะเจริญเติบโตเพียงอย่างเดียว จึงใช้เหล็กนำร่องให้รากลงไปในแนวดิ่ง) กดเหล็กลงแล้วหมุนดึงเหล็กออก นำรากผักหวานสอดเข้าไป เอาดินกลบเมล็ดสัก 2 ส่วน พ้นดิน 1 ส่วน เอาเศษฟางปิดทับพอแสงแดดส่องได้ ไม่หนาหรือบางเกินไป

เหตุผลที่เลือกปลูกโดยวิธีนี้เพราะไม่ทำลายโครงสร้างของดินลงไป ให้ดินมีความชื้นโดยธรรมชาติ แต่โดยทั่วไปที่ขุดดินลึกแล้วใส่ปุ๋ยหมัก เพราะมีระบบหยดน้ำช่วยรักษาความชื้น

หลังจากนั้น 2 ปี จึงจะเริ่มเก็บยอดขายได้ โดยจะต้องตัดแต่งกิ่งตั้งแต่เดือนธันวาคม งดให้น้ำจนใบร่วง จึงค่อยรดน้ำและใส่ปุ๋ยคอก ประมาณ 1 สัปดาห์จะเก็บยอดและขายได้ตั้งแต่เดือน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธุ์ ถึงเดือนพฤษภาคม และหยุดเก็บให้ต้นพักตัวและสะสมอาหาร

ไม่ควรปลูกผักหวานป่าบริเวณปลายเนินที่น้ำใต้ดินอยู่ระดับตื้น เสี่ยงก่อให้เกิดรากเน่า เนื่องจากในฤดูแล้งยังมีน้ำในระดับดังกล่าว หากเป็นฤดูฝนดินฉ่ำน้ำทั้งใต้ดินและบนดิน แนะว่าให้ปลูกพืชจำพวกไม้ผลจะดีกว่า  สำหรับผักหวานเหมาะที่สุดช่วงกลางๆของเนินและบนเนิน

การให้ธาตุอาหาร
ปุ๋ยจากมูลสัตว์เช่น มูลวัว ควาย ไก่ รดน้ำด้วยฮอร์โมนเป็นครั้งคราว ซึ่งมีปริมาณธาตุอาหารรับรอง ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์ โพแทสที่ละลายน้ำ ละลายได้ในน้ำ พืชสามารถดูดซึมอาหารเข้าทางรากและทางใบช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของพืชในด้านลำต้นและใบ ในระยะแรกของการเจริญเติบโต แต่ให้ดีควรให้ฮอร์โมนทางดินจะดีกว่า พืชนำประโยชน์ได้มากกว่า ควรพ่นในช่วงเวลาเช้าหรือเย็นในเวลาที่อากาศไม่ร้อน ลมไม่พัดแรง และคาดว่าฝนจะไม่ตก หากฮอร์โมนเหลือใช้ควรเก็บในที่แห้งและร่ม

ในฤดูหนาว ร้อน ควรให้ปุ๋ยแบบน้ำกับผักหวาน บำรุงปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร หรือปุ๋ยเทศบาล (หลังส้วม) นำมารดบริเวณรอบโคนต้นผักหวาน หลุมด้วยวัสดุฟาง หรือใบไม้เพื่อรักษาความชุ่มชื้น รดน้ำตอนเย็นวันละ1ครั้ง หรือ3วันต่อ1ครั้ง

การเก็บยอดผักหวานป่า
ผักหวานมีวิธีเก็บยอดตลอดทั้งปี แต่หากเก็บทั้งปีผลเสียที่ได้ต้นจะโทรม อีกเหตุผลนึงคือ หากเก็บนอกฤดูรสชาติผักหวานจะไม่อร่อย รสชาติจืด กลิ่นไม่หอม  ในฤดูปรกติจะเก็บยอดช่วงเดือน 11 - 6 ของทุกปี ช่วงเดือนเมษาผักหวานป่าจะออกมาก ควรเลี่ยงเก็บช่วงนั้น รสชาติผักที่ได้ในหน้าแล้ง หวาน กรอบ หอม ส่วนเดือนที่เหลืออื่นๆจอยู่ในช่วงพักต้น  การเก็บเอายอดเก็บได้อาทิตย์ละ 1 ครั้ง ในระหว่างเก็บอัดน้ำและปุ๋ยคอกลงไปด้วย หากต้นผักหวานสูงมากควรทำนั่งร้านเก็บรอบต้น

เมื่อผักหวานอายุได้4-5ปี อาจตัดต้นพี่เลี้ยงออกหรือไม่ออกก็ได้ เพราะไม่มีผลกับการออกยอด ออกดอกติดผลของผักหวาน หากผักหวานป่าอยู่ใต้ร่มเงาพี่เลี้ยงยอดที่ออกมาไม่แข็งง่าย คนเก็บไม่ร้อน การออกดอกติดผลของต้นผักหวานเร็ว ดี สมบูรณ์

ผักหวานเจริญเติบโตในช่วงหน้าหนาวและหน้าแล้ง ในช่วงหน้าฝนเป็นช่วงพักการเจริญเติบโต ในหน้าแล้งผักหวานป่าทั้งปุ๋ยและร่มเงาสำหรับเกื้อกูลทั้งระบบทางรากใต้ดินและร่มเงาชั้นบน

การรดน้ำยามผักหวานแตกยอด
ควนรดน้ำตอนเย็นเป็นสำคัญมากที่สุด เมื่อผักหวานแตกยอดแล้วหากรดน้ำตอนเช้าน้ำที่ใช้รดอาจค้างอยู่ที่ยอดได้ เมื่อแดดร้อนเที่ยงจะทำให้ยอดผักหวานไหม้

ต้นไม้พี่เลี้ยง
ต้นแคปลูกติดๆต้นผักหวานได้ 3-4 ปีต้นแคจะเริ่มตาย  ,เพกา, ชะอม,มะขามเทศระยะห่างจากต้นผักหวาน8-10 เมตร , ตะขบ ล้มเงาของตะขบมีหลายชั้นคล้ายฉัตร ทำให้อากาศใต้ร่มเงาเย็นสบาย ไม่ทึบไม่โปร่งแสงเกินไป ,ต้นหน่อยหน่าไม่ควรปลูกเพราะหน่อยหน่ามีระบบรากแก้ว รากแขนง มากกว่ารากฝอย  โดยทั้งหมดปลูกในทิศทางที่บังแดดได้

การปลูกผักหวานกิ่งตอน
การปลูกผักหวานด้วยกิ่งตอนเปอร์เซ็นการรอดค่อนข้างต่ำอย่างปลูก 10 ต้น รอดเพียง 3-4 ต้น ต้นที่ตายจะเริ่มเหี่ยวและแห้งตายไปในที่สุดถึงแม้ต้นจะเริ่มแตกยอดแล้วก็ตาม

โรคและศัตูพืช
เพลี้ยแป้ง อาศัยอยู่ใต้ใบ นิสัยไม่ชอบน้ำ ตัวเต็มวัยสามารถบินได้ กำจัดด้วยน้ำส้มสายชู

วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555

การผลิตชาตามหลักเกษตรดีที่เหมาะสม

สมพล นิลเวศน์
นักวิชาการเกษตร 8.
ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่
สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่

กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์






  การผลิตทางการเกษตรอย่างถูกต้องและเหมาะสมสำหรับชา เพื่อให้มีคุณภาพผลผลิต และผลิตภัณฑ์ชาตรงตามมาตรฐานสากล   เกษตรกรสามารถปฏิบัติตามได้และปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม การจัดการสวนจะต้องมีความจริงใจใจกิจกรรมที่กำหนด โดยมีขั้นตอนต่าง ๆ ในการจัดการสวนดังจะได้กล่าวต่อไป



การจัดการเพื่อให้ได้ชาที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานสากล
สภาพพื้นที่
  • ชาที่นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชาคุณภาพดี ควรปลูกในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล  700 เมตร ขึ้นไป
  • สำหรับสวนชาขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องจักรในการดำเนินการ ควรมีพื้นที่ลาดเอียงไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์ ถ้าลาดเอียงมากกว่า  15 เปอร์เซ็นต์  ควรทำขั้นบันได โดยให้มีความกว้างไม่น้อยกว่า 150 เซ็นติเมตร
ลักษณะดิน
  • ดินร่วนทรายมีการระบายน้ำดี มีอินทรีย์วัตถุสูง ชั้นของหน้าดินลึกอย่างน้อย 50 เซนติเมตร
  • ความเป็นกรด ด่าง 4-6
สภาพภูมิอากาศ  : ชามีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศได้ดี ต้องการอุณหภูมิ  ค่อน
           ข้างเย็น
  • อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตอยู่ระหว่าง 25-30 องศาเซลเซียส
  • ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศไม่ต่ำกว่า  75  เปอร์เซ็นต์
  • มีปริมาณน้ำฝนอย่างน้อยเฉลี่ยปีละ 1,200 มิลลิเมตรต่อปี  

    พันธุ์ 
  • พันธุ์ชาที่แบ่งตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ประกอบด้วย 3 กลุ่มพันธุ์  ดังนี้
  1. กลุ่มพันธุ์ชาจีน (C. sinensis var. sinensis)
  2. กลุ่มพันธุ์ชาอัสสัม (C. sinensis var. assamica)
  3. กลุ่มพันธุ์ชาเขมร (C. sinensis var. Indo-china)
  • สำหรับการแบ่งกลุ่มตามประโยชน์ในทางการค้าสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก คือ
  1. กลุ่มชาจีน (China tea) เป็นกลุ่มที่เหมาะสำหรับใช้แปรรูปเป็นชาใบ เช่น ชาเขียว    ชาจีน
  2. กลุ่มชาอัสสัม (Assam tea) เป็นกลุ่มที่เหมาะสำหรับใช้ยอดชาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชาฝรั่ง
  3. กลุ่มชาลูกผสม (Hybrid tea) จัดเป็นกลุ่มที่มีปริมาณมากที่สุด เนื่องจากชาเป็นพืชผสมข้าม จึงทำให้ชาที่ปรากฏโดยทั่วไปเป็นชาลูกผสมระหว่างกลุ่มพันธุ์ชาทั้งสามกลุ่มดังกล่าวข้างต้น สำหรับการใช้ประโยชน์จากชากลุ่มนี้ สามารถใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชาได้ทั้งชาใบและชาฝรั่ง ส่วนชาเขมร (Indo-china tea) จัดได้ว่าเป็นกลุ่มที่ไม่มีประโยชน์ในทางการค้า แต่จะนำมาใช้ประโยชน์ในด้านการปรับปรุงพันธุ์ชาเป็นหลัก
  • พันธุ์ชาที่เหมาะสำหรับใช้ปลูกเพื่อแปรรูปเป็นเครื่องดื่ม แบ่งเป็นกลุ่มได้ดังนี้
  1. พันธุ์ชาสำหรับแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชาใบ (ชาเขียว, ชาจีน)
    สำหรับแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชาจีน ได้แก่ สายพันธุ์ชินชิง เบอร์ 12, สายพันธุ์อู่หลงก้านอ่อน, สายพันธุ์ชินชิงอู่หลง, สายพันธุ์สี่ฤดู, สายพันธุ์ทิกวนอิม

    สำหรับแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชาเขียว ได้แก่ สายพันธุ์ยาบูกิตะ, สายพันธุ์ซายามะคาโอริ, สายพันธุ์โออิวาเสะ, สายพันธุ์แม่จอนหลวง เบอร์ 3, สายพันธุ์ฝาง เบอร์ 4, สายพันธุ์แม่จอนหลวง เบอร์ 2
  2. พันธุ์ชาสำหรับแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชาฝรั่ง (ชาดำ หรือชาแดง)

    ได้แก่พันธุ์ชาในกลุ่มพันธุ์ชาอัสสัม เช่น สายพันธุ์อัสสัมใบจาง  สายพันธุ์อัสสัมใบเข้ม สายพันธุ์ลูไฉ่

     แหล่งน้ำ
     ควรเป็นพื้นที่ให้น้ำได้ในช่วงฤดูแล้ง
     การปลูกและดูแลรักษา
    1. การเลือกพื้นที่สร้างสวนชา
    พื้นที่ ๆ เหมาะสำหรับปลูกชา ควรมีดินที่ระบายน้ำได้ดี มีอินทรียวัตถุสูง ค่าความเป็นกรด-ด่าง
    (pH) เท่ากับ 4-6  และต้องมีแหล่งน้ำสำหรับชาในฤดูแล้ง
    2.  การเตรียมพื้นที่ปลูกและการย้ายปลูก

     มีการกำจัดวัชพืชเลือกพื้นที่ได้แล้วจะต้องทำการแผ้วถางวัชพืชออก อาจจะเหลือต้นไม้ขนาดใหญ่ไว้เป็นร่มเงาชาก็ได้ ถ้าเป็นพื้นที่ลาดชันควรทำขั้นบันได(กว้างไม่น้อยกว่า 150 ซม.) หรืออาจจะปลูกตามแนวระดับโดยไม่ขุดเป็นขั้นบันไดก็ได้ โดยให้ระยะระหว่างแถวปลูกประมาณ 2 ม.

    • สำหรับแหล่งปลูกที่เป็นพื้นราบ หรือบนที่ลาดชันที่มีการขุดขั้นบันได ทำการเตรียมหลุม โดยขุดเป็นร่องกว้าง 40 ซม. ลึก 40 ซม. ให้ระยะระหว่างร่องห่างกันประมาณ 180 ซม.(สำหรับพื้นที่ราบ) และให้ขุดเป็นร่องเดี่ยวกลางแนวขั้นบันได(สำหรับบนที่ลาดชันที่มีการขุดขั้นบันได) และขุดเป็นหลุมเดี่ยวขนาด 40x40 ซม.(เมื่อไม่ขุดขั้นบันได) ต้องถากเอาวัชพืชคลุกกับปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยรองก้นหลุมลงกลบไว้ในหลุมปลูก (เตรียมหลุมปลูกก่อนย้ายปลูกประมาณ 6 เดือน โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์อัตรา 2 ตัน/ไร่และหินฟอสเฟตอัตรา 50 กก./ไร่ สำหรับรองก้นหลุม)

    • สำหรับแหล่งปลูกที่ไม่มีระบบน้ำ ให้ทำการย้ายปลูกในช่วงต้นฤดูฝนด้วยต้นกล้าชาพันธุ์ดีที่มีอายุ 12-18  เดือน ลงปลูกโดยใช้ระยะระหว่างต้น 40 – 50 ซม.(สำหรับแปลงปลูกบนพื้นราบและบนที่ลาดชันที่มีการขุดขั้นบันได) ส่วนแปลงปลูกแบบเจาะหลุมใช้ระยะระหว่างต้น 50 – 60 ซม.(ตามความเหมาะสมในแต่ละสภาพพื้นที่)

      อ่านเนื้อหาเพิ่มเติม อาชีพ.คอม
       ที่มา
       http://www.archeep.com/agricultural/tea.htm

วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555

มะเขือเทศออร์แกนิค (มะเขือเทศอินทรีย์) ดีกว่าหรือไม่?

ผลการวิจัยได้แนะนำว่า การรับประทานมะเขือเทศอินทรีย์ (ที่ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี) นั้นทั้งมีรสชาติดีกว่าและยังดีต่อสุขภาพมากกว่าแบบที่ไม่ใช่อินทรีย์

          คนส่วนมากยังคงยอมรับว่า ท่ามกลางผักอินทรีย์ต่างๆ (แม้มะเขือเทศในทางทฤษฎีจะเป็นผลไม้ก็ตาม!) มะเขือเทศอินทรีย์มีรสชาติดีกว่าจริงๆ

          จากการวิจัยที่ทำเป็นอย่างดีในสหรัฐอเมริกาได้เปรยไว้ว่า มะเขือเทศอินทรีย์อาจมีคุณค่าทางอาหารที่สูงกว่าด้วย มี งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์การอาหารและเกษตรกรรม (Journal of Science of Food and Agriculture) ทำการทดสอบระดับของสารเควอซีติน (Quercetin) และแคมเฟอรอล (Kaempferol) ในกลุ่มตัวอย่างมะเขือเทศแห้ง ตลอดช่วงเวลา 10 ปี พบว่า


 มะเขือเทศ (แห้ง) ที่ปลูกแบบอินทรีย์ พบว่ามีสารเควอซีตินมากกว่าถึงร้อยละ 79 สารเควอซีตินนี้เป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ทำงานในเซลล์ของร่างกายโดยตรงและหยุด เซลล์ไม่ให้หลั่งสารฮิสตามีน (ที่หลั่งออกมาเวลาเกิดภูมิแพ้) นอกจากนี้ยังพบว่ามีแคมเฟอรอลมากกว่าถึงร้อยละ 97 ซึ่งแคมเฟอรอลเป็นฟลาโวนอยด์ธรรมชาติชนิดหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ

          เหตุผลที่นักวิจัยเชื่อก็คือ มะเขือเทศที่ปลูกตามวิธีปกติธรรมดา มักได้รับปุ๋ย (เคมี) จำนวนมาก ซึ่งต่างจาก จำนวนมาก ซึ่งต่างจากมะเขือเทศอินทรีย์ (ที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี) จึงกระตุ้นให้มันสร้างสารฟลาโวนอยด์ในระดับที่สูงกว่า


  “การผลิตสารฟลาโวนอยด์เป็นกลไกการป้องกันของพืชเพื่อตอบสนองต่อการขาดสาร อาหาร" Stephen Daniells จาก NutraIngredients ได้อธิบายตอบต่อการวิจัยนี้ และเพิ่มเติมว่า“ในการปลูกพืชแบบอินทรีย์นั้นการไม่ใส่ปุ๋ย ทำให้ค่าปุ๋ยในดินลดลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นโดยการเพิ่มระดับของสารฟลาโวนอยด์เมื่อเวลาผ่านไป”

          เช่นเดียวกับที่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียได้สรุปว่า “การ เพิ่มขึ้นนี้ไม่เพียงแต่สอดคล้องกับปริมาณที่เพิ่มขึ้นของดินอินทรีย์ที่ สะสมในแปลงพืชอินทรีย์ แต่ยังทำให้ลดอัตราการใช้ปุ๋ยลงเมื่อดินในระบบอินทรีย์ถึงระดับสมดุลอีก ด้วย”


 ขอขอบคุณข้อมูลจาก BlackMore
ที่มา http://www.vcharkarn.com/varticle/43692

ผักสีสดช่วยคุณฟิตได้

เหล่าบรรดาผักผลไม้สีสันสวยงาม ต่างแฝงไปด้วยประโยชน์มากมาย ยกตัวอย่างผักสีสันจี๊ดๆ ที่ประโยชน์ก็แรงไม่แพ้กัน




 มะเขือเทศ
              ใน ผลมะเขือเทศมีสารจำพวกแคโรทีนอยด์ ชื่อไลโคพีน (Lycopene) ซึ่งเป็นสารสีแดง และวิตามินหลายชนิด เช่น วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินเค โดยเฉพาะวิตามินเอ และวิตามินซี มีในปริมาณสูง มีกลดมาลิค กรดซิตริก ซึ่งให้รสเปรี้ยว และมีกลูตามิค (Glutamic) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนช่วยเพิ่มรสชาติให้อาหาร นอกจากนี้ยังประกอบด้วยสารเบต้าแคโรทีน และแร่ธาตุหลายชนิด เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เป็นต้น

ประโยชน์ของมะเขือเทศ
              ผล มีรสเปรี้ยวช่วยดับกระหาย ทำให้เจริญอาหาร บำรุงและกระตุ้นกระเพาะอาหาร ลำไส้ ไต ให้ทำงานได้ดี ช่วยขับพิษและสิ่งคั่งค้างในร่างกาย เนื่องจากเป็นยาระบายอ่อน ๆ เหมาะที่จะเป็นอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคนิ่ว วัณโรค ไทฟอยด์ หูอักเสบและเยื่อตาอักเสบ ให้รับประทานผลสดลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งในลำไส้ และมะเร็งต่อมลูกหมาก
              ผิว หนังที่โดนแดดเผา สามารถใช้ใบของมะเขือเทศนำมาตำให้ละเอียดแล้วทาบริเวณที่เป็นนำราก ลำต้น และใบแก่ต้มกับน้ำรับประทานแก้อาการปวดฟัน
              นำน้ำมะเขือเทศพอกหน้า หรือผลมะเขือเทศสุกฝานบาง ๆ แปะบนใบหน้า จะช่วยให้ผิวหน้าอ่อนนุ่มรักษาสิว สมานผิวหน้าให้เต่งตึง
              การ รับประทานมะเขือเทศสุกเป็นประจำจะช่วยลดการแข็งตัวของผนังหลอดเลือด รักษาโรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟัน ช่วยบำรุงสายตา และช่วยย่อยอาหาร ลดความดันโลหิต และช่วยบรรเทาอาการป่วยของผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และโรคตับอักเสบ
              คั้นน้ำมะเขือเทศสุกหรือปั่น ดื่มรับประทาน ลดอาการท้องอืดเฟ้อ และอาหารไม่ย่อย ช่วยดับกระหายคลายร้อน และช่วยรักษาโรคแผลร้อนใน

กะหล่ำปลีม่วง
              ไม่ ว่าจะเป็นกะหล่ำปลีม่วง หรือกะหล่ำปลีแดงก็เป็นผักกะหล่ำชนิดเดียวกัน แต่ถูกเรียกขานแตกต่างกันไป ซึ่งเจ้าผักสีสวยที่หลายคนมักทำเป็นสลัดค่อนข้างมีประโยชน์หลากหลายมากกว่า จะเป็นผักตกแต่งจานเพียงอย่างเดียว

ประโยชน์ของกะหล่ำปลีสีม่วง
  เนื้อ ของกะหล่ำปลีม่วงออกรสขมกว่ากะหล่ำปลีสีขาวธรรมดาเพราะมีสารอินไทบิน แต่สารอินไทบินตัวนี้มีส่วนสำคัญต่อกระบวนการเผาผลาญสารอาหารในร่างกายช่วย กระตุ้นให้เลือดไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงตับ ถุงน้ำดี ไต และกระเพาะดีขึ้น นอกจากนี้กะหล่ำปลีสีม่วงยังอุดมด้วยธาตุเหล็กจึงช่วยเสริมฮีโมโกลบินให้แก่ ร่างกาย ซึ่งฮีโมโกลบินเป็นตัวการสำคัญที่นำพาออกซิเจนไปกับเม็ดเลือดแดงเพื่อหล่อ เลี้ยงเซลล์ต่างๆ 

 อีก หนึ่งสาเหตุที่กะหล่ำปลีม่วงเป็นผักยอดฮิตสำหรับสลัด ก็เพราะเป็นพืชที่มีกากใยอาหารสูงและอุดมไปด้วยคุณค่าสารอาหารหลายชนิด เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต โซเดียม และวิตามินซีที่พบว่ามีค่อนข้างมากกว่ากะหล่ำปลีสีเขียวถึงสองเท่า ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน มีสารซัลเฟอร์ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่และต้านสารก่อมะเร็งที่เข้า สู่ร่างกาย

              อย่าง ไรก็ตามในกะหล่ำปลีไม่ว่าจะเขียวหรือม่วงต่างก็มีสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า กอยโตรเจนเล็กน้อย ถ้าสารดังกล่าวมีมากจะไปขัดขวางการทำงานของต่อมไทรอยด์ทำให้นำไอโอดีนใน เลือดไปใช้ได้น้อย ดังนั้นจึงไม่ควรกินกะหล่ำปลีสด ในปริมาณมากเกินไป แต่ถ้าสุกแล้วสารกอยโตรเจนจะหายไป


บร็อกโคลี 
              ถ้า จะกินผัดผักก็ต้องยกให้บร็อกโคลีเป็นที่หนึ่ง เพราะมากด้วยประโยชน์ รสชาติที่ไม่ขม กรอบ อร่อย จนแม้แต่เด็ก ๆ ก็ทานได้โดยไม่งอแง และที่สำคัญสมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกายอมรับว่าเป็นพืชที่ต่อต้าน มะเร็ง เพราะประกอบด้วยวิตามินเอ แคลเซียม ไรโบฟลาบิน หรือวิตามินบี 2 เป็นต้น

ประโยชน์ของบร็อกโคลี่
              บร็อกโคลีเป็นพืชตระกูลเดียวกันกับกะหล่ำปลี กะหล่ำดอก คะน้า และผักกาด โดยมีสารที่เรียกว่า ซัลโฟราเฟน ซึ่งเป็นสารป้องกันโรคมะเร็ง
              มีวิตามินซีสูง เพียงปริมาณ 1 ถ้วยตวง ก็ให้วิตามินซีได้มากถึง 13% ของปริมาณวิตามินซีที่เราควรรับประทานต่อวัน
              เปี่ยม ด้วยธาตุซีลีเนียมที่มีสรรพคุณช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวหนัง ดังนั้นถ้ารับประทานบร็อกโคลีเป็นประจำก็จะช่วยชะลอผิวพรรณไม่ให้เหี่ยวย่น ได้ง่าย
              ป้องกันการเกิดต้อกระจก เนื่องจากมีสารเบต้าแคโรทีนสูง โดยเฉพาะสารลูทีนที่สามารถป้องกันความเสื่อมของดวงตา

พริกหวาน 
              พริก เม็ดโตสีสันสดใส มีลักษณะกลมยาว หลายครัวเรือนนิยมนำมาผัดเพราะไม่มีรสเผ็ด เนื่องจากมีสารแคปไซซินในปริมาณที่ตํ่ามากจนถูกเรียกว่าพริกหวาน

              ใน พริกหวาน 100 กรัม สามารถให้คุณค่าแก่ร่างกายได้มาก โดยให้พลังงาน 22 กิโลแคลอรี ซึ่งประกอบด้วย โปรตีน 0.8 กรัม ไขมัน 0.3 กรัม คาร์โบไฮเดรต 4.0 กรัม แคลเซียม 9 มิลลิกรัม โพแทสเซียม 2.5 มิลลิกรัม ไทอะมิน 0.10 มิลลิกรัม ไรโบฟลาวิน 0.05 มิลลิกรัม วิตามินซี 65 มิลลิกรัม

ประโยชน์ของพริกหวาน
              พริก หวานมีเบตาแคโรทีนสูง มีวิตามินซี เหล็ก และโพแทสเซียม ซึ่งพริกหวานสีเหลืองจะมีไวตามินมากกว่าพริกหวานสีส้มถึง 4 เท่า ในพริกสีเขียว 100 กรัมก็จะมีไวตามินซี 100 กรัมเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีสารแคบไซซิน ช่วยยับยั้งอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือด โรคต้อกระจก และโรคมะเร็ง

              ใน หนึ่งเมนูของวัน ถ้ามีพริกหวานเป็นส่วนประกอบก็จะช่วยกระตุ้นทางการทำงานของกระเพาะอาหาร ทำให้ระบบการย่อยอาหารดีขั้น ช่วยเจริญอาหารบำรุงธาตุ ขับเหงื่อ ขับลม ขับเสมหะ แก้อาเจียน แก้หิด กลากเกลื้อน และสามารถลดความด้นโลหิตได้ เพราะทำให้หลอดเลือดอ่อนตัว และช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดเป็นไปได้ดี

 อะโวคาโด 
              ทำ เอาคนทั่วโลกหลงใหลไปกับความเนียนนุ่มและรสสัมผัสมัน ๆ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ อะโวคาโด ผลไม้แสนอร่อยจากดินแดนอเมริกาใต้รสชาติของผลอะโวคาโดที่มัน ๆ แต่กินแล้วไม่เลี่ยน ก็เป็นเพราะเนื้อของอะโวคาโดนั้นมีปริมาณไขมันสูง แต่ไขมันที่ว่าเป็นไขมันดีต่อร่างกาย เพราะเป็นกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ชื่อว่ากรดไขมันโอเมก้า 9 มีอยู่ในปริมาณสูงเช่นเดียวกับในน้ำมันมะกอก เมื่อกินผลอะโวคาโดเป็นประจำ ก็จะช่วยลดโคเลสเตอรอลในเส้นเลือดลงได้

ประโยชน์ของอะโวคาโด
              อะ โวคาโดให้พลังงานสูง แต่มีน้ำตาลต่ำ ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจึงสามารถกินได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีโปรตีนสูง ซึ่งเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย วิตามินสูง ทั้งวิตามินอี วิตามินเอ วิตามินบี และวิตามินซี และยังให้กากใยมาก จึงเป็นประโยชน์ต่อระบบขับถ่ายอย่างมาก

              ถ้า รับประทานเป็นประจำจะทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย เพราะวิตามินบีในอะโวคาโดจะทำให้ร่างกายเกิดความต้านทานในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการปกป้องผิวหน้าจากมลพิษเสียด้วย

 ขอขอบคุณข้อมูลจากE-Magazine
ที่มา  http://www.vcharkarn.com/varticle/43701

เครื่องสีข้าวขนาดเล็กที่สุดในโลก

รายละเอียดการทำงานโดยสังเขป1. เครื่องสีข้าวแบบแกนเหล็กหล่อ
เป็น นวัตกรรมใหม่โดยการกระเทาะเปลือกข้าวและขัดข้าวให้ขาวด้วยแกนเหล็กซึ่งเป็น เหล็กหล่อทรงเกลียวกระบอกจึงทำให้หน้าแกนเหล็กมีความคมลักษณะเดียวกับหน้า หินเจียร์ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่งเหล็กสี่เหลี่ยมยาว ทำหน้าที่ในการอัดเม็ดข้าวเข้าหาแกนเหล็กจึงสามารถกระเทาะเปลือกข้าวและขัด ข้าวได้เร็วกว่าเครื่องสีข้าวขนาดเล็กทั่วไป

2. เครื่องบด, ปั่น
เป็น เครื่องที่สามารถบดปั่นธัญพืชและผลผลิตแห้ง เช่นแกลบ, พริก, พริกไทย, ข้าวโพด,ข้าวแป้งหรือข้าวคั่วให้ละเอียดตามความต้องการในการเลี้ยงสัตว์และ บริโภค เป็นการทำงานแบบชุดหมุนเหวี่ยงใบมีดเหล็กกล้าในการบดปั่น และตะแกรงเหล็กที่มีรูขนาดต่างๆเพื่อกรองธัญพืชและผลผลิตแห้งที่บดปั่นแล้ว ให้มีความละเอียดตามความต้องการได้เป็นอย่างดี

3. มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 2.2 K.W.
เป็น มอเตอร์ขนาดเล็กกินไฟน้อย ซึ่งการใช้งานจะกินไฟฟ้าอยู่ที่ ชั่วโมงละประมาณ 9 บาท ทั้งนี้มอเตอร์มีขนาดเล็กการทำงานจึงควรทำงานต่อเนื่องไม่เกิน 3 ชั่วโมงและควรพักมอเตอร์ประมาณ 20-30 นาที เพื่อเป็นการรักษาคุณภาพมอเตอร์และเป็นการประหยัดไฟฟ้า

ข้าวเปลือก 1 กก.สีแล้วจะได้ส่วนประกอบอะไรบ้าง จำนวนเท่าไหร่ (ที่ความชื้น 15%)

จากการทดลองสีข้าวจำนวน 1 กิโลกรัม พบว่าใช้เวลาในการสีข้าว 25 วินาที ได้เมล็ดข้าวสารจำนวน 0.6 กิโลกรัม แกลบและ
รำ หยาบ 0.35 กิโลกรัม และปลายข้าว 0.05 กิโลกรัม จากนั้นได้หาเปอร์เซ็นต์ ข้าวหักโดยการสุ่มหยิบข้าวสารที่สีแล้ว 10 ครั้ง ครั้งละ 10 กรัมหาค่าเฉลี่ย พบว่าข้าวสารที่ได้จากการสี 100 กรัม ได้ข้าวสารเต็มเมล็ด
65 เปอร์เซ็นต์ และข้าวสารหัก 35 เปอร์เซ็นต์

คุณสมบัติเฉพาะ
กระบะใส่ข้าวเปลือกขนาด 5 กิโลกรัม 2 ใบ
เครื่องสีข้าว 1 ตัว, เครื่องบด 1 ตัว
มอเตอร์ขนาด 2.2 kw 220V AC 1 ลูก/เครื่องยนต์ดีเซล 3.5 แรงม้า
กำลังการผลิต 160 กิโลกรัม./ชม.(ข้าวสาร
  ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ และการทำงานได้ที่ http://eyelu.blogspot.com/
โทร. 085-0000-641
ดุการทำงานได้ที่ http://www.youtube.com/user/kidtipark?feature=mhee
ที่มา  http://www.vcharkarn.com/vblog/40029/1/#P1

วันพุธที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2555

เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน

การปรับปรุงดินให้มีสภาพเหมาะสมต่อการเพาะปลูก

โดยการคลุมหน้าดิน
ใบไม้และเศษพืชที่ปกคลุมผิวดิน หน้าดิน ช่วยลดการสูญเสียความชื้น หน้าดินอ่อน รากชอนไชหรือแทรกลงดินได้ดี ต้นไม้จะเริ่มอุดมสมบูรณ์
อาจจะเป็นวัสดุทางธรรมชาติอื่นๆอีกเช่น ฟางข้าว ตอซังพืช หญ้าแห้ง ใบไม้แห้ง ต้นถั่ว ขุยมะพร้าว กากอ้อย แกลบ ขี้ลีบข้าว รำหยาบ ขี้เลื่อย ขุยไผ่ ไส้ปอ เปลือกหรือกากมันสำปะหลัง หรือพลาสติกสำหรับคลุมหน้าดิน

ฟางข้าว มีอัตราการย่อยต่ำ มีคุณค่าทางอาหารต่ำ ฟางเป็นผลผลิตจากลำต้นแห้งของพืช เช่น ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต ข้าวเจ้า ข้าวไรย์ ข้าวสาลี เป็นต้น คุณประโยชน์ของฟางข้าวได้มีผู้กล่าวไว้ว่า "ผู้ใดเผาฟาง ผู้นั้นกำลังเผาธนบัตรฉบับละ 100 บาท ฉบับละ 500 บาท จำนวนมากของตนเองทิ้ง"
ฟางข้าวประกอบไปด้วยแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และไนโตรเจน หากนำฟางไปคลุมดินจะทำให้พืชผักเจริญเติบโต แข็งแรง ทนต่อศัตรูพืช แต่มีข้อเสียคือระคายผิว

ฟางช่วยปรับโครงสร้างดินที่เป็นกรดหรือด่าง (ดินเป็นกรด Acid Soils หมายความว่าดินที่มีค่า ph ต่ำกว่า 7.0 ดินเป็นด่าง Alkaline Soils หมานถึงดินที่มีค่า ph สูงกว่า 7.0 ) หากไม่มีฟางปกคลุมดินเลย หน้าดินจะเสื่อมและสูญเสียอาหาร จากสายลม น้ำ และแสงแดด จนกลายเป็นดินด้าน แต่หากนำฟางไปคลุมจะเกิดหน้าดินอีกชั้นหนึง ช่วยคุมหญ้าและวัชพืช หากคุมพืชไว้นานโดยไม่ให้อากาศหรือแสงแดดส่องถึงพื้นจะกลายเป็นปุ๋ยหมักตามธรรมชาติอย่างดี "คล้ายรูปแบบต้นไม้ในป่าใหญ่ที่โคนต้นจะมีใบไม้ทับถมหลายชั้น จนเกิดเป็นปุ๋ยหมักตามธรรมชาติ" เกิดแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับพืชครบถ้วน และจุลินทรีย์ สัตว์ขนาดเล็ก เกิดเป็นวัฏจักรของสัตว์ที่มีประโยชน์ต่อดิน เช่น คางคก แย้ จิ้งเหลน แมงมุม แมลงศัตรูพืชจะค่อยๆหายไป หากนำไปใช้ในแปลงพืชพัก พืชพักก็จะดูแลตัวเองโดยที่เราไม่ต้องประคบประหงมมากนัก แถมด้วยการเกิดเห็ดฟางให้เรากินอีกด้วย

ต้นถั่ว โครงสร้างของเปลือกถั่วและเนื้อในเมล็ดมีใยอาหารสูง

ขุยมะพร้าว คือ เปลือกมะพร้าวที่ปั่นเอาใยออก หรือปั่นให้ใยละเอียดเป็นขุยๆละเอียดประมาณเม็ดทราย แห้งสนิท มีคุณสมบัติเบา อุ้มน้ำได้ดี เก็บความชื้นไว้ได้นาน

หญ้าแห้ง ควรตัดหย้าที่แก่เต็มที่ เพราะมีใยอาหารสูงและลิกนินในพืช น้ำระเหยออกจากต้นได้ช้า

แกลบRice Husk คือผลผลิตจากการสีข้าวในโรงสีจากการผลิตข้าวสาร แกลบเป็นแปลือกของข้าวสาร ข้าวสารมีเมล็ดรูปทรงรี สีเหลืองอมน้ำตาลหรือเหลืองนวล แกลบข้าวยังเป็นเชื้อเพลิงหรือเป็นวัสดุก่อสร้างได้อีกด้วยซึ่งเป็นส่วนผสมในการทำอิฐ ด้านการเกษตรใช้ผสมเพื่อปรับสภาพดิน ทำปุ๋ยหมักใช้กันความชื้นในคอกสัตว์ อีกทั้งเป็นส่วนผสมในการผลิตซีเมนต์ ส่วนในด้านพลังงานใช้เป็นเชื้อเพลิง เช่น ใช้ทำแท่งถ่านอัดขี้เถ้าแกลบ เพื่อเป็นเชื้อเพลิง เผาเป็นขี้เถ้าขาวจนสภาพเป็นด่าง ใช้เป็นส่วนผสมของสบู่ ยาสระผม และน้ำยาล้างจาน ดูดซับก๊าซจากกระบวนการผลิตทางด้านอุตสาหกรรม

ข้าวไรย์ Rye หนึ่งในพืชตระกูลข้าวสาลี ลักษณะคล้ายคลึงกันกับข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์มาก แปรรูปทำเป็นแป้ง ขนมปัง วิสกี้และเบียร์


ลดการเผาเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร

ฟางข้าว ตอซังข้าว อุดมไปด้วยแร่ธาตุ แคลเซียม ฟอสฟอรัส และไนโตรเจน เมื่อเกษตรกรเผาทำลายเศษพืชในแต่ละครั้งของฤดูกาลเก็บเกี่ยว แร่ธาตุดังกล่าวลดลงจนไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืช หากเผาทำลายบ่อยครั้งหรือทุกครั้งหลังการเก็บเกี่ยวดินเริ่มด้าน แข็ง เกาะกันเป็นก้อนขนาดใหญ่ ไม่ร่วนซุย แม้กระทั่งปล่อยน้ำเข้านาแล้ว หากลองเหยียบดูดินยังคงแข็ง เหยียบไม่จมเท้า ปัญหาที่สำคัญอีกประหนึ่งคือ ระบบรากของต้นพืชอ่อนแอ รากพืชจะดูดวับแร่ธาตุต่างๆได้ที่ปลายรากพืช เมื่อดินแข็งด้าน รากไม่สามารถชอนไชลงดินได้ เมื่อระบบรากอ่อนแอ ต้นข้าวไม่สมบูรณ์ รวงข้าวที่ได้เล็ก แต่ทำไมเกษตรกรยังคงเผา รวบรวมสาเหตุไว้ดังนี้
1. เผาตอซังข้าวทิ้งไป เพื่อปรับหน้าดินให้เสมอได้ง่ายขึ้นเพื่อพร้อมทำนาในครั้งต่อไป
2.เผาเพื่อช่วยให้การไถนาง่ายขึ้น ฟางจะได้ไม่ติดควานไถ

ปัญหาการเผาเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะแต่เกษตรกร แต่ปัญหาได้เกิดขึ้นกับประชาชนในเขตเมืองด้วย ดังตัวอย่างภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย อาทิ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง เชียงราย ปริมาณฝุ่นละอองในอากาศเล็กกว่า 10 ไมครอน และสูงเกินกว่าค่ามาตรฐาน โดยวัดค่าได้สูงสุด 175.96 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร วึ่งค่ามาตรฐานอยู่ที่ 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ( สถานีตรวจวัดอากาศแบบอัตโนมัติของกรมควบคุมมลพิษ) การแก้ปัญกาเฉพาะหน้าก็ทำได้เพียงการรดน้ำบนถนน ฉีดน้ำจากที่สูง แต่ปัญหาก็ไม่ได้คลี่คลายลงและเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนกุมภาพันธ์

ลดการพังทลายของหน้าดิน
เพื่อลดการแพร่กระจายภาวะดินเค็ม  ดินเปรี้ยว อันนำไปสู่การสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของดิน
วิธีแก้ไข
ปลูกหญ้าแฝก เพื่ลดการชะล้างหญ้าดินจากน้ำฝนไหลพัดพาหน้าดินออก ลดความรุนแรงและความเร็วของน้ำ รักษาความชุ่มชื้น ดักตะกอนน้ำและคุมวัชพืชไม่ให้เจริญเติบโตเต็มที่

เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน
ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด เป็นการให้ธาตุอาหารหลักแก่พืช ธาตุอาหารรอง และจุลธาตุแก่พืช สร้างจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อดินและพืช เป็นการปล่อยธาตุอาหารให้กับพืชแบบช้าๆ เพื่อลดการสูญเสียธาตุอาหาร