วันพุธที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2555

ธาตุอาหารของพืช

ธาตุอาหารของพืช
1. จากปุ๋ยเคมี เช่นปุ๋ยยูเรีย ละลายน้ำได้ง่าย พืชดูดนำไปใช้ได้เร็ว เนื่องจากธาตุอาหารอยู่ในรูปไอออน รากพืชดูดนำไปใช้ได้เลย
2. จากปุ๋ยอินทรีย์ หากเป็นโพแทสเซียมในรูปไอออนพืชดูดนำไปใช้ได้ง่าย ส่วนรูปสารอื่นๆของอินทรีย์มีโมเลกุลใหญ่พืชดูดนำไปใช้ไม่ได้ แต่สารอินทรีย์เหล่านั้นจะถูกจุลินทรีย์แปรสภาพให้โมเลกุลเล็กลง ต่อจากนั้นโมเลกุลขนาดเล็กจะแปรสภาพเป็นอนินทรีย์ที่ละลายน้ำและแตกตัวเป็นไอออนได้ ปลดปล่อยอาหารที่จำเป็นให้แก่พืช รากพืชจะดูดไปใช้ได้โดยกระบวนการเป็นไปอย่างช้าๆ

ธาตุอาหารหลัก ไนโตรเจน นำไปสร้าง DNA และโครงสร้างส่วนแข็งที่มีลิกนิน สร้างกรดอะมิโน ซึ่งมีไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบซึ่งอยู่ในหมู่อะมิโน

การให้ธาตุ N มากเกินไปจะทำให้ต้นยาวสูงเร็ว แต่ลำต้นไม่แข็งแรง ควรเพิ่มฟอสฟอรัสเพื่อให้ระบบรากแข็งแรง ขยายต้นออกด้านข้าง  ส่วนธาตุโพแทสเซียม จะเป็นการช่วยส่งเสริมให้พืชดูดธาตุไนโตรเจน N ได้มาก ยิ่งทำให้ต้นสูงขึ้นอีก


                      ฟอสฟอรัส
                      โพแทสเซียม
ธาตุอาหารรอง   กำมะถัน
                      แคลเซียม
                      แมกนีเซียม
จุลธาตุ             แมงกานีส
                      ทองแดง
                      โบรอน
                      โมลิบดินัม
                      เหล็ก
                      สังกะสี

ปุ๋ยเคมี

ปุ๋ยเคมีเริ่มเข้ามาในประเทศไทย พ.ศ. 2503 จากโครงการ "ปฏิวัติเขียว" เพื่แก้ปัญหาความมั่นคงทางด้านอาหารของประชากรโลก เกษตกรของไทยใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี และยาฆ่าหญ้ากันทั้งประเทศ ตลอด 40-50 ปีที่ผ่านมา ก็ให้เกิดผลเสียดินเพาะปลูกเสื่อมสภาพ ดินเป็นกรด ดินแน่น แข็ง เมื่อดินแข็งรากพืชไม่สามารถแทรกลงไปในเนื้อดินได้ดี

ความเป็นกรดของดินทำให้เกิดการละลายของธาตุอลูมิเนียมออกมาหรือพูดอีกแบบก็คือธาตุอลูมิเนียมเป็นพิษในดิน แล้วดูดซึมเข้าทางรากพืช ทำให้พืชไม่แข็งแรงกลายเป็นโรคง่าย วิธีการแก้ก็คือ ใส่ปูนหรือแคลเซียมคาร์บอเนต(CaCO3) จึงเพิ่มค่า ph เป็น 6.0 หรือ 6.5 และลดพิษของอลูมิเนียมในดินได้

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2555

การปลูกมะนาว


ข้อมูลกายภาพ
มะนาวและมะกรูดจัดเป็นพืชในตระกูลส้ม มะนาวเป็นเครื่องเทศเครื่องเคียงอาหารไทยหลากหลายเมนู มีผลผลิตตลอดทั้งปี แต่จะมีราคาแพงและขาดตลาดในฤดูแล้งเป็นประจำทุกปี การรู้เทคนิคในการทำมะนาวนอกฤดูได้ จึงขายมะนาวได้ราคาแพงขึ้น กำไรของผู้ผลิตมากขึ้น

มะนาว มีรสเปรี้ยว กลิ่นหอม ผลสีเขียวสุกจัดจะเป็นสีเหลือง เปลือกบาง ภายในมีเนื้อแบ่งกลีบ ชุ่มน้ำ นิยมใช้เป็นเครื่องปรุงรส นำมาใช้เป็นเครื่องดื่มผสมเกลือและน้ำตาลเป็นน้ำมะนาว หรือเพื่อแต่งรสในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางชนิด และยังมีคุณค่าทางโภชนาการและทางการแพทย์ด้วย เช่นช่วยป้องกันโรคลักปิดลักเปิด

มะนาวมีต้นทรงพุ่มเตี้ย สูงเต็มที่ 5 เมตร "แต่สูงมากไม่ดี เก็บยาก" ก้านมีหนามเล็กน้อย ใบยาวเรียวเล็กน้อยคล้ายใบส้ม ส่วนดอกสีขาวอมเหลือง ปกติมีดอกผลตลอดทั้งปี แต่ในช่วงหน้าหนาว แล้วมีผลน้อยและน้ำน้อย เก็บมะนาวไปขายต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 5 เดือนครึ่งนับแต่มะนาวออกดอก

มะนาวเป็นพืชที่มีรากแขนงแผ่ไกลไปตามผิวดิน ปลูกในพื้นที่ดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดีเนื่องจากมะนาวไม่ชอบน้ำขัง มีอินทรียวัตถุมาก การให้น้ำและปุ๋ยมะนาวจะได้รับปุ๋ยเต็มที่ ต้นเจริญติบโต ใบมีสีเขียวและใหญ่ ผลมะนาวจะดกเต็มต้น

การปลูกมะนาวในปัจจุบันข้อควรคำนึงคือ การดูแล ควรเลือกสายพันธุ์ที่ทนต่อโรค การมีความรู้ความเข้าใจในการใช้สารเคมี การตลาดมะนาวในปัจจุบันว่าผู้บริโภคนิยมชมชอบมะนาวประเภทใด ร่วมทั้งผู้ประกอบต่างๆ ก็เป็นองค์ประกอบต่อการพิจารณาปลูกต่อสายพันธุ์นั้นๆ

พันธุ์มะนาว
-มะนาวตาฮิติ Tahiti Lime หรือ Seedless Lime เป็นมะนาวไม่มีเมล็ด มีผลขนาดใหญ่กว่าพันธุ์ทูลเกล้า มีทรงผลทั้งทรลกลมและทรงรี การติดผลสู้พันธุ์ทูลเกล้าไม่ได้
-มะนาวทูลเกล้า ลักษณะทรงผลยาว ไม่มีเมล็ด เปลือกบางกว่าตาฮิติเล็กน้อย ติดผลได้ดีกว่าตาฮิติ

-มะนาวด่านเกวียน เปลือกบาง เนื้อสีเหลืองคล้ายส้มเนื่องจากส้มและมะนาวผสมกัน น้ำกลิ่นไม่หอมแต่เปรี้ยว ผลดกมาก มะนาวด่านเกวียนเป็นส้มที่กลายพันธุ์ภาษาอังกฤษเรียกว่า แลงเพอร์ไลม์

-มะนาวพันธุ์พื้นเมืองไทย เปลือกแข็ง แก่จัดผิวเป็นสีเหลือง ลูกดกออกลูกเป็นพวง น้ำเยอะ ทนโรค แต่กลิ่นไม่หอมเหมือนมะนาวแป้น

-มะนาวแป้นพิจิตร 1 เป็นลูกผสมของมะนาวแป้นกับมะนาวน้ำหอม มักไม่เป็นโีรคแคงเกอร์ ใบใหญ่หนา เปลือกหนา โตเร็ว มีหนาม ลูกใหญ่ กลิ่นหอม

-มะนาวแป้น เป็นที่นิยมของตลาด เปลือกบาง น้ำเยอะ แต่มักได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้สารฆ่าแมลงเยอะ

การขยายพันธุ์
-การตอนกิ่ง จะใช้ระบบรากของตัวมันเองในการเจริญเติบโต หาอาหาร
-มะนาวบนตอมะขวิด (เสียบยอด) ใช้ระบบรากของต่อมะขวิดในการหาอาหาร การขยายพันธุ์พืชด้วยวิธีนี้นำมาใช้แก้ปัญหาดินไม่มีความสมบูรณ์ ใช้ความยาวของกิ่งมะนาว 6 นิ้ว 4-6 ใบคู่ ท่อน้ำท่ออาหาร เนื้อไม้และเปลือกต่อกันสนิทจึงจะต่อติด จากความเห็นของผู้ทดลองปลูก กล่าวว่า ระบบรากแก้วของมะขวิดจะให้พืชหากินได้เก่ง ทนทานต่อโรค แต่อีกฝากของความคิดเห็นกล่าวว่า พืชจะเจริญเติบโตได้เพียงระยะหนึ่งเท่านั้นหลังจากนั้นจะโตคงที่


การเตรียมดิน
ขุดหลุมกว้าง 1 เมตร ลึก 1 หน้าจอบเป็นวงกลม แล้วเอาดินหน้าจอบแรกขึ้นมาไว้ข้างๆ นำปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักสัก 1 ถังถ้าเป็นดินเหนียวใส่ทรายยาบลงไปด้วยเพราะมะนาวชอบดินร่วนปนทราย (ทรายยาบเท่านั้น ทรายละเอียดไม่ได้) พรวนดินลงไปอีกหนึ่งหน้าจอบรวมเป็น 2 หน้าจอบ คุกปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักใส่ลงไป แล้วเอาปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักมาผสมกับดินที่กองไว้ข้างๆตอนหน้าจอบแรก แล้วใส่กลบลงไปในดิน ดินที่ได้เป็นรูปหลังเต่าหรือเป็นรูปกระทะคว่ำเพื่อไม่ให้นำขัง ใส่ปูนขาวผสมลงไปนิดหน่อย เอาฟางข้าวปิดแล้วรดน้ำทุก 5 วัน ทิ้งไว้ครึ่งเดือนแล้วจึงนำน้ำมันมาปลูก

ขั้นตอนการนำมะนาวลงดิน
มะนาวที่ปลูกจะเลือกมะนาวตอนกิ่งหรือมะนาวปักชำก็ได้ซึ่งเพาะใส่ถุงดำไว้ แช่ลงไปในน้ำทิ้งไว้ให้นุ่มๆ เวลาแกะถุงดำออกจะแกะง่าย

เมื่อแกะถุงดำออกเราจะพบว่ารากมะนาวขดลงมาเป็นก้อนๆ หากปลูกลงไปในลักษณะอย่างนั้นรากมะนาวจะดิ่งลงลึก รากมะนาวจะกินอาหารที่ปลายราก เมื่อรากมันดิ่งลงลึก เกษตรกรใส่ปุ๋ยลงบนผิวดิน รากมะนาวจึงไม่ได้อาหาร อายุมะนาวสั้นและเน่าตายไป

นำไปล้างน้ำอีกครั้ง แกะดินออกให้หมด จะพบระบรากทั้งหมดของต้นมะนาว นำต้นมะนาวลงไปในดิน แยกราก จัดรากไปทั่วทุกทิศทาง เอาดินกลบ กดดินให้แน่นเพื่อรากจะได้ดูดอาหารให้เร็ว เหตุผลที่ต้องจัดรากไปทุกทิศทางเพราะว่ามะนาวเป็นพืชรากตื้น รากดูดอาหารทางผิวดิน เวลาให้ปุ๋ยรากจะได้รับอาหารเต็มที่

นำไม้มาปักกันต้นมะนาวโยก เอาฟางหรือหญ้าคุมเพื่อรักษาความชื้น เพราะถ้าไม่สามารถรักษาความชื้นไว้ที่หน้าดินพอ แดดส่องหน้าดินเกิดความร้อน เมื่อรากได้รับความร้อนรากมะนาวจึงพยายามลงลึกไปในชั้นดินเพื่อหนึความร้อน ฉะนั้นเกษตรควรนำฟางหรือหญ้าคุมไว้เพื่อรักษาความชื้นให้กับรากมะนาว

เราก็จะได้มะนาวที่ปลูกพื้นที่ความกว้าง 1 เมตร อีก 2 เดือนต่อมารากบริเวณที่ปลูกจะเต็มพื้นที่หมดแล้ว เราจึงต้องเตรียมดินเพื่อรองรับการขยายตัวของราก

โรคแคงเกอร์ หรือโรคขี้กลาก
เป็นโรคประจำตัวของมะนาว มักระบาดหนักในช่วงที่มีความชื้นสูง(แคงเกอร์ชอบฤดูฝนมาก) เป็นแล้วรักษาไม่หาย เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย วิธีแก้คือตัดกิ่งที่เป็นโรคทิ้ง เด็ดใบทิ้ง(การตัดแต่งกิ่งเป็นส่วนสำคัญ จำเป็น) หากแคงเกอร์เป็นที่ลูก ลูกจะแตก แล้วนำสารประกอบทองแดงฉีดทางใบรักษาไม่ให้เชื้อแคงเกอร์ระบาด หรือในธรรมชาตินำขี้หมูมาใส่อยู่เป็นประจำ จะระงับการระบาดของแคงเกอร์ได้เพราะขี้หมูมีสารทองแดงอยู่ ส่วนยาที่จะสามารถฆ่าแคงเกอร์ได้คือ สเตรปโตมัยซิน เป็นยาปฎิชีวนะแต่จะฆ่าได้ต่อเมื่อตัดเอาแผลที่เป็นออกก่อน หรือให้สารคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์

การทำลายของแคงเกอร์เข้าทำลายถึงเซลล์ การสร้างเซลล์ผิดปกติได้ง่าย หากนำตอนกิ่งหรือกิ่งพันธุ์ไปขยายพันธุ์จึงเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นได้

: โรคแคงเกอร์ มีวิธีกำจัดหลากหลายวิธีดังนี้
1. ปูนขาวผสมน้ำและฉีดพ่น
2. เสต๊ปโตมัยซิน
3. จุลินทรีย์ปราบโรค
4.เชื้อราไคโตรเดอม่า โดยผสมกับน้ำฉีดพ่น และยังป้องกันโรครากเน่าได้อย่างดี
(สายพันธุ์มะนาวมีผลต่อการติดโรคแคงเกอร์ได้เช่นกัน มะนาวแป้นพวง แป้นรำไพ เป็นพันธุ์ไม่ต้านทานต่อโรคแคงเกอร์ การเลือกปลูกพันธุ์ตาฮิติ พิจิตร1 เพื่อเน้นการป้องกันโรคก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน
5. ฉีดพ่นสารประกอบคอปเปอร์
 โรคแคงเกอร์ ลักษณะจุดด่างดำ แข็ง

โรค
หนอนม้วนใบ

-สแคป เกิดจากเชื้อรา มีอาการคล้ายแคงเกอร์เป็นจุดเล็กน้อย หากติดเชื้อแล้วมีอาการจะไม่หาย เกิดในช่วงฝนตกชุก และความชื้นสูง ถ่ายเทอากาศได้ไม่ดี กิ่งมะนาวด้านบนบังทรงพุ่มด้านล่าง ทำให้กิ่งมะนาวด้านล่างติดเชื้อราบ่อย แก้ไขโดยการตัดกิ่งมะนาวในพุ่มตรงกลางโดนแดด หรือใช้คอปเปอร์พ่นเป็นระยะในช่วงที่มีฝนตกบ่อย

-หนอนชอนใบ ที่เกิดจากผีเสื้อกลางคืน กัดกินเนื้อเยื่อภายใน

-หนอนแก้ว

-หนอนผีเสื้อกินใบมะนาว

เทคนิคการทำให้มะนาวดกในฤดูแล้ง
มะนาวจะมีราคาแพงเดือนเมษายน ราคาถึงลูกละ 7 บาท แต่ผลผลิตในช่วงนั้นตกต่ำ  มะนาวใช้เวลา 5 เดือนครึ่งนับแต่ออกดอกจึงเก็บขายได้  ฉะนั้นดอกมะนาวจะต้องออกเดือนพฤศจิกายนจึงจะเก็บมะนาวขายในเดือนเมษายนได้

เดือนพฤศจิกายนและเดือนธันวาคมเป็นช่วงฤดูหนาว ความชื้นในอากาศจะน้อย กระตุ้นการผลิตเอทิลีนหรือเรียกว่าสารแก่(ethylene) ไปกระตุ้นการพักตัวของพืช ใบไม้จะเหลืองและร่วง หากมะนาวออกดอกในช่วงนั้น ดอกก็จะไม่ค่อยติดลูก ดังนั้นจำต้องทำลายการพักตัวของพืชโดยให้สารจิบเบอเรลลินหรือสารหนุ่ม (Gibberellin) ไปทำลายการพักตัวของพืชโดยข่มฤทธิ์ของ ABA ซึ่งทำให้เกิดระยะพักตัว เมื่อใส่สารจิบเบอเรลลินทำให้พืชอยู่ในสภาวะอ่อนวัยและพร้อมที่จะสืบพันธุ์ได้ กระตุ้นการออกดอก กระตุ้นการติดผล มะนาวที่ได้รับสารจิบเบอเรลลินจะติดผลลูกดก ปัญหาที่พบกับยังไม่หมดอยู่แค่นั้นเมื่อเข้าสู่เดือนมกราคมสภาพอากาศแปรปรวน 1 เดือนมีถึงสภาพอากาศทั้งหนาวจัด ร้อนมาก และฝนหลงฤดู ทำให้ดอกมะนาวที่เพิ่งออกดอกกับร่วง ผลผลิตตกต่ำอีก

การออกดอกของมะนาว เป็นผลจากการที่พืชเกิดภาวะเครียด อันเกิดจากพืชเกิดบาดแผล(ใบร่วง) ทำให้ระบบการBalance ธาตุอาหารในพืชไม่สมดุลกันเป็นผลให้พืชออกดอก วิธีการให้ใบร่วงเด็ดออกบ้าง หรือเอาปุ๋ยยูเรียผสมน้ำแล้วฉีดพ่นไปทางใบ ใบจะร่วงออกทั้งหมดเมื่อแตกยอดให้ ดอกจะออกมาพร้อมกัน

ยามที่ดอกมะนาวออกแล้ว ไม่ต้องพ่นสารเคมี ควรให้น้ำตามปกติ ใส่ปุ๋ยสูตรเร่งขยายผล และธาตุอาหารเสริม พ่นฮอโมนเพื่อป้องกันการหลุดร่วง
สาเหตุลูกมะนาวร่วงเกิดจากหลายปัจจัย เช่น อาหารภายในต้นไม่เพียงพอ ขั้วมะนาวหลุดร่วง หรือเกิดจากเชื้อราเข้าขั้วโดยปรากฎที่ขั้วเป็นสีเหลือง  ฝนตกติดต่อกันหลายวัน ท้องฟ้าปิดเป็นเวลานาน ดินชุ่มเกินไปทำให้รากขาดอากาศและไม่สร้างอาหาร


การเก็บผลมะนาว
คัดเลือกลูก ผิวตึงวาวเป็นมัน เปลือกบางใส สัมผัสแล้วนิ่มมือ รูขุมจะเล็ก และมีแต้มสีเหลือง ผลมีขนาดเต็มที่แล้ว ตูดของลูกออกแป้นๆแบนๆค่อนข้างเรียบ


ผลิตภัณฑ์และการแปรรูป
-น้ำยาล้างจานมะนาว
-มะนาวดอง

การนำไปใช้
-มะนาวทั้งเปลือกใช้ตำส้มอร่อยแซ่บหลาย

วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

วิธีการเลือกเมล็ดข้าวปลูก

วิธีเลือกเมล็ดข้าวปลูก
น้ำเกลือบ่น  2 กิโลกรัม ผสมกับน้ำ 20 ลิตร ละลายให้เข้ากันแล้วก็เอาข้าวปลูกมาลงรอยลงไปแช่ ข้าวด้อยมันจะลอยน้ำ นำข้าวที่เหลือที่ได้คุณภาพไปล้างน้ำเปล่าให้สะอาดแล้วก็แช่น้ำไว้อีก 2 คืน หุ้มอีก 2 คืน พอรากเริ่มแย้มๆ ปริๆ เราก็เอาไปหว่านข้าวก็จะเริ่มงอก นกและหนูก็จะไม่กิน

ถ้าให้ดีคือเราหว่านข้าวปลูกพร้อมถั่ว โดยจะเป็นถั่วชนิดอะไรก็ได้เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วงอก ถั่วแดง ถั่วดำ โดยนำมาแช่พร้อมกับข้าวปลูกแล้วก็หว่านไปด้วยกัน พอข้าวโตได้สัก 20 เซนติเมตร ใส่น้ำลงเข้าไปในนา สัก 10 เซนติเมตร ถั่วเริ่มเน่าเกิดก๊่าซไนโตรเจนเป็นปุ๋ยโดยปริยายโดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยแต่งหน้า

การปลูกมันสำปะหลัง


มันสำปะหลัง
สายพันธุ์มันสำปะหลัง
-ระยอง 90
-เกษตรศาสตร์ 50
-ห้วยบง 60
-ระยอง 72 หรือเกล็ดมังกร


การเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง

การเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังโดยการให้น้ำ
วงจรการเจริญเติบโตของมันสำะหลังเก็บเกี่ยววงได้หัวที่อายุ 12-14 เดือน หากได้ผลผลิตต่อไร้สูงควรปลูกช่วงเดือน เมษายน-พฤษภาคม เพราะเป็นช่วงฤดูต้นฝน รากมันสำปะหลังแทรกลงดินได้ดี มันหัวใหญ่ จนเข้าสู่ช่วงฤดูแล้งฝนไม่ตกในช่วงเดือน พฤศจิกายน-มีนาคม ใบมันสำปะหลังร่วงลดจำนวนใบลงเพื่อลดการคายน้ำ การสร้างแป้งของมันสำปะหลังจึงลดลง ดังนั้นหากให้น้ำในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม มันสำปะหลังมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ใบมันสำปะหลังร่วงน้อย การลร้างแป้งมันสำปะหลังจึงเกิดขึ้นต่อไป ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเก็บเกี่ยว

การเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังโดยการใช้หินฝุ่น
หินฝุ่นคือหินที่ได้มาจากกระบวนการโม่หิน เป็นหินปูนบดหยาบๆ มีสารองค์ประกอบดังนี้ แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน เหล็ก แมงกานีส ทองแดง สังกะสี  ซึ่งเป็นธาตุอาหารรองของมันสำปะหลัง หากนำมาใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งให้อาหารหลักอย่าง ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม หัวมันมีขนาดใหญ่
การใช้หินฝุ่นเป็นการช่วยปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้มีความเป็นกลางมากขึ้น คุณสมบัติทางกายภาพของดินดีขึ้น เช่น ดินร่วนซุนขึ้น ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น ดินระบายน้ำได้ดี จุลินทรีย์ในดินทำงานได้ดี



เคล็ดลับการปลูกอยู่ 4 ประการ (อาจารย์ทอง ธรรมดา)
1. ดินมีอินทรีย์สาร (ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก) การใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักจะช่วยให้การแตกรากค่อนข้างดี รากจะแตกเยอะมาก ทำให้เมื่อโตขึ้น 1 ต้นจะได้ประมาณ 15-20 หัว
2. ฝนตกถี่ (ดินมีความชื้น) ช่วงที่มีการแตกรากของต้นมันสำปะหลัง จำเป็นอย่างยิ่งที่ดินต้องมีความชื้น ให้รากนั้นแทรกลงไปในดินได้หรือเรียกว่ารากเดินไปได้ ฉะนั้นแล้วเกษตรกรควรปลูกมันสำปะหลังพฤษภาคม ฝนเริ่มตกแล้ว

 เกษตรกรบางส่วนปลูกมันช่วงเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม หรือเรียกว่าช่วงปลายฝนต้นหนาวซึ่งดินมีความชื้นอยู่บ้าง อาจารย์แนะนำว่าไม่ควรปลูกมันในช่วงนี้เนื่องจาก หลังจากเดือนธันวาคมฝนจะไม่ตกอีกเลย  ฝนจะไปตกอีกที่ปลายเดือนเมษายน ต้นเดือนพฤษภาคม หรือปลูกได้แต่รากมันสำปะหลังจะไม่สามารถแทรกลงไปในดินได้เต็มที่ ทำให้มันหัวไม่ใหญ่ ขายได้ราคาไม่ดี

3. ท่อนพันธุ์ดี (สมบูรณ์ ไม่ทิ้งไว้นานเกินไป ไม่อ่อนหรือแก่เกินไป) ท่อนพันธุ์มันนั้นต้องมีความสมบูรณ์ ไม่ควรที่จะตัดท่อนมันทิ้งไว้นานเกิน 15 วัน ควรจะรีบปลูกทันที
ลักษณะการปลูกมันสำปะหลังคือใช้วิธีการตัดเฉียง เพื่อให้เกิดเนื้อที่หน้าตัดมากจะได้จำนวนรากที่มากกว่าการตัดตรง แต่มีข้อแม้ว่าถ้าตัดเฉียง จะต้องปลูกเอียง หลังจากนั้นนำไปจุ่มน้ำยาเร่งรากและน้ำยาฆ่าเพลี้ยแป้ง
4. รู้วิธีการ (จังหวะการปลูก การใส่ปุ๋ย การใส่ยา การกำจัดหญ้าหรือวัชพืชหรือเรียกว่า "การทำรุ่น")



การทำมันสำปะหลังหัวดก
วิเคราะห์ปัจจัย 3 ประการ
1. พันธุกรรม  10 %
 พันธุกรรม  ส่วนใหญ่นักวิชาการจะพยายามค้นคว้า  หามาเผยแพร่ให้เกษตรกรอยู่แล้วและพันธุ์ใดจะเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่

การเตรียมท่อนพันธุ์เส้นผ่านศูนย์กลาง 2 ซม. อายุ 8-12 เดือน ตัดตรงยาว 20 เซ็นติเมตร นำไปแช่น้ำยาหัวดก และกำจัด ป้องกันเพลี้ยแป้ง นาน 10-12 นาที (ห้ามเกินกว่าเวลานี้)  น้ำยาใช้ 3 ชนิดรวมกัน+สารไทอะมีโทแซม 25 %WG 4 กรัม หริอ ไดโนทีฟูเรน 10 % WP 20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร    หากแช่นานหัวไม่ดก การเจริญเติบโตของต้นไม่ดี น้อยไม่เป็นไรแต่อย่าเกิน

2. สิ่งแวดล้อม 80 %  น้ำ อากาศ แสงแดด อุณหภูมิ ความชื้น สภาพดินและธาตุอาหาร
สิ่งแวดล้อม  ผมจะกล่าวถึงธาตุอาหารที่พืชต้องการมีทั้งหมด 17 ธาตุ (นักวิทยาศาตร์พบขณะนี้)  3 ธาตุแรก คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน ได้รับจากอากาศและน้ำ อีก 14 ธาตุ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม กำมะถัน แคลเซีย แมกนีเซียม เหล็ก แมงกานีส ทองแดง สังกะสี โบรอน คลอรีน โมลิบดีนัม และนิเกิล ได้รับจากดิน ซึ่งจะขาดธาตุใดธาตุหนึ่งไม่ได้เลย ต้องให้ความสำคัญการให้ธาตุที่ครบเป็นหลัก  สำหรับในการทดลองการเพิ่มผลผลิตของพืชต่างๆ  จากประสบการณ์ที่ค้นคว้าทดลองมาพืชเจริญเติบโตดี  ผลผลิตสูง  คุณภาพดีและลดต้นทุนด้วย  สำหรับการปลูกพืชเศษฐกิจธาตุอาหารหลักใช้ปุ๋ยเคมีธาตุอาหารรองและเสริมใช้อินทรียวัตถุ  คือใส่ปุ๋ยพืชเหมือนกับการทำต้มยำ ถ้าเราปรุงได้สูตรมันก็อร่อยกินข้าวได้เยอะ  พืชก็เหมือนกันธาตุอาหารแต่ละธาตุต้องใส่ให้เหมาะสมกัน  พืชถึงจะได้กินมากทำให้การเจริญเติบโตดี

3. ฮอร์โมน 10 %
ฮอร์โมน  มีทั้งหมด 5 ชนิด ออกซิน ไซโตไคนิน จิบเบอเรลลิน กรดแอบไซซิก และเอทีลีน  พืชจะสร้างขึ้นมาเองเพื่อการเจริญเติบโตตามธรรมชาติ  ถ้าเราให้ธาตุอาหารเค้าเพียงพอไม่จำเป็นต้องฉีดพ่นให้เค้า แต่ละชนิดมีหน้าที่ต่างกันเช่น ไซโตไคนินจะกระตุ้นการแบ่งเซลส์ ออกซินขยายขนาดของเซลส์ จิบเบอเรลินช่วยการยืดตัวของลำต้นและกิ่ง (อ้างอิง : kmsmily)



หัวดกเกิดจากการนำท่อนพันธุ์แช่น้ำยาซึ่งสามารถทำให้หัวดกได้ทุกสายพันธุ์ ผลจากการแช่น้ำยา
1.  หัวดก
2.  ท่อนพันธุ์งอกดี 
3.  เจริญเติบโตดีลำต้นใหญ่
4.  ท่อนพันธุ์ที่มีขนาดเล็กเปอร์เซ็นการงอกดีมีลำต้นใหญ่กว่าเดิม   
5.  ท่อนพันธุ์อายุมากยังสามารถงอกและเจริญเติบดี (อ้างอิง:kmsmily)

การแช่น้ำยากับมันคอนโดนั้นแต่กับมันสำปะหลังหัวไม่ดก เนื่องจากการใช้มีดคว้านเป็นชั้นๆทำให้ท่อลำเลียงอาหารขาดไม่เชื่อมต่อกันจึงไม่มีอาหารมาหล่อเลี้ยงราก และท่อนพันธุ์อยู่ลึกเลยขาดอ๊อกซิเจน การพัฒนาของหัวไม่เกิดขึ้นรากค่อยๆตาย 



การเตรียมแปลงปลูก
การไถครั้งแรก  ไถดะด้วยผาน 3 ทิ้งไว้ 10-15 วัน เพื่อตากดินและกำจัดหญ้า ไถแนวทิศเหนือ-ใต้ ไถครั้งที่สอง ใช้ผาน 7  ไถตัดตามแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก ยกร่องปลูกตามแนวทิศเหนือ-ใต้ ระยะระหว่างร่องห่าง 60 ซม.สูง 40 ซม.กว้าง 60 ซม.(เราจะปลูกระยะต้นห่าง 1.20x1 เมตร ครับ)  1 ไร่ (40x40 ม.) ใช้ท่อนพันธุ์ 1,333 ท่อน 
   
ข้อดีของการเตรียมพื้นที่ปลูกแบบนี้ 
1.  การไถตัดทำให้โครงสร้างเม็ดดินเขว้าสลับกัน การระเหยของน้ำจะช้าลงเก็บน้ำใต้ดินได้ยาวนาน
2.  ดินจะไม่จับตัวแน่นการลงหัวขยายหัวง่ายลดความเครียดของมันฯทำให้เจริญเติบโตดี
3.  การยกร่องแนวทิศเหนือ-ใต้  ทำให้ใบมันฯรับแสงแดดได้เต็มที่ผลิตแป้งได้มาก
4.  ขนานของร่องใหญ่เวลาฝนตกทำให้ร่องไม่หายมันฯมีพื้นที่ลงหัวมาก
5.  ระยะปลูกห่างมันฯไม่เกิดความเครียดจากการแย้งอาหารกัน  ประหยัดท่อนพันธุ์  ค่าแรงงานปลูกๆได้มากไร่ขึ้น  (อ้างอิง:kmsmily)


ปุ๋ยมันสำปะหลัง
-เกษตรนิยมใส่ขี้ไก่ก่อนการไถไร่ เพื่อไถ่กลบ ทำให้หัวมันใหญ่เสมอกันและทั่วถึง ส่งผลให้เกิดจุลินทรีย์ในดินเยอะ ซึ่งได้ออกซิเจนรากมันสำปะหลังนำไปใช้ ขนาดหัวมันเริ่มใหญ่ขึ้น 
ใส่ปุ๋ยเคมีซึ่งมีธาตุโพแทสเซียมสูงเพราะพืชต้องใช้ในการสร้างแป้ง

-การให้ปุ๋ยทางใบ พืชจะโตเร็ว มีการสร้าง สะสมปรุงอาหารจากใบ มีประสิทธิภาพคลุมลูกหญ้าได้และต้นมันโตคลุมลูกหญ้าได้อีกทางหนึ่ง
-การให้ปุ๋ยเคมี มีธาตุอาหาร N P K ที่มีความสำคัญต่อพืช เป็นปุ๋ยที่ไม่มีอันตราย แต่ก็มีข้อควรวิเคราะห์ว่าราคาแพง พืชนำไปใช้ยากต้องรอการทำละลายจากฝนและถ้าหากฝนตกมากไปเกิดการชะล้างปุ๋ย ต้นทุนของเกษตรกรก็จะสูงขึ้นอันเนื่องมาจากสภาพดินที่แย่ลง

โรค

โรคใบไหม้
เพลี้ยแป้ง




วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2555

ผลผลิตข้าวต่อไร่ของไทยปี 2009

ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตร ( FAO ) ปี 2009
http://faostat.fao.org/site/567/default.aspx
หน่วย Yield เป็น เป็นเฮกโตกรัมต่อเฮกเตอร์ ( 100 กรัม/ 10,000 ตารางเมตร )


ตารางเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

ข้อมูลผลผลิตจากกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
http://www.brrd.in.th/rkb/data_002/rice_xx2-02_New_index.html


ตารางเปรียบเทียบผลผลิตข้าวกับการบริโภคของแต่ละประเทศ ข้อมูลจาก USDA

วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554

แรดดำตะวันตก ถูกประกาศว่าสูญพันธ์แล้วโดย IUCA

แรดดำตะวันตก หรือ แรดดำแอฟริกันตะวันตก (ชื่อวิทยาศาสตร์: Diceros bicornis longipes) เป็นสปีชีส์ย่อยหายากของแรดดำ การสำรวจล่าสุดไม่พบแม่แต่เพียงตัวเดียว และใน ค.ศ. 2011 มันถูกประกาศว่าสูญพันธุ์โดย IUCN ครั้งหนึ่งมันเคยอาศัยอยู่กระจัดกระจายในทุ่งหญ้าสะวันนาแห่งแอฟริกากลางตะวันตก แต่ถูกบุกรุกล่า

 แรดดำตะวันตกลำตัวยาว 3-3.8 เมตร สูง 1.4-1.7 เมตร น้ำหนัก 800-1,300 กิโลกรัม มีสองเขา เขาแรกวัดความยาวได้ 0.5-1.3 เมตร และเขาที่สองวัดได้ 2-55 เซนติเมตร

 แรดดำตะวันตกถูกล่าอย่างหนักในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 แต่ประชากรเพิ่มขึ้นในคริสต์ทศวรรษ 1930 หลังมีมาตรการอนุรักษ์ออกมา แต่ด้วยความพยายามคุ้มครองได้ลดลงเป็นเวลาหลายปี ทำให้ประชากรแรดดำตะวันตกลดลง จนถึง ค.ศ. 1980 ประชากรลดลงเหลือเพียงหลักร้อย การบุกรุกล่าสัตว์ดำเนินต่อไปและจนถึง ค.ศ. 2000 มีการประเมินว่ามีแรดดำตะวันตกหลงเหลืออยู่เพียง 10 ตัว ต้น ค.ศ. 2006 การสำรวจอย่างเข้มข้นทางแคเมอรูนเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ของแรดดังกล่าว ไม่พบแม้แต่ตัวเดียว แต่ความพยายามค้นหาตัวที่ยังหลงเหลืออยู่ดำเนินต่อไป ไม่มีแรดดำตะวันตกที่ทราบกันว่ามีการเลี้ยงไว้ ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2011 สปีชีส์ย่อยดังกล่าวถูกประกาศว่าสูญพันธุ์โดยสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ

credit : wikipedia.org