วันพุธที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2555

เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน

การปรับปรุงดินให้มีสภาพเหมาะสมต่อการเพาะปลูก

โดยการคลุมหน้าดิน
ใบไม้และเศษพืชที่ปกคลุมผิวดิน หน้าดิน ช่วยลดการสูญเสียความชื้น หน้าดินอ่อน รากชอนไชหรือแทรกลงดินได้ดี ต้นไม้จะเริ่มอุดมสมบูรณ์
อาจจะเป็นวัสดุทางธรรมชาติอื่นๆอีกเช่น ฟางข้าว ตอซังพืช หญ้าแห้ง ใบไม้แห้ง ต้นถั่ว ขุยมะพร้าว กากอ้อย แกลบ ขี้ลีบข้าว รำหยาบ ขี้เลื่อย ขุยไผ่ ไส้ปอ เปลือกหรือกากมันสำปะหลัง หรือพลาสติกสำหรับคลุมหน้าดิน

ฟางข้าว มีอัตราการย่อยต่ำ มีคุณค่าทางอาหารต่ำ ฟางเป็นผลผลิตจากลำต้นแห้งของพืช เช่น ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต ข้าวเจ้า ข้าวไรย์ ข้าวสาลี เป็นต้น คุณประโยชน์ของฟางข้าวได้มีผู้กล่าวไว้ว่า "ผู้ใดเผาฟาง ผู้นั้นกำลังเผาธนบัตรฉบับละ 100 บาท ฉบับละ 500 บาท จำนวนมากของตนเองทิ้ง"
ฟางข้าวประกอบไปด้วยแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และไนโตรเจน หากนำฟางไปคลุมดินจะทำให้พืชผักเจริญเติบโต แข็งแรง ทนต่อศัตรูพืช แต่มีข้อเสียคือระคายผิว

ฟางช่วยปรับโครงสร้างดินที่เป็นกรดหรือด่าง (ดินเป็นกรด Acid Soils หมายความว่าดินที่มีค่า ph ต่ำกว่า 7.0 ดินเป็นด่าง Alkaline Soils หมานถึงดินที่มีค่า ph สูงกว่า 7.0 ) หากไม่มีฟางปกคลุมดินเลย หน้าดินจะเสื่อมและสูญเสียอาหาร จากสายลม น้ำ และแสงแดด จนกลายเป็นดินด้าน แต่หากนำฟางไปคลุมจะเกิดหน้าดินอีกชั้นหนึง ช่วยคุมหญ้าและวัชพืช หากคุมพืชไว้นานโดยไม่ให้อากาศหรือแสงแดดส่องถึงพื้นจะกลายเป็นปุ๋ยหมักตามธรรมชาติอย่างดี "คล้ายรูปแบบต้นไม้ในป่าใหญ่ที่โคนต้นจะมีใบไม้ทับถมหลายชั้น จนเกิดเป็นปุ๋ยหมักตามธรรมชาติ" เกิดแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับพืชครบถ้วน และจุลินทรีย์ สัตว์ขนาดเล็ก เกิดเป็นวัฏจักรของสัตว์ที่มีประโยชน์ต่อดิน เช่น คางคก แย้ จิ้งเหลน แมงมุม แมลงศัตรูพืชจะค่อยๆหายไป หากนำไปใช้ในแปลงพืชพัก พืชพักก็จะดูแลตัวเองโดยที่เราไม่ต้องประคบประหงมมากนัก แถมด้วยการเกิดเห็ดฟางให้เรากินอีกด้วย

ต้นถั่ว โครงสร้างของเปลือกถั่วและเนื้อในเมล็ดมีใยอาหารสูง

ขุยมะพร้าว คือ เปลือกมะพร้าวที่ปั่นเอาใยออก หรือปั่นให้ใยละเอียดเป็นขุยๆละเอียดประมาณเม็ดทราย แห้งสนิท มีคุณสมบัติเบา อุ้มน้ำได้ดี เก็บความชื้นไว้ได้นาน

หญ้าแห้ง ควรตัดหย้าที่แก่เต็มที่ เพราะมีใยอาหารสูงและลิกนินในพืช น้ำระเหยออกจากต้นได้ช้า

แกลบRice Husk คือผลผลิตจากการสีข้าวในโรงสีจากการผลิตข้าวสาร แกลบเป็นแปลือกของข้าวสาร ข้าวสารมีเมล็ดรูปทรงรี สีเหลืองอมน้ำตาลหรือเหลืองนวล แกลบข้าวยังเป็นเชื้อเพลิงหรือเป็นวัสดุก่อสร้างได้อีกด้วยซึ่งเป็นส่วนผสมในการทำอิฐ ด้านการเกษตรใช้ผสมเพื่อปรับสภาพดิน ทำปุ๋ยหมักใช้กันความชื้นในคอกสัตว์ อีกทั้งเป็นส่วนผสมในการผลิตซีเมนต์ ส่วนในด้านพลังงานใช้เป็นเชื้อเพลิง เช่น ใช้ทำแท่งถ่านอัดขี้เถ้าแกลบ เพื่อเป็นเชื้อเพลิง เผาเป็นขี้เถ้าขาวจนสภาพเป็นด่าง ใช้เป็นส่วนผสมของสบู่ ยาสระผม และน้ำยาล้างจาน ดูดซับก๊าซจากกระบวนการผลิตทางด้านอุตสาหกรรม

ข้าวไรย์ Rye หนึ่งในพืชตระกูลข้าวสาลี ลักษณะคล้ายคลึงกันกับข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์มาก แปรรูปทำเป็นแป้ง ขนมปัง วิสกี้และเบียร์


ลดการเผาเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร

ฟางข้าว ตอซังข้าว อุดมไปด้วยแร่ธาตุ แคลเซียม ฟอสฟอรัส และไนโตรเจน เมื่อเกษตรกรเผาทำลายเศษพืชในแต่ละครั้งของฤดูกาลเก็บเกี่ยว แร่ธาตุดังกล่าวลดลงจนไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืช หากเผาทำลายบ่อยครั้งหรือทุกครั้งหลังการเก็บเกี่ยวดินเริ่มด้าน แข็ง เกาะกันเป็นก้อนขนาดใหญ่ ไม่ร่วนซุย แม้กระทั่งปล่อยน้ำเข้านาแล้ว หากลองเหยียบดูดินยังคงแข็ง เหยียบไม่จมเท้า ปัญหาที่สำคัญอีกประหนึ่งคือ ระบบรากของต้นพืชอ่อนแอ รากพืชจะดูดวับแร่ธาตุต่างๆได้ที่ปลายรากพืช เมื่อดินแข็งด้าน รากไม่สามารถชอนไชลงดินได้ เมื่อระบบรากอ่อนแอ ต้นข้าวไม่สมบูรณ์ รวงข้าวที่ได้เล็ก แต่ทำไมเกษตรกรยังคงเผา รวบรวมสาเหตุไว้ดังนี้
1. เผาตอซังข้าวทิ้งไป เพื่อปรับหน้าดินให้เสมอได้ง่ายขึ้นเพื่อพร้อมทำนาในครั้งต่อไป
2.เผาเพื่อช่วยให้การไถนาง่ายขึ้น ฟางจะได้ไม่ติดควานไถ

ปัญหาการเผาเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะแต่เกษตรกร แต่ปัญหาได้เกิดขึ้นกับประชาชนในเขตเมืองด้วย ดังตัวอย่างภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย อาทิ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง เชียงราย ปริมาณฝุ่นละอองในอากาศเล็กกว่า 10 ไมครอน และสูงเกินกว่าค่ามาตรฐาน โดยวัดค่าได้สูงสุด 175.96 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร วึ่งค่ามาตรฐานอยู่ที่ 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ( สถานีตรวจวัดอากาศแบบอัตโนมัติของกรมควบคุมมลพิษ) การแก้ปัญกาเฉพาะหน้าก็ทำได้เพียงการรดน้ำบนถนน ฉีดน้ำจากที่สูง แต่ปัญหาก็ไม่ได้คลี่คลายลงและเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนกุมภาพันธ์

ลดการพังทลายของหน้าดิน
เพื่อลดการแพร่กระจายภาวะดินเค็ม  ดินเปรี้ยว อันนำไปสู่การสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของดิน
วิธีแก้ไข
ปลูกหญ้าแฝก เพื่ลดการชะล้างหญ้าดินจากน้ำฝนไหลพัดพาหน้าดินออก ลดความรุนแรงและความเร็วของน้ำ รักษาความชุ่มชื้น ดักตะกอนน้ำและคุมวัชพืชไม่ให้เจริญเติบโตเต็มที่

เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน
ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด เป็นการให้ธาตุอาหารหลักแก่พืช ธาตุอาหารรอง และจุลธาตุแก่พืช สร้างจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อดินและพืช เป็นการปล่อยธาตุอาหารให้กับพืชแบบช้าๆ เพื่อลดการสูญเสียธาตุอาหาร

ธาตุอาหารของพืช

ธาตุอาหารของพืช
1. จากปุ๋ยเคมี เช่นปุ๋ยยูเรีย ละลายน้ำได้ง่าย พืชดูดนำไปใช้ได้เร็ว เนื่องจากธาตุอาหารอยู่ในรูปไอออน รากพืชดูดนำไปใช้ได้เลย
2. จากปุ๋ยอินทรีย์ หากเป็นโพแทสเซียมในรูปไอออนพืชดูดนำไปใช้ได้ง่าย ส่วนรูปสารอื่นๆของอินทรีย์มีโมเลกุลใหญ่พืชดูดนำไปใช้ไม่ได้ แต่สารอินทรีย์เหล่านั้นจะถูกจุลินทรีย์แปรสภาพให้โมเลกุลเล็กลง ต่อจากนั้นโมเลกุลขนาดเล็กจะแปรสภาพเป็นอนินทรีย์ที่ละลายน้ำและแตกตัวเป็นไอออนได้ ปลดปล่อยอาหารที่จำเป็นให้แก่พืช รากพืชจะดูดไปใช้ได้โดยกระบวนการเป็นไปอย่างช้าๆ

ธาตุอาหารหลัก ไนโตรเจน นำไปสร้าง DNA และโครงสร้างส่วนแข็งที่มีลิกนิน สร้างกรดอะมิโน ซึ่งมีไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบซึ่งอยู่ในหมู่อะมิโน

การให้ธาตุ N มากเกินไปจะทำให้ต้นยาวสูงเร็ว แต่ลำต้นไม่แข็งแรง ควรเพิ่มฟอสฟอรัสเพื่อให้ระบบรากแข็งแรง ขยายต้นออกด้านข้าง  ส่วนธาตุโพแทสเซียม จะเป็นการช่วยส่งเสริมให้พืชดูดธาตุไนโตรเจน N ได้มาก ยิ่งทำให้ต้นสูงขึ้นอีก


                      ฟอสฟอรัส
                      โพแทสเซียม
ธาตุอาหารรอง   กำมะถัน
                      แคลเซียม
                      แมกนีเซียม
จุลธาตุ             แมงกานีส
                      ทองแดง
                      โบรอน
                      โมลิบดินัม
                      เหล็ก
                      สังกะสี

ปุ๋ยเคมี

ปุ๋ยเคมีเริ่มเข้ามาในประเทศไทย พ.ศ. 2503 จากโครงการ "ปฏิวัติเขียว" เพื่แก้ปัญหาความมั่นคงทางด้านอาหารของประชากรโลก เกษตกรของไทยใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี และยาฆ่าหญ้ากันทั้งประเทศ ตลอด 40-50 ปีที่ผ่านมา ก็ให้เกิดผลเสียดินเพาะปลูกเสื่อมสภาพ ดินเป็นกรด ดินแน่น แข็ง เมื่อดินแข็งรากพืชไม่สามารถแทรกลงไปในเนื้อดินได้ดี

ความเป็นกรดของดินทำให้เกิดการละลายของธาตุอลูมิเนียมออกมาหรือพูดอีกแบบก็คือธาตุอลูมิเนียมเป็นพิษในดิน แล้วดูดซึมเข้าทางรากพืช ทำให้พืชไม่แข็งแรงกลายเป็นโรคง่าย วิธีการแก้ก็คือ ใส่ปูนหรือแคลเซียมคาร์บอเนต(CaCO3) จึงเพิ่มค่า ph เป็น 6.0 หรือ 6.5 และลดพิษของอลูมิเนียมในดินได้

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2555

การปลูกมะนาว


ข้อมูลกายภาพ
มะนาวและมะกรูดจัดเป็นพืชในตระกูลส้ม มะนาวเป็นเครื่องเทศเครื่องเคียงอาหารไทยหลากหลายเมนู มีผลผลิตตลอดทั้งปี แต่จะมีราคาแพงและขาดตลาดในฤดูแล้งเป็นประจำทุกปี การรู้เทคนิคในการทำมะนาวนอกฤดูได้ จึงขายมะนาวได้ราคาแพงขึ้น กำไรของผู้ผลิตมากขึ้น

มะนาว มีรสเปรี้ยว กลิ่นหอม ผลสีเขียวสุกจัดจะเป็นสีเหลือง เปลือกบาง ภายในมีเนื้อแบ่งกลีบ ชุ่มน้ำ นิยมใช้เป็นเครื่องปรุงรส นำมาใช้เป็นเครื่องดื่มผสมเกลือและน้ำตาลเป็นน้ำมะนาว หรือเพื่อแต่งรสในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางชนิด และยังมีคุณค่าทางโภชนาการและทางการแพทย์ด้วย เช่นช่วยป้องกันโรคลักปิดลักเปิด

มะนาวมีต้นทรงพุ่มเตี้ย สูงเต็มที่ 5 เมตร "แต่สูงมากไม่ดี เก็บยาก" ก้านมีหนามเล็กน้อย ใบยาวเรียวเล็กน้อยคล้ายใบส้ม ส่วนดอกสีขาวอมเหลือง ปกติมีดอกผลตลอดทั้งปี แต่ในช่วงหน้าหนาว แล้วมีผลน้อยและน้ำน้อย เก็บมะนาวไปขายต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 5 เดือนครึ่งนับแต่มะนาวออกดอก

มะนาวเป็นพืชที่มีรากแขนงแผ่ไกลไปตามผิวดิน ปลูกในพื้นที่ดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดีเนื่องจากมะนาวไม่ชอบน้ำขัง มีอินทรียวัตถุมาก การให้น้ำและปุ๋ยมะนาวจะได้รับปุ๋ยเต็มที่ ต้นเจริญติบโต ใบมีสีเขียวและใหญ่ ผลมะนาวจะดกเต็มต้น

การปลูกมะนาวในปัจจุบันข้อควรคำนึงคือ การดูแล ควรเลือกสายพันธุ์ที่ทนต่อโรค การมีความรู้ความเข้าใจในการใช้สารเคมี การตลาดมะนาวในปัจจุบันว่าผู้บริโภคนิยมชมชอบมะนาวประเภทใด ร่วมทั้งผู้ประกอบต่างๆ ก็เป็นองค์ประกอบต่อการพิจารณาปลูกต่อสายพันธุ์นั้นๆ

พันธุ์มะนาว
-มะนาวตาฮิติ Tahiti Lime หรือ Seedless Lime เป็นมะนาวไม่มีเมล็ด มีผลขนาดใหญ่กว่าพันธุ์ทูลเกล้า มีทรงผลทั้งทรลกลมและทรงรี การติดผลสู้พันธุ์ทูลเกล้าไม่ได้
-มะนาวทูลเกล้า ลักษณะทรงผลยาว ไม่มีเมล็ด เปลือกบางกว่าตาฮิติเล็กน้อย ติดผลได้ดีกว่าตาฮิติ

-มะนาวด่านเกวียน เปลือกบาง เนื้อสีเหลืองคล้ายส้มเนื่องจากส้มและมะนาวผสมกัน น้ำกลิ่นไม่หอมแต่เปรี้ยว ผลดกมาก มะนาวด่านเกวียนเป็นส้มที่กลายพันธุ์ภาษาอังกฤษเรียกว่า แลงเพอร์ไลม์

-มะนาวพันธุ์พื้นเมืองไทย เปลือกแข็ง แก่จัดผิวเป็นสีเหลือง ลูกดกออกลูกเป็นพวง น้ำเยอะ ทนโรค แต่กลิ่นไม่หอมเหมือนมะนาวแป้น

-มะนาวแป้นพิจิตร 1 เป็นลูกผสมของมะนาวแป้นกับมะนาวน้ำหอม มักไม่เป็นโีรคแคงเกอร์ ใบใหญ่หนา เปลือกหนา โตเร็ว มีหนาม ลูกใหญ่ กลิ่นหอม

-มะนาวแป้น เป็นที่นิยมของตลาด เปลือกบาง น้ำเยอะ แต่มักได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้สารฆ่าแมลงเยอะ

การขยายพันธุ์
-การตอนกิ่ง จะใช้ระบบรากของตัวมันเองในการเจริญเติบโต หาอาหาร
-มะนาวบนตอมะขวิด (เสียบยอด) ใช้ระบบรากของต่อมะขวิดในการหาอาหาร การขยายพันธุ์พืชด้วยวิธีนี้นำมาใช้แก้ปัญหาดินไม่มีความสมบูรณ์ ใช้ความยาวของกิ่งมะนาว 6 นิ้ว 4-6 ใบคู่ ท่อน้ำท่ออาหาร เนื้อไม้และเปลือกต่อกันสนิทจึงจะต่อติด จากความเห็นของผู้ทดลองปลูก กล่าวว่า ระบบรากแก้วของมะขวิดจะให้พืชหากินได้เก่ง ทนทานต่อโรค แต่อีกฝากของความคิดเห็นกล่าวว่า พืชจะเจริญเติบโตได้เพียงระยะหนึ่งเท่านั้นหลังจากนั้นจะโตคงที่


การเตรียมดิน
ขุดหลุมกว้าง 1 เมตร ลึก 1 หน้าจอบเป็นวงกลม แล้วเอาดินหน้าจอบแรกขึ้นมาไว้ข้างๆ นำปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักสัก 1 ถังถ้าเป็นดินเหนียวใส่ทรายยาบลงไปด้วยเพราะมะนาวชอบดินร่วนปนทราย (ทรายยาบเท่านั้น ทรายละเอียดไม่ได้) พรวนดินลงไปอีกหนึ่งหน้าจอบรวมเป็น 2 หน้าจอบ คุกปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักใส่ลงไป แล้วเอาปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักมาผสมกับดินที่กองไว้ข้างๆตอนหน้าจอบแรก แล้วใส่กลบลงไปในดิน ดินที่ได้เป็นรูปหลังเต่าหรือเป็นรูปกระทะคว่ำเพื่อไม่ให้นำขัง ใส่ปูนขาวผสมลงไปนิดหน่อย เอาฟางข้าวปิดแล้วรดน้ำทุก 5 วัน ทิ้งไว้ครึ่งเดือนแล้วจึงนำน้ำมันมาปลูก

ขั้นตอนการนำมะนาวลงดิน
มะนาวที่ปลูกจะเลือกมะนาวตอนกิ่งหรือมะนาวปักชำก็ได้ซึ่งเพาะใส่ถุงดำไว้ แช่ลงไปในน้ำทิ้งไว้ให้นุ่มๆ เวลาแกะถุงดำออกจะแกะง่าย

เมื่อแกะถุงดำออกเราจะพบว่ารากมะนาวขดลงมาเป็นก้อนๆ หากปลูกลงไปในลักษณะอย่างนั้นรากมะนาวจะดิ่งลงลึก รากมะนาวจะกินอาหารที่ปลายราก เมื่อรากมันดิ่งลงลึก เกษตรกรใส่ปุ๋ยลงบนผิวดิน รากมะนาวจึงไม่ได้อาหาร อายุมะนาวสั้นและเน่าตายไป

นำไปล้างน้ำอีกครั้ง แกะดินออกให้หมด จะพบระบรากทั้งหมดของต้นมะนาว นำต้นมะนาวลงไปในดิน แยกราก จัดรากไปทั่วทุกทิศทาง เอาดินกลบ กดดินให้แน่นเพื่อรากจะได้ดูดอาหารให้เร็ว เหตุผลที่ต้องจัดรากไปทุกทิศทางเพราะว่ามะนาวเป็นพืชรากตื้น รากดูดอาหารทางผิวดิน เวลาให้ปุ๋ยรากจะได้รับอาหารเต็มที่

นำไม้มาปักกันต้นมะนาวโยก เอาฟางหรือหญ้าคุมเพื่อรักษาความชื้น เพราะถ้าไม่สามารถรักษาความชื้นไว้ที่หน้าดินพอ แดดส่องหน้าดินเกิดความร้อน เมื่อรากได้รับความร้อนรากมะนาวจึงพยายามลงลึกไปในชั้นดินเพื่อหนึความร้อน ฉะนั้นเกษตรควรนำฟางหรือหญ้าคุมไว้เพื่อรักษาความชื้นให้กับรากมะนาว

เราก็จะได้มะนาวที่ปลูกพื้นที่ความกว้าง 1 เมตร อีก 2 เดือนต่อมารากบริเวณที่ปลูกจะเต็มพื้นที่หมดแล้ว เราจึงต้องเตรียมดินเพื่อรองรับการขยายตัวของราก

โรคแคงเกอร์ หรือโรคขี้กลาก
เป็นโรคประจำตัวของมะนาว มักระบาดหนักในช่วงที่มีความชื้นสูง(แคงเกอร์ชอบฤดูฝนมาก) เป็นแล้วรักษาไม่หาย เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย วิธีแก้คือตัดกิ่งที่เป็นโรคทิ้ง เด็ดใบทิ้ง(การตัดแต่งกิ่งเป็นส่วนสำคัญ จำเป็น) หากแคงเกอร์เป็นที่ลูก ลูกจะแตก แล้วนำสารประกอบทองแดงฉีดทางใบรักษาไม่ให้เชื้อแคงเกอร์ระบาด หรือในธรรมชาตินำขี้หมูมาใส่อยู่เป็นประจำ จะระงับการระบาดของแคงเกอร์ได้เพราะขี้หมูมีสารทองแดงอยู่ ส่วนยาที่จะสามารถฆ่าแคงเกอร์ได้คือ สเตรปโตมัยซิน เป็นยาปฎิชีวนะแต่จะฆ่าได้ต่อเมื่อตัดเอาแผลที่เป็นออกก่อน หรือให้สารคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์

การทำลายของแคงเกอร์เข้าทำลายถึงเซลล์ การสร้างเซลล์ผิดปกติได้ง่าย หากนำตอนกิ่งหรือกิ่งพันธุ์ไปขยายพันธุ์จึงเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นได้

: โรคแคงเกอร์ มีวิธีกำจัดหลากหลายวิธีดังนี้
1. ปูนขาวผสมน้ำและฉีดพ่น
2. เสต๊ปโตมัยซิน
3. จุลินทรีย์ปราบโรค
4.เชื้อราไคโตรเดอม่า โดยผสมกับน้ำฉีดพ่น และยังป้องกันโรครากเน่าได้อย่างดี
(สายพันธุ์มะนาวมีผลต่อการติดโรคแคงเกอร์ได้เช่นกัน มะนาวแป้นพวง แป้นรำไพ เป็นพันธุ์ไม่ต้านทานต่อโรคแคงเกอร์ การเลือกปลูกพันธุ์ตาฮิติ พิจิตร1 เพื่อเน้นการป้องกันโรคก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน
5. ฉีดพ่นสารประกอบคอปเปอร์
 โรคแคงเกอร์ ลักษณะจุดด่างดำ แข็ง

โรค
หนอนม้วนใบ

-สแคป เกิดจากเชื้อรา มีอาการคล้ายแคงเกอร์เป็นจุดเล็กน้อย หากติดเชื้อแล้วมีอาการจะไม่หาย เกิดในช่วงฝนตกชุก และความชื้นสูง ถ่ายเทอากาศได้ไม่ดี กิ่งมะนาวด้านบนบังทรงพุ่มด้านล่าง ทำให้กิ่งมะนาวด้านล่างติดเชื้อราบ่อย แก้ไขโดยการตัดกิ่งมะนาวในพุ่มตรงกลางโดนแดด หรือใช้คอปเปอร์พ่นเป็นระยะในช่วงที่มีฝนตกบ่อย

-หนอนชอนใบ ที่เกิดจากผีเสื้อกลางคืน กัดกินเนื้อเยื่อภายใน

-หนอนแก้ว

-หนอนผีเสื้อกินใบมะนาว

เทคนิคการทำให้มะนาวดกในฤดูแล้ง
มะนาวจะมีราคาแพงเดือนเมษายน ราคาถึงลูกละ 7 บาท แต่ผลผลิตในช่วงนั้นตกต่ำ  มะนาวใช้เวลา 5 เดือนครึ่งนับแต่ออกดอกจึงเก็บขายได้  ฉะนั้นดอกมะนาวจะต้องออกเดือนพฤศจิกายนจึงจะเก็บมะนาวขายในเดือนเมษายนได้

เดือนพฤศจิกายนและเดือนธันวาคมเป็นช่วงฤดูหนาว ความชื้นในอากาศจะน้อย กระตุ้นการผลิตเอทิลีนหรือเรียกว่าสารแก่(ethylene) ไปกระตุ้นการพักตัวของพืช ใบไม้จะเหลืองและร่วง หากมะนาวออกดอกในช่วงนั้น ดอกก็จะไม่ค่อยติดลูก ดังนั้นจำต้องทำลายการพักตัวของพืชโดยให้สารจิบเบอเรลลินหรือสารหนุ่ม (Gibberellin) ไปทำลายการพักตัวของพืชโดยข่มฤทธิ์ของ ABA ซึ่งทำให้เกิดระยะพักตัว เมื่อใส่สารจิบเบอเรลลินทำให้พืชอยู่ในสภาวะอ่อนวัยและพร้อมที่จะสืบพันธุ์ได้ กระตุ้นการออกดอก กระตุ้นการติดผล มะนาวที่ได้รับสารจิบเบอเรลลินจะติดผลลูกดก ปัญหาที่พบกับยังไม่หมดอยู่แค่นั้นเมื่อเข้าสู่เดือนมกราคมสภาพอากาศแปรปรวน 1 เดือนมีถึงสภาพอากาศทั้งหนาวจัด ร้อนมาก และฝนหลงฤดู ทำให้ดอกมะนาวที่เพิ่งออกดอกกับร่วง ผลผลิตตกต่ำอีก

การออกดอกของมะนาว เป็นผลจากการที่พืชเกิดภาวะเครียด อันเกิดจากพืชเกิดบาดแผล(ใบร่วง) ทำให้ระบบการBalance ธาตุอาหารในพืชไม่สมดุลกันเป็นผลให้พืชออกดอก วิธีการให้ใบร่วงเด็ดออกบ้าง หรือเอาปุ๋ยยูเรียผสมน้ำแล้วฉีดพ่นไปทางใบ ใบจะร่วงออกทั้งหมดเมื่อแตกยอดให้ ดอกจะออกมาพร้อมกัน

ยามที่ดอกมะนาวออกแล้ว ไม่ต้องพ่นสารเคมี ควรให้น้ำตามปกติ ใส่ปุ๋ยสูตรเร่งขยายผล และธาตุอาหารเสริม พ่นฮอโมนเพื่อป้องกันการหลุดร่วง
สาเหตุลูกมะนาวร่วงเกิดจากหลายปัจจัย เช่น อาหารภายในต้นไม่เพียงพอ ขั้วมะนาวหลุดร่วง หรือเกิดจากเชื้อราเข้าขั้วโดยปรากฎที่ขั้วเป็นสีเหลือง  ฝนตกติดต่อกันหลายวัน ท้องฟ้าปิดเป็นเวลานาน ดินชุ่มเกินไปทำให้รากขาดอากาศและไม่สร้างอาหาร


การเก็บผลมะนาว
คัดเลือกลูก ผิวตึงวาวเป็นมัน เปลือกบางใส สัมผัสแล้วนิ่มมือ รูขุมจะเล็ก และมีแต้มสีเหลือง ผลมีขนาดเต็มที่แล้ว ตูดของลูกออกแป้นๆแบนๆค่อนข้างเรียบ


ผลิตภัณฑ์และการแปรรูป
-น้ำยาล้างจานมะนาว
-มะนาวดอง

การนำไปใช้
-มะนาวทั้งเปลือกใช้ตำส้มอร่อยแซ่บหลาย

วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

วิธีการเลือกเมล็ดข้าวปลูก

วิธีเลือกเมล็ดข้าวปลูก
น้ำเกลือบ่น  2 กิโลกรัม ผสมกับน้ำ 20 ลิตร ละลายให้เข้ากันแล้วก็เอาข้าวปลูกมาลงรอยลงไปแช่ ข้าวด้อยมันจะลอยน้ำ นำข้าวที่เหลือที่ได้คุณภาพไปล้างน้ำเปล่าให้สะอาดแล้วก็แช่น้ำไว้อีก 2 คืน หุ้มอีก 2 คืน พอรากเริ่มแย้มๆ ปริๆ เราก็เอาไปหว่านข้าวก็จะเริ่มงอก นกและหนูก็จะไม่กิน

ถ้าให้ดีคือเราหว่านข้าวปลูกพร้อมถั่ว โดยจะเป็นถั่วชนิดอะไรก็ได้เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วงอก ถั่วแดง ถั่วดำ โดยนำมาแช่พร้อมกับข้าวปลูกแล้วก็หว่านไปด้วยกัน พอข้าวโตได้สัก 20 เซนติเมตร ใส่น้ำลงเข้าไปในนา สัก 10 เซนติเมตร ถั่วเริ่มเน่าเกิดก๊่าซไนโตรเจนเป็นปุ๋ยโดยปริยายโดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยแต่งหน้า

การปลูกมันสำปะหลัง


มันสำปะหลัง
สายพันธุ์มันสำปะหลัง
-ระยอง 90
-เกษตรศาสตร์ 50
-ห้วยบง 60
-ระยอง 72 หรือเกล็ดมังกร


การเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง

การเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังโดยการให้น้ำ
วงจรการเจริญเติบโตของมันสำะหลังเก็บเกี่ยววงได้หัวที่อายุ 12-14 เดือน หากได้ผลผลิตต่อไร้สูงควรปลูกช่วงเดือน เมษายน-พฤษภาคม เพราะเป็นช่วงฤดูต้นฝน รากมันสำปะหลังแทรกลงดินได้ดี มันหัวใหญ่ จนเข้าสู่ช่วงฤดูแล้งฝนไม่ตกในช่วงเดือน พฤศจิกายน-มีนาคม ใบมันสำปะหลังร่วงลดจำนวนใบลงเพื่อลดการคายน้ำ การสร้างแป้งของมันสำปะหลังจึงลดลง ดังนั้นหากให้น้ำในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม มันสำปะหลังมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ใบมันสำปะหลังร่วงน้อย การลร้างแป้งมันสำปะหลังจึงเกิดขึ้นต่อไป ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเก็บเกี่ยว

การเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังโดยการใช้หินฝุ่น
หินฝุ่นคือหินที่ได้มาจากกระบวนการโม่หิน เป็นหินปูนบดหยาบๆ มีสารองค์ประกอบดังนี้ แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน เหล็ก แมงกานีส ทองแดง สังกะสี  ซึ่งเป็นธาตุอาหารรองของมันสำปะหลัง หากนำมาใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งให้อาหารหลักอย่าง ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม หัวมันมีขนาดใหญ่
การใช้หินฝุ่นเป็นการช่วยปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้มีความเป็นกลางมากขึ้น คุณสมบัติทางกายภาพของดินดีขึ้น เช่น ดินร่วนซุนขึ้น ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น ดินระบายน้ำได้ดี จุลินทรีย์ในดินทำงานได้ดี



เคล็ดลับการปลูกอยู่ 4 ประการ (อาจารย์ทอง ธรรมดา)
1. ดินมีอินทรีย์สาร (ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก) การใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักจะช่วยให้การแตกรากค่อนข้างดี รากจะแตกเยอะมาก ทำให้เมื่อโตขึ้น 1 ต้นจะได้ประมาณ 15-20 หัว
2. ฝนตกถี่ (ดินมีความชื้น) ช่วงที่มีการแตกรากของต้นมันสำปะหลัง จำเป็นอย่างยิ่งที่ดินต้องมีความชื้น ให้รากนั้นแทรกลงไปในดินได้หรือเรียกว่ารากเดินไปได้ ฉะนั้นแล้วเกษตรกรควรปลูกมันสำปะหลังพฤษภาคม ฝนเริ่มตกแล้ว

 เกษตรกรบางส่วนปลูกมันช่วงเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม หรือเรียกว่าช่วงปลายฝนต้นหนาวซึ่งดินมีความชื้นอยู่บ้าง อาจารย์แนะนำว่าไม่ควรปลูกมันในช่วงนี้เนื่องจาก หลังจากเดือนธันวาคมฝนจะไม่ตกอีกเลย  ฝนจะไปตกอีกที่ปลายเดือนเมษายน ต้นเดือนพฤษภาคม หรือปลูกได้แต่รากมันสำปะหลังจะไม่สามารถแทรกลงไปในดินได้เต็มที่ ทำให้มันหัวไม่ใหญ่ ขายได้ราคาไม่ดี

3. ท่อนพันธุ์ดี (สมบูรณ์ ไม่ทิ้งไว้นานเกินไป ไม่อ่อนหรือแก่เกินไป) ท่อนพันธุ์มันนั้นต้องมีความสมบูรณ์ ไม่ควรที่จะตัดท่อนมันทิ้งไว้นานเกิน 15 วัน ควรจะรีบปลูกทันที
ลักษณะการปลูกมันสำปะหลังคือใช้วิธีการตัดเฉียง เพื่อให้เกิดเนื้อที่หน้าตัดมากจะได้จำนวนรากที่มากกว่าการตัดตรง แต่มีข้อแม้ว่าถ้าตัดเฉียง จะต้องปลูกเอียง หลังจากนั้นนำไปจุ่มน้ำยาเร่งรากและน้ำยาฆ่าเพลี้ยแป้ง
4. รู้วิธีการ (จังหวะการปลูก การใส่ปุ๋ย การใส่ยา การกำจัดหญ้าหรือวัชพืชหรือเรียกว่า "การทำรุ่น")



การทำมันสำปะหลังหัวดก
วิเคราะห์ปัจจัย 3 ประการ
1. พันธุกรรม  10 %
 พันธุกรรม  ส่วนใหญ่นักวิชาการจะพยายามค้นคว้า  หามาเผยแพร่ให้เกษตรกรอยู่แล้วและพันธุ์ใดจะเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่

การเตรียมท่อนพันธุ์เส้นผ่านศูนย์กลาง 2 ซม. อายุ 8-12 เดือน ตัดตรงยาว 20 เซ็นติเมตร นำไปแช่น้ำยาหัวดก และกำจัด ป้องกันเพลี้ยแป้ง นาน 10-12 นาที (ห้ามเกินกว่าเวลานี้)  น้ำยาใช้ 3 ชนิดรวมกัน+สารไทอะมีโทแซม 25 %WG 4 กรัม หริอ ไดโนทีฟูเรน 10 % WP 20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร    หากแช่นานหัวไม่ดก การเจริญเติบโตของต้นไม่ดี น้อยไม่เป็นไรแต่อย่าเกิน

2. สิ่งแวดล้อม 80 %  น้ำ อากาศ แสงแดด อุณหภูมิ ความชื้น สภาพดินและธาตุอาหาร
สิ่งแวดล้อม  ผมจะกล่าวถึงธาตุอาหารที่พืชต้องการมีทั้งหมด 17 ธาตุ (นักวิทยาศาตร์พบขณะนี้)  3 ธาตุแรก คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน ได้รับจากอากาศและน้ำ อีก 14 ธาตุ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม กำมะถัน แคลเซีย แมกนีเซียม เหล็ก แมงกานีส ทองแดง สังกะสี โบรอน คลอรีน โมลิบดีนัม และนิเกิล ได้รับจากดิน ซึ่งจะขาดธาตุใดธาตุหนึ่งไม่ได้เลย ต้องให้ความสำคัญการให้ธาตุที่ครบเป็นหลัก  สำหรับในการทดลองการเพิ่มผลผลิตของพืชต่างๆ  จากประสบการณ์ที่ค้นคว้าทดลองมาพืชเจริญเติบโตดี  ผลผลิตสูง  คุณภาพดีและลดต้นทุนด้วย  สำหรับการปลูกพืชเศษฐกิจธาตุอาหารหลักใช้ปุ๋ยเคมีธาตุอาหารรองและเสริมใช้อินทรียวัตถุ  คือใส่ปุ๋ยพืชเหมือนกับการทำต้มยำ ถ้าเราปรุงได้สูตรมันก็อร่อยกินข้าวได้เยอะ  พืชก็เหมือนกันธาตุอาหารแต่ละธาตุต้องใส่ให้เหมาะสมกัน  พืชถึงจะได้กินมากทำให้การเจริญเติบโตดี

3. ฮอร์โมน 10 %
ฮอร์โมน  มีทั้งหมด 5 ชนิด ออกซิน ไซโตไคนิน จิบเบอเรลลิน กรดแอบไซซิก และเอทีลีน  พืชจะสร้างขึ้นมาเองเพื่อการเจริญเติบโตตามธรรมชาติ  ถ้าเราให้ธาตุอาหารเค้าเพียงพอไม่จำเป็นต้องฉีดพ่นให้เค้า แต่ละชนิดมีหน้าที่ต่างกันเช่น ไซโตไคนินจะกระตุ้นการแบ่งเซลส์ ออกซินขยายขนาดของเซลส์ จิบเบอเรลินช่วยการยืดตัวของลำต้นและกิ่ง (อ้างอิง : kmsmily)



หัวดกเกิดจากการนำท่อนพันธุ์แช่น้ำยาซึ่งสามารถทำให้หัวดกได้ทุกสายพันธุ์ ผลจากการแช่น้ำยา
1.  หัวดก
2.  ท่อนพันธุ์งอกดี 
3.  เจริญเติบโตดีลำต้นใหญ่
4.  ท่อนพันธุ์ที่มีขนาดเล็กเปอร์เซ็นการงอกดีมีลำต้นใหญ่กว่าเดิม   
5.  ท่อนพันธุ์อายุมากยังสามารถงอกและเจริญเติบดี (อ้างอิง:kmsmily)

การแช่น้ำยากับมันคอนโดนั้นแต่กับมันสำปะหลังหัวไม่ดก เนื่องจากการใช้มีดคว้านเป็นชั้นๆทำให้ท่อลำเลียงอาหารขาดไม่เชื่อมต่อกันจึงไม่มีอาหารมาหล่อเลี้ยงราก และท่อนพันธุ์อยู่ลึกเลยขาดอ๊อกซิเจน การพัฒนาของหัวไม่เกิดขึ้นรากค่อยๆตาย 



การเตรียมแปลงปลูก
การไถครั้งแรก  ไถดะด้วยผาน 3 ทิ้งไว้ 10-15 วัน เพื่อตากดินและกำจัดหญ้า ไถแนวทิศเหนือ-ใต้ ไถครั้งที่สอง ใช้ผาน 7  ไถตัดตามแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก ยกร่องปลูกตามแนวทิศเหนือ-ใต้ ระยะระหว่างร่องห่าง 60 ซม.สูง 40 ซม.กว้าง 60 ซม.(เราจะปลูกระยะต้นห่าง 1.20x1 เมตร ครับ)  1 ไร่ (40x40 ม.) ใช้ท่อนพันธุ์ 1,333 ท่อน 
   
ข้อดีของการเตรียมพื้นที่ปลูกแบบนี้ 
1.  การไถตัดทำให้โครงสร้างเม็ดดินเขว้าสลับกัน การระเหยของน้ำจะช้าลงเก็บน้ำใต้ดินได้ยาวนาน
2.  ดินจะไม่จับตัวแน่นการลงหัวขยายหัวง่ายลดความเครียดของมันฯทำให้เจริญเติบโตดี
3.  การยกร่องแนวทิศเหนือ-ใต้  ทำให้ใบมันฯรับแสงแดดได้เต็มที่ผลิตแป้งได้มาก
4.  ขนานของร่องใหญ่เวลาฝนตกทำให้ร่องไม่หายมันฯมีพื้นที่ลงหัวมาก
5.  ระยะปลูกห่างมันฯไม่เกิดความเครียดจากการแย้งอาหารกัน  ประหยัดท่อนพันธุ์  ค่าแรงงานปลูกๆได้มากไร่ขึ้น  (อ้างอิง:kmsmily)


ปุ๋ยมันสำปะหลัง
-เกษตรนิยมใส่ขี้ไก่ก่อนการไถไร่ เพื่อไถ่กลบ ทำให้หัวมันใหญ่เสมอกันและทั่วถึง ส่งผลให้เกิดจุลินทรีย์ในดินเยอะ ซึ่งได้ออกซิเจนรากมันสำปะหลังนำไปใช้ ขนาดหัวมันเริ่มใหญ่ขึ้น 
ใส่ปุ๋ยเคมีซึ่งมีธาตุโพแทสเซียมสูงเพราะพืชต้องใช้ในการสร้างแป้ง

-การให้ปุ๋ยทางใบ พืชจะโตเร็ว มีการสร้าง สะสมปรุงอาหารจากใบ มีประสิทธิภาพคลุมลูกหญ้าได้และต้นมันโตคลุมลูกหญ้าได้อีกทางหนึ่ง
-การให้ปุ๋ยเคมี มีธาตุอาหาร N P K ที่มีความสำคัญต่อพืช เป็นปุ๋ยที่ไม่มีอันตราย แต่ก็มีข้อควรวิเคราะห์ว่าราคาแพง พืชนำไปใช้ยากต้องรอการทำละลายจากฝนและถ้าหากฝนตกมากไปเกิดการชะล้างปุ๋ย ต้นทุนของเกษตรกรก็จะสูงขึ้นอันเนื่องมาจากสภาพดินที่แย่ลง

โรค

โรคใบไหม้
เพลี้ยแป้ง




วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2555

ผลผลิตข้าวต่อไร่ของไทยปี 2009

ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตร ( FAO ) ปี 2009
http://faostat.fao.org/site/567/default.aspx
หน่วย Yield เป็น เป็นเฮกโตกรัมต่อเฮกเตอร์ ( 100 กรัม/ 10,000 ตารางเมตร )


ตารางเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

ข้อมูลผลผลิตจากกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
http://www.brrd.in.th/rkb/data_002/rice_xx2-02_New_index.html


ตารางเปรียบเทียบผลผลิตข้าวกับการบริโภคของแต่ละประเทศ ข้อมูลจาก USDA